ขณะที่เสียงดนตรีแล่นลอยไปตามสายลมพริ้ว ปลุกจิตใจคนที่ได้ยินให้บรรเทิงร่วม เป็สิ่งเสนาะแก่หู ทั้งนี้ก็ด้วยความสามารถที่กำเนิดโดยพรแสวงของพันวาจาสิทธิ์ เขาเป็คนคารมคมคาย คล้ายกับลีลาในการชักสีซอของเขา มิหนำซ้ำ สายตาที่เขามีให้ก็เปี่ยมด้วยแรงเสน่ห์
หม่อมเ้าชายทรงนั่งสดับเงียบ ๆ ปล่อยหทัยเคลิ้มไปกับเสียงหวานทุ้มของดนตรี แม้จะทรงเฉียงพักตร์ออกด้านข้าง ไม่สบตาตอบกลับพ่อนักดนตรี แต่ก็คลี่ยิ้มสรวลขณะฟัง
มีดำริในหทัยว่า ‘ช่างเอาเพลงนี้มาเล่นให้ฉันฟังนะ แล้วนั่นจะจ้องอยู่อีกนานเลยหรือไร’
ทรงเคยฟังใครเขาเล่นเพลงนี้มาก็หลายหน แม้จะเพราะพริ้ง แต่ก็ถูกหนนี้กินเรียบ จะเพราะอะไร ก็ยังทรงเคลือบแคลงอยู่
เสียงเอื้อนอ้อยอิ่งของซออู้เบาลงเรื่อย ๆ จนจบเพลง ชายหนุ่มวางเก็บเข้าที่ไว้ แล้วทูลถามเสียงชัดถ้อย เมื่อเห็นว่าท่านชายยังทรงไม่หันมา “ฝ่าาได้สดับแล้ว ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างหรือกระหม่อม”
“… ก็ดีนี่ เธอเล่นให้ฟังครั้งใด ฉันก็ว่าเพราะทุกครั้ง” จบคำก็ทรงหยุดไป ทอดมองให้ลึกที่สุดในดวงตาของคนถาม ก็ให้ทรงแปลกหทัยว่า หน้าตาเขาก็ไม่มีอะไรขี้ริ้วขี้เหร่ การศึกษาอาชีพก็ดี ทั้งยังมากด้วยความสามารถ ป่านนี้คงได้ออกเหย้าออกเรือน ไม่ตกค้างมาถึงทุกวันนี้แน่ ตรัสถามอีกทีว่า “เธอคงเล่นเพลงนี้ให้ภรรยาฟังอยู่บ่อย ๆ ใช่หรือไม่”
อีกฝ่ายปฏิเสธโดยทันควัน พร้อมสีหน้าใ “มิได้กระหม่อม กระหม่อมยังไม่เคยตบแต่งกับใคร จนถึงทุกวันนี้กระหม่อม”
“จริงหรือ หนุ่มเนื้อทองเ้าเสน่ห์อย่างเธอนี่น่ะหรือ?”
“ทูลด้วยสัจจริงกระหม่อม กระหม่อมไม่เคยชายตาแลหญิงใด และยังไม่หมายใจจะทำเช่นนั้นด้วยกระหม่อม” ที่เขาทูลนั้นก็ตรงตามจริง แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนเป็ ‘ชายตาแลชายด้วยกัน’ แล้วล่ะก็ คงไม่แน่
ท่านชายเดียวแย้มสรวล เพราะคำตอบดันถูกหทัย “ฉันเองก็เช่นกัน เบื่อ ไม่อยากชายตา หรือปันใจให้ใครทั้งนั้น แต่คงเลี่ยงไม่ได้” เมื่อตรัสแล้ว ก็ทรงหนักในอุระ
แต่คนฟังนี่สิ ตาลุกวาวราวไก่ได้พลอย “จริงหรือกระหม่อม”
“ก็จริงสิน่ะสิ เออนี่ นอกจากเธอจะเล่นดนตรีเป็แล้ว ยังทำสิ่งอื่นเป็อีกหรือไม่”
“ถ้านอกเหนือจากนี้แล้ว ก็พอมีแต่งบทกวี ขับเสภา และก็ทำขนมเป็เล็กน้อยกระหม่อม” อย่างหลังเขาผ่อนเสียงทูลอย่างเขอะเขิน ที่เป็ชายแต่กลับมีวิชาด้านด้านคาวหวาน แทนที่จะเก่งด้านหมัดมวยอย่างชายอื่น ๆ
“ดีเลย! เธอนี่ชำนาญรอบด้านจริงเชียวนะ ด้าว เป็บุญของฉันมากที่ได้เธอมาเป็ครูให้ ถึงว่า ฉันท์บทนั้น ที่เธอแต่งมาให้ฉันถึงเพราะนัก” ท่านชายลูกครึ่งดีหทัยจนเห็นได้ชัด ในที่สุดก็ทรงพบคนที่พอจะไปทางเดียวด้วยกันได้ เพราะทรงมีหทัยใส่ในด้านนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนั้นก็หาผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ยาก มาบัดนี้ก็พบแล้ว
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระหม่อม ฝ่าาก็ทรงชมเกินจริง กาพย์ที่ฝ่าาทรงนิพนธ์ประทานให้กระหม่อมเอง ก็สวยงามไม่แพ้กันกระหม่อม”
“จริงหรอกหรือ? แล้วคุกกี้ที่ฉันให้เป็อย่างไร เธอชอบหรือไม่”
“เอ่อ… ยังไม่ได้กินเลยกระหม่อม”
“อ้าว! ชักช้าอยู่ทำไม หรือว่าเธอรังเกียจของที่ฉันให้”
“หาเป็เช่นนั้นกระหม่อม” ขุนนางหนุ่มอึกอัก จะทูลตามจริงว่าอยากเก็บไว้ชมต่างวรพักตร์ก็ไม่กล้าพอ
“กลับไปนี้ เธอรีบกินเสีย ประเดี๋ยวขึ้นรา อดกินขึ้นมา ฉันไม่รู้ด้วยนะ อ้อ แล้วก็ พรุ่งนี้ได้โปรดเอากรับมาขับเสภาให้ฉันฟังได้หรือไม่ ั้แ่ที่ฉันกลับสยามมา ยังไม่ได้ฟังอีกสักครั้งเลย”
“ด้วยความยินดีกระหม่อม”
“มา คราวนี้ฉันพร้อมเรียนต่อแล้วล่ะ” ตรัสจบ ก็ทรงตั้งมั่นด้วยอุตสาหะลองทรงซออู้อีกครั้ง คราวนี้ทรงเดี่ยวด้วยองค์เองบ้าง ถึงแม้จะมีส่วนผิดอยู่เยอะ แต่ก็ทรงเสียอาการน้อยกว่าถูกชายข้าง ๆ ประคองหัตถ์ไว้
เวลาพ้นไปไม่พอหุงข้าวสุก งานถวายการสอนดนตรีของพันวาจาสิทธิ์ก็ชะงักลง เมื่อทราบว่ามีแขกคนสำคัญของเ้าของเรือนมาเข้าเฝ้า เป็ท่านหญิงอ้อและนางข้าหลวงตามเสด็จอีกหนึ่งนาง ด้วยตระหนักรู้ เขาจึงทูลขอปลีกตัวออกไปอยู่ระยะห่าง ๆ หลีกทางให้คู่ตุนาหงันได้ใช้เวลาร่วมกันตามเหมาะสม
เมื่อตัวจริงเขามา คนไม่สำคัญก็ควรไป เห็นเป็จริงอย่างนั้น
“พี่ชายเดียวฝึกดนตรีอยู่หรือคะ ต้องขอภัยด้วย ที่หญิงมารบกวน” หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลทรงประนมไหว้ผู้ทรงวัยกว่า ตรัสด้วยรอยยิ้ม ที่อาจมีความหม่นหมองซุกซ่อนไว้อยู่ภายใน
ด้วยตัวท่านหญิงเอง ทรงเป็กุลสตรี ซ้ำยังมีศักดิ์ การที่ไปมาหาสู่ถึงวังของฝ่ายชายด้วยองค์เองนั้นก็ดูไม่เหมาะสมแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ก็ได้หามีหทัยลึกซึ้งต่อท่านชายเดียวไม่ แม้ฐานันดรศักดิ์จะเสมอกันก็ตาม นั่นกลับยิ่งสร้างความลำบากหทัยให้ไม่รู้หาย ทั้งนี้ ก็เพราะพระประสงค์ของเสด็จในกรมฯจากทั้งสองสายราชสกุล
“ไม่รบกวนสิ่งใดเลยค่ะน้องหญิง พี่เข้าใจดี นี่… น้องหญิงคงโดนบังคับมาอีกแล้ว ใช่หรือไม่คะ”
“ช่างเถอะค่ะ หญิงเองก็ชินแล้ว ไม่อยากขัดพระทัยท่าน ๆ วันนี้หญิงทำเครื่องหวาน เยอะเชียวค่ะ หม่อมแม่เลยให้หญิงเอามาฝากที่วังนี้ด้วย พี่ชายเดียวชอบท่านใช่ไหมคะ หญิงจำได้”
“ใช่ค่ะ ผ่านไปเสียนาน น้องหญิงอ้อยังคงจำได้เสมอเลยนะคะ”
ท่านชายท่านหญิงทรงมีประฏิสันถารระหว่างกันฉันพี่ฉันน้อง รอยสรวลที่ต่างมีให้นั้น ไม่ปรากฏว่าทรงปันหทัยแก่กันในฐานะพระคู่หมั้นอย่างที่ใคร ๆ ล้วนทราบดี
หากแต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้าราชการกระทรวงการคลังอย่างพันวาจาสิทธิ์เบาใจ ยามเมื่อเห็นท่านทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกัน หรือได้ฟังที่ปราศรัยกันก็นึกร้อนรุ่มในใจ ราวกับเป็ตัวอิจฉา ทั้งที่ตนนั้นมาหลัง ซ้ำยังไม่คู่ควร
เจ็บช้ำระกำหนักยิ่งขึ้น เมื่ออ้ายเกริกและบ่าวทั้งสองของท่านชายที่นั่งอยู่ด้านล่างใกล้ ๆ ซุบซิบกันถึงเื่ของหม่อมเ้าทั้งสอง คำพูดของพวกบ่าวยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า…
“เอ็งเห็นรึยังอ้ายเกิรก นั่นแน่ะ ท่านหญิงอ้อ พระคู่หมั้นของเ้านายข้า ท่านทรงสง่าราศีมาก สมพระเกียรติกับท่านชายเดียวนัก”
“ข้าก็เพิ่งรู้ประเดี๋ยวนี้เอง คู่ควรจริง ๆ ท่านชายฝาหรั่งกับท่านหญิงสยาม” อ้ายเกิรกเอ่ยชม ไม่วายหันมาชวนผู้เป็นายให้ชมด้วย “ดูสิขอรับคุณด้าว ก็มีแต่คุณด้าวนี่กระมัง ที่ไม่ยอมมีเมียเสียที”
“หยุด! ปากมากนักนะเอ็ง ไม่ทันไรก็สนิทสนมกับเขาเสียแล้ว”
“ก็จริงนี่ขอรับ” นายเกริกโดนดุเสียงกร้าว หน้าจ๋อยเชียว
ทว่าหากพูดตรง ๆ แล้ว อ้ายบ่าวมันก็พูดถูก เขาควรเห็นดีเห็นงามด้วย ไม่ใช่มีจิตริษยาดังนี้ แต่ก็อย่างที่จอมกวีท่านว่า ‘สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ'
ประหลาดใจจริง ๆ ที่ไปหลงรักผู้ชาย
แถมเป็ผู้ชายที่อยู่สูงเกินเอื้อมเสียด้วยสิ จิตใจก็ว้าวุ่นไม่น้อย
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลทรงขอลากลับหลังจากเสร็จสิ้นธุระ ซึ่งเป็เื่สำคัญสำหรับพระญาติผู้ใหญ่ที่ใช้ให้มา ใจจริงแล้ว ท่านหญิงเองก็ทรงแหนงหน่ายกับเื่พรรค์นี้ไม่ต่างไปจากท่านชายเดียวเท่าไรนัก เห็นว่าจะทรงศึกษาวิชาดนตรีต่อ จึงไม่ประสงค์อยู่นานไปมากกว่านี้ รีบเสร็จให้จบ ๆ ไป เพราะอย่างไร ก็จะทรงโดนรบเร้าอีกอยู่ดี
ระหว่างดำเนินกลับไปยังรถม้าที่จอดรออยู่หน้าวังวิจิตราลัยพร้อมกับนางข้าหลวง ที่บริเวรสวนข้างเรือนปั้นหยาอีกหลัง เพราะบังอิญไปหรือสิ่งใดลิขิต ท่านหญิงทรงหยุดอยู่หน้าพักตร์คมสันของท่านชายที่ทรงแก่ชันษากว่าแค่ปีเดียว
ฝ่ายชายแย้มสรวลให้ และองค์เองก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นกลับเหมือนกัน
“เห็นไกล ๆ นึกว่าใคร น้องหญิงอ้อน่ะเอง มาหาพี่ชายเดียวหรือ”
“ค่ะ แต่หญิงกำลังจะกลับแล้ว พี่ชายปิ๋วมีอะไรหรือคะ” ตรัสอย่างยิ้มแย้มเหมือนกับที่มีให้ท่านชายเดียว หากแต่จะเห็นว่าพิเศษกว่า ก็ตรงที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็การฝืนหทัยทำ
“กลับเร็วจังคะ ยังคุยกันไม่ทันไรเลย แล้วนี่เอาอะไรมาฝากพี่ชายเดียวหรือคะ ไม่เห็นมีแบ่งพี่คนนี้บ้าง” ท่านชายปิ๋วทรงแสร้งให้พักตร์เศร้าสลด ดูน่าเห็นใจ พลางตรัส
“หญิงไม่ทราบว่าพี่ชายปิ๋วก็โปรดเครื่องหวานด้วย คราวหลังหญิงจะเผื่อมาให้นะคะ ตอนนี้หญิงคงต้องขอตัวลากลับพระบรมมหาราชวังก่อนนะคะ” ตรัสแล้วทรงประนมกรลา ด้วยความสงวนท่าทีที่สุด เพราะทรงกริ่งเกรงว่า ชายหญิงที่หาใช่คู่หมายมายืนสนทนากันอย่างลับตาเช่นนี้ จะทำให้เสียภาพพจน์
สมกับทรงเป็กุลธิดาที่ประสูติในรั้วในวัง ทำให้ทุกกิริยาอ่อนช้อยงดงามเกินสามัญ ท่านหญิงอ้อทรงเข้าไปประทับอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในกับเ้าพี่หญิงองค์อื่นและเ้าจอมมารดา ผู้เป็ย่าั้แ่ทรงเยาว์ จึงทรงรู้ทุกขนบธรรมเนียม แม้เวลาอยู่ด้านนอก ก็ไม่ทรงทิ้งมารยาทอันดีงามเสมอมา
“แล้วน้องหญิงจะได้มาอีกครั้งเมื่อไหร่คะ พี่จะได้นับวันรอค่ะ” ประโยคที่ท่านชายตรัสมานั้น แฝงนัยยะชัดเจนว่าทรงคิดอย่างไร
แต่ท่านหญิงกลับทูลสั้น ๆ ว่า “อีกไม่นานหรอกค่ะ” เพราะอะไรทรงทราบดี หม่อมแม่ของท่านหญิงอ้อที่วังโน้นกำชับนักกำชับหนา ว่าให้มาที่วังนี้บ่อย ๆ มีหรือจะเลี่ยงได้ “ไปกันเถอะอิ่ม”
“ประเดี๋ยวพี่ไปส่งที่รถนะคะ”
“เอ่อ… อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
เพราะประสงค์ยื้อเวลาปราศรัยให้นานกว่านี้ จึงรับสั่งอาสาไปส่ง ทั้งที่ไม่ได้มีสิ่งใดติดขัดเลยด้วยซ้ำ ระหว่างดำเนินไป ก็ตรัสถามอีกฝ่ายถึงเื่นั้นทีเื่นี้ทีไม่มีไม่หยุดไปด้วย