หลังจากวันนั้นมาซาอากิเริ่มมองเห็นหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่เพราะหมู่บ้านเปลี่ยนไปไม่ใช่เพราะอาโออิเปลี่ยนไปแต่เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าควรมองอะไร
ยามเย็นอาโออิจะเงียบลงเล็กน้อยเวลาเดินในที่แสงสลัวเธอจะชะลอฝีเท้าโดยไม่รู้ตัวเวลามีคนโบกมือจากไกล ๆ เธอมักต้องเพ่งมองก่อนเสมอเป็รายละเอียดเล็กน้อยเล็กจนคนส่วนใหญ่ไม่มีวันสังเกตแต่เมื่อรู้ความจริงแล้วกลับเห็นได้ทุกที่และทุกครั้งที่เห็นหัวใจของเขาจะหนักขึ้นนิดหนึ่ง
...
เย็นวันหนึ่งพระอาทิตย์กำลังจะตก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีทอง อาโออิโทรมาหาเขาเป็ครั้งแรกไม่ใช่ข้อความแต่เป็การโทรจริง ๆ
“สวัสดีค่ะ” เสียงปลายสายยังสดใสเหมือนเดิม
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ว่างไหม”
“ตอนนี้เหรอ”
“ใช่”
“ว่าง”
“งั้นขึ้นมาบนเนินหน่อย”
“ตอนนี้?”
“ตอนนี้”
“เกิดอะไรขึ้น”
เงียบไปสองวินาทีก่อนเธอจะตอบ
“ฉันอยากถ่ายรูป”
“คุณก็ถ่ายทุกวัน”
“วันนี้ไม่เหมือนกัน”
“ต่างยังไง”
อาโออิหัวเราะเบาๆ “ถ้าเล่าก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”
แล้วเธอก็ตัดสายเหมือนเคย
...
ยี่สิบนาทีต่อมามาซาอากิก็มาถึงศาลาไม้บนเนิน สายลมเย็นพัดผ่านยอดหญ้า แสงสีส้มกำลังค่อย ๆคลี่ตัวไปทั่วหุบเขา อาโออินั่งอยู่ตรงม้านั่งตัวเดิมกล้องวางข้างตัวแต่ไม่ได้ถืออยู่ในมือ
“คุณมาช้า”
“ผมใช้เวลายี่สิบนาที”
“ช้าอยู่ดี”
“กฎใคร”
“กฎอาโออิค่ะ” หญิงสาวหัวเราะ
ก่อนขยับตัวเปิดที่ว่างข้างๆ มาซาอากินั่งลงแล้วพบว่าบนม้านั่งมีถุงกระดาษใบเล็กวางอยู่
“อะไร”
“ขนม”
“คุณเอามาปิกนิก?”
“พระอาทิตย์ตกดี ๆ ต้องมีของกิน”
“ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“เพราะคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ”
“แล้วคุณเป็?”
“แน่นอน” เธอตอบอย่างไม่ลังเลก่อนยื่นขนมปังไส้แอปเปิลมาให้
ทั้งสองนั่งกินขนมเงียบๆ มองพระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลง วันนี้ท้องฟ้าสวยมากสวยจนแทบไม่น่าเชื่อเมฆบาง ๆ ถูกย้อมเป็สีทองไล่เฉดไปจนถึงสีส้มแล้วค่อย ๆเปลี่ยนเป็ชมพูอ่อนหุบเขาทั้งผืนสว่างราวกับกำลังเรืองแสง
“คุณรู้ไหม” อาโออิพูดขึ้น
สายตายังมองไปข้างหน้า“ฉันเคยมาที่นี่เกือบทุกวัน”
“ั้แ่เมื่อไร”
“หลายปีแล้ว”
“ไม่เบื่อเหรอ”
หญิงสาวส่ายหน้า“พระอาทิตย์ตกไม่มีวันเหมือนเดิม”
“ทุกวันต่างกันหมด”
“ถึงจะดูคล้าย”
“แต่ไม่เหมือน”
มาซาอากิยิ้มประโยคนี้เขาเคยได้ยินแล้วดอกไม้ก็ไม่เหมือน ลมก็ไม่เหมือน ท้องฟ้าก็ไม่เหมือนสำหรับอาโออิโลกทั้งใบเหมือนเป็สิ่งที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลงลมพัดแรงขึ้นเล็กน้อย เส้นผมสีดำปลิวผ่านแก้มหญิงสาวยกมือปัดออกก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง
“ตอนเด็ก ๆ ฉันคิดว่าตัวเองจะอยู่ที่นี่ตลอดไป”
“ที่หมู่บ้านนี้?”
“อืม เรียนจบ ดูแลสวนต่อ แต่งงาน แก่” เธอหัวเราะ “แผนชีวิตธรรมดามากเลยใช่ไหม”
“ก็ไม่เลวนะ”
“ใช่” อาโออิพยักหน้าแต่รอยยิ้มกลับจางลงเล็กน้อย “แต่บางทีชีวิตก็ไม่ถามเราก่อน”
ความเงียบทอดตัวลงมาซาอากิไม่ได้ตอบเพราะรู้ดีว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร
ดวงอาทิตย์ลดต่ำลงอีกแสงเริ่มอ่อนลงเงาของูเาทอดยาวขึ้นอาโออิมองภาพตรงหน้าไม่กะพริบราวกับกลัวว่าหากละสายตาเพียงวินาทีเดียวบางอย่างจะหายไป
“ฉันยังไม่ได้เล่าเื่หนึ่งให้คุณฟัง” เธอพูด
“เื่อะไร”
หญิงสาวสูดหายใจเข้าเบาๆ ก่อนตอบ “วันที่หมอบอกผลครั้งแรก”
มือของมาซาอากิชะงักทันทีนี่เป็ครั้งแรกที่อาโออิเป็ฝ่ายเปิดประตูบานนี้เอง
“ฉันอายุสิบเก้า”
“ตอนนั้นเริ่มมองไม่เห็นตอนกลางคืนแล้วเลยไปตรวจ”
เธอหัวเราะเบาๆ แต่ไม่มีความขำอยู่ในเสียง
“ตอนแรกฉันคิดว่าแค่สายตาสั้นหรือขาดวิตามินอะไรสักอย่างใครจะไปคิดล่ะ”
ลมพัดผ่านศาลาพัดเอาความเงียบแทรกเข้ามาระหว่างประโยค
“หมอพูดอยู่นานแต่ฉันจำได้แค่ประโยคเดียว” อาโออิยิ้มรอยยิ้มเศร้าที่สุดเท่าที่มาซาอากิเคยเห็น
“โรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หาย”
พระอาทิตย์กำลังแตะขอบูเาแสงสุดท้ายส่องสะท้อนในดวงตาของเธอดวงตาที่กำลังต่อสู้กับเวลาทุกวัน
“วันนั้นฉันร้องไห้หนักมาก” เธอสารภาพ “หนักที่สุดในชีวิตเลยร้องจนคิดว่าตัวเองคงไม่เหลือน้ำตาแล้ว”
น้ำเสียงเรียบสงบ เหมือนเล่าเื่ของคนอื่นแต่ยิ่งสงบกลับยิ่งเจ็บ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” มาซาอากิถามเบา ๆ
อาโออิหันมามองเขาก่อนยิ้มรอยยิ้มแบบเดิมแบบที่เขาคุ้นเคยแบบที่ทั้งหมู่บ้านคุ้นเคย
“หลังจากนั้น...” เธอเว้น่ “ฉันก็เริ่มถ่ายรูป”
นี้เป็ครั้งแรกที่มาซาอากิเข้าใจความหมายของประโยคนั้นอย่างแท้จริง
แสงสุดท้ายของวันกำลังค่อยๆ ละลายหายไปหลังแนวูเา อากาศเย็นลงทีละน้อย เสียงแมลงยามเย็นเริ่มดังขึ้นจากพงหญ้ารอบเนิน
อาโออินั่งเงียบมองเส้นขอบฟ้าส่วนมาซาอากิเองก็ไม่ได้เร่งให้เธอพูดต่อตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเคยอยู่ในการประชุมที่ทุกคนแย่งกันพูดเคยอยู่ในห้องที่ความเงียบหมายถึงความล้มเหลว เคยใช้ชีวิตในโลกที่ต้องรีบตอบทุกคำถาม
แต่ที่นี่บนเนินเขาแห่งนี้เขาเพิ่งเรียนรู้ว่าความเงียบก็เป็ส่วนหนึ่งของบทสนทนา
อาโออิค่อยๆ หยิบกล้องขึ้นมาพลิกดูรอยขีดข่วนเล็ก ๆบนตัวกล้องนิ้วเรียวลูบผ่านมันอย่างอ่อนโยน
“ตัวนี้เป็กล้องตัวแรกของฉัน” เธอพูดขึ้น
“ยังใช้ได้อยู่เหรอ”
“ได้สิ” หญิงสาวยิ้ม “แต่ตอนนี้มีตัวใหม่แล้ว”
“แล้วทำไมยังพก”
อาโออิมองกล้องในมือก่อนหัวเราะเบาๆ “เพราะมันอยู่กับฉันมาั้แ่วันแรก”
“วันแรก?”
“วันที่รู้ผลตรวจ”
ลมพัดผ่านศาลาอีกครั้งเบากว่าเดิมเหมือนกลัวรบกวนบทสนทนา
“พ่อซื้อให้” เธอพูด
“วันนั้นฉันร้องไห้ทั้งวัน”
“ร้องจนแม่ไม่รู้จะปลอบยังไง”
“ส่วนพ่อ...” อาโออิหยุดไปครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มทั้งที่ดวงตาเริ่มแดง“พ่อเป็คนพูดไม่เก่งก็เลยพาฉันไปร้านกล้อง”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ ภาพนั้นชัดเจนมาก เคนจิเป็คนแบบนั้นจริง ๆ ไม่ใช่คนที่ปลอบเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดคำสวยหรูแต่เป็คนที่พร้อมแบกโลกทั้งใบให้ลูกโดยไม่พูดสักคำ
“พ่อบอกว่า...” อาโออิสูดหายใจเข้า
“ถ้ากลัวลืม ก็เก็บมันไว้สิ ถ้ากลัวว่าวันหนึ่งจะมองไม่เห็นก็เก็บทุกอย่างเอาไว้ก่อน”
เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยเป็ครั้งแรกที่มาซาอากิได้ยินชื่อของเคนจิในเื่นี้และยิ่งฟังยิ่งเข้าใจว่าพ่อแม่ของเธอเ็ปแค่ไหน
ดวงอาทิตย์เหลือเพียงเสี้ยวเดียวเหนือขอบเขาแสงสีทองเริ่มจาง สีส้มเริ่มเข้มขึ้น โลกทั้งใบเหมือนกำลังเปลี่ยนสีช้า ๆ อาโออิวางกล้องลงข้างตัวคราวนี้ไม่ได้หยิบขึ้นมาถ่ายเพียงมองอย่างเดียว
“คุณรู้ไหม” เธอพูด
“่แรก ๆ ฉันโกรธมาก”
“โกรธ?”
“อืม” เธอพยักหน้า
“โกรธทุกอย่าง โกรธหมอ โกรธชะตากรรม โกรธตัวเอง โกรธแม้กระทั่งคนที่มองเห็นปกติ”
มาซาอากิไม่ได้แปลกใจหากเป็เขาก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
หญิงสาวเงียบสายตายังจับจ้องเส้นขอบฟ้า
“บางวันก็ยังโกรธอยู่” คำตอบซื่อตรงจนเจ็บ
“ฉันพยายามคิดบวกนะ” เธอหัวเราะ “แต่บางทีฉันก็เหนื่อย.........เหนื่อยกับการเข้มแข็ง”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของมาซาอากิบีบรัดเพราะนี่ไม่ใช่อาโออิที่ทุกคนเห็นนี่คืออาโออิที่อยู่หลังรอยยิ้มหลังเสียงหัวเราะ หลังเื่ตลกนับร้อยเื่
ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาช้าๆ ทีละน้อยอาโออิสังเกตเห็นมันก่อนเขา เธอสังเกตเห็นเสมอ
“คุณรู้ไหมว่าฉันกลัวอะไรที่สุด” หญิงสาวถามขึ้น
มาซาอากิส่ายหน้า
“ไม่ใช่ตาบอด” เธอตอบเอง
“ฉันกลัวลืม กลัวว่าสักวันหนึ่งจะจำหน้าพ่อไม่ได้ จำรอยยิ้มแม่ไม่ได้ จำสีของต้นแอปเปิลไม่ได้”เสียงของเธอเบาลงเรื่อย ๆ เหมือนพลังงานทั้งหมดกำลังค่อย ๆ หมดไป
“ฉันกลัวว่าวันหนึ่ง......” เธอหยุดพยายามยิ้มแต่ยิ้มไม่ออก “โลกจะเหลือแค่ความมืด”
ลมเย็นพัดผ่านและเป็ครั้งแรกที่น้ำตาไหลลงมาบนแก้มของอาโออิไม่มากเพียงสายเดียวแต่เธอไม่ได้เช็ดปล่อยให้มันไหลลงมาเงียบ ๆ
มาซาอากิไม่พูดว่า"ไม่เป็ไร" ไม่พูดว่า "ทุกอย่างจะดีขึ้น"ไม่พูดว่า "เข้มแข็งไว้นะ"
เพราะเขารู้ดีว่าบางครั้งคำพูดเ่าั้ไม่ได้ช่วยอะไรเขาเพียงนั่งอยู่ตรงนั้นข้างเธอเงียบๆ เหมือนที่เธอเคยนั่งข้างเขาในวันที่เขาหลงทางกับชีวิต
...
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วเหลือเพียงแสงเรืองรองบางๆ บนท้องฟ้าอาโออิยกมือเช็ดน้ำตาหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่เสียงยังสั่น
“แย่จัง”
“อะไร”
“ฉันตั้งใจจะไม่ร้องไห้ ล้มเหลวอีกแล้ว”
มาซาอากิยิ้มบางๆ “ผมว่าคุณทำได้ดีมาตลอดต่างหาก”
หญิงสาวหันมามองเหมือนไม่เข้าใจเขาสบตาเธอแล้วพูดต่อ
“คุณแบกเื่นี้มาสามปี ยังหัวเราะได้ ยังดูแลคนอื่นได้ ยังใช้ชีวิตได้ ถ้านั่นไม่เรียกว่าทำได้ดีผมก็ไม่รู้แล้วว่าอะไรคือทำได้ดี”
อาโออินิ่งไปดวงตาเริ่มแดงอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเศร้าอย่างเดียว
...
ความมืดค่อยๆ ปกคลุมเนินเขาแสงสุดท้ายใกล้จะหายไป หญิงสาวจึงหันกลับไปมองขอบฟ้าอีกครั้งนานมากนานจนมาซาอากิคิดว่าเธอจะไม่พูดอะไรแล้วแต่สุดท้ายเธอก็เอ่ยขึ้นเบามาก เบาจนแทบเป็เสียงลม
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“ถ้าวันหนึ่ง.....”
เธอสูดหายใจเข้าช้าๆ “ถ้าวันหนึ่งฉันมองไม่เห็นจริง ๆ”
หัวใจของเขาหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะอาโออิยังคงมองไปข้างหน้า ไม่ได้หันมา ไม่ได้มองเขาเหมือนกลัวว่าหากสบตาจะไม่มีความกล้าพูดต่อ
“ช่วยดูพระอาทิตย์ตกแทนฉันหน่อยได้ไหม”
ความเงียบตกลงมาทันทีไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีอะไรเลย เหลือเพียงประโยคนั้นประโยคเดียวที่หนักกว่าคำพูดใดทั้งหมด
มาซาอากิมองเธอมองหญิงสาวที่พยายามเข้มแข็งมาตลอดสามปี หญิงสาวที่เก็บภาพทุกอย่างเอาไว้ หญิงสาวที่หัวเราะทั้งที่หวาดกลัวแล้วตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
“ได้สิ”
อาโออิหลับตาลงน้ำตาอีกหยดไหลออกมาแต่ครั้งนี้เธอยิ้ม ยิ้มจริง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มที่ใช้ปกปิดอะไร ไม่ใช่รอยยิ้มเพื่อให้คนอื่นสบายใจแต่เป็รอยยิ้มของคนที่ได้รับคำตอบที่เฝ้ารอมานาน
เหนือหุบเขาแสงสุดท้ายของวันดับลงอย่างสมบูรณ์และในความมืดที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ ความสัมพันธ์ของคนสองคนก็เปลี่ยนไปตลอดกาลโดยไม่มีใครพูดคำว่ารักแม้แต่คำเดียว