“พวกเราชินแล้วครับใส่เสื้อผ้าหนา ไม่...”
“หนาวค่ะ!” เยาเม่ยซุกตัวในอ้อมกอดของสวีเม่าถิง มือน้อยโอบรอบคอเขาแน่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่มว่า“หนาวค่ะ แต่ตอนนี้คุณลุงกอดหนูอยู่ หนูไม่หนาวแล้วละค่ะ”
ด้วยเหตุนี้สวีเม่าถิงจึงกอดเยาเม่ยแน่นขึ้นกว่าเดิมและทำให้ต้าชุนที่นั่งอยู่บนขาอีกข้างของเขาเกือบเสียการทรงตัว
ต้าชุนมองกองไฟอย่างงุนงง
ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนกับว่าน้องสาวกำลังแย่งความสนใจไปจากเขา?
เมื่อก่อนน้องสาวไม่เคยเป็นแบบนี้!
น้องสาวผู้ใสซื่อไร้เดียงสาอะไรๆ ก็ให้พี่ชายมาก่อนคนนั้นหายไปไหน?
เอาน้องสาวของเขาคืนมา!
ต้าชุนร่ำไห้ในใจแต่สวีเม่าถิงกลับเร่งเร้าว่า “ต้าชุน ยังต้องรออีกนานแค่ไหนลุงกลัวเยาเม่ยจะตากลมหนาวจนป่วย”
“ลุงครับผมก็ยังเด็กเหมือนกัน” ต้าชุนตัดพ้อ
ทว่าสวีเม่าถิงกลับวางตัวเขาลงก่อนจะอุ้มเยาเม่ยแล้วลุกขึ้นยืน เขาเดินเข้าไปในบ้านพลางกล่าวว่า “มันไม่เหมือนกันหลานเป็นเด็กผู้ชาย ร่างกายแข็งแรงกว่า เยาเม่ยเป็นเด็กผู้หญิงเด็กผู้หญิงย่อมมีอภิสิทธิ์”
ต้าชุนอยากร้องไห้
ครอบครัวอื่นในหมู่บ้านก็มีลูกสาวและปฏิบัติกับลูกสาวไม่ดีสักนิด แต่ครอบครัวของเขากลับไม่เหมือนครอบครัวอื่น
ก่อนหน้านี้แม่ไม่ดีกับเขาและเยาเม่ยตอนหลังแม่ดีกับเขาและเยาเม่ยอย่างเท่าเทียมกันเขาไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์แบบที่เด็กผู้ชายควรได้รับจากพ่อ แม่ หรือย่าเลยสักครั้ง
แต่ตอนนี้ลุงกลับบอกว่าเด็กผู้หญิงต่างหากที่มีอภิสิทธิ์!
ต้าชุนสับสนมาก
แต่เขาจะทำอย่างไรได้อีกฝ่ายคือน้องสาวของเขา เขาต้องทะนุถนอม!
ตอนอาหารค่ำสวีเม่าถิงมองอาหารเต็มโต๊ะแล้วไม่รู้ว่าควรจะคีบอะไรก่อนดี
เมื่อครู่เขาไปดูมาแล้วในเล้าไก่ของบ้านหลินมีไก่อยู่เพียงสี่ถึงห้าตัว และเป็ดอีกแค่สองตัวเท่านั้นแต่อาหารประเภทเนื้อที่อยู่บนโต๊ะกลับมีถึงสี่อย่าง
อีกทั้งยังใส่เอาไว้ในชามขนาดใหญ่ปริมาณเต็มเปี่ยม
มันแทบจะใกล้เคียงกับอาหารเวลาตระกูลสวีกินฉลองตรุษจีนกันแล้ว
สวีเม่าถิงค่อนข้างกังวลว่าตระกูลหลินฆ่าเป็ดไก่ทั้งบ้านเพื่อต้อนรับเขา
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงหลังเขากลับไปแล้ว น้องสาวและหลานทั้งสองคนรวมถึงแม่สามีของน้องสาวจะอยู่กันอย่างไร?
ในชั่วขณะหนึ่งความคิดของสวีเม่าถิงล่องลอยไปไกล
แม่หลินเห็นเขาไม่ยอมขยับตะเกียบก็อดเร่งไม่ได้“มีอะไรหรือ อาหารไม่ถูกปากหรือเปล่า”
“เปล่าครับเปล่า”สวีเม่าถิงส่ายหน้า
สวีหว่านหนิงเดาได้ว่าพี่ชายกำลังกังวลเรื่องอะไรเธอยิ้มพลางคีบน่องไก่ใส่ในชามของเขา
“กินเถอะค่ะอาหารแค่มื้อเดียวไม่ทำให้พวกเราจนลง”
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่ตนเองทวงเงินคืนจากหลี่เชี่ยนเชี่ยนและกู้จวิ้นให้กับสวีเม่าถิงฟัง
“ตอนนั้นฉันแลกไข่เป็ด และไก่มาเยอะมากจนเล้าไก่แน่นไปหมดแม่เลยเอาพวกมันมาเชือดแล้วนำไปตากแห้งจำนวนหนึ่งเดิมทีตั้งใจว่าจะส่งไปให้พวกพี่ที่ปักกิ่ง แต่ในเมื่อพี่มาที่นี่แล้วเราคงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าขนส่งอีกต่อไป ถึงเวลาค่อยเอาไปใส่ไว้ท้ายรถของพี่แล้วให้พี่เอากลับไปแทน”
สวีเม่าถิงกับรัฐมนตรีจางมามณฑลเฮยคราวนี้เดินทางด้วยรถของราชการป้ายทะเบียนเป็นของกรุงปักกิ่ง
หลังสวีเม่าถิงฟังคำพูดของสวีหว่านหนิงจบก็อดยกนิ้วโป้งให้เธอไม่ได้ น้องสาวของเขาช่างกล้าหาญจริงๆ!
แต่จากคำพูดของเธอทำให้เขารู้ว่าหลายปีที่ผ่านมา กู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนรังแกเธอไม่น้อย
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆน้องสาวของเขาถึงตาสว่าง แต่ผลลัพธ์ของเรื่องนี้เป็นที่น่าพอใจ
“พี่ไม่ชอบกินน่องไก่เอาน่องไก่ให้เยาเม่ยเถิด”
“แม่เชือดไก่กับเป็ดอย่างละตัวมีน่องทั้งหมดสี่น่อง แบ่งกันคนละน่องพอดี”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็ใช้ตะเกียบกลางคีบน่องไก่ที่มีเนื้อมากที่สุดให้กับต้าชุนเยาเม่ย และแม่หลิน
เธอกลัวเด็กสองคนจะแย่งกันเลยคีบน่องเป็ดที่มีขนาดใกล้เคียงกันให้กับพวกเขา
“น้องไม่กินหรือ”สวีเม่าถิงขมวดคิ้วมุ่น
สวีหว่านหนิงคีบตีนเป็ดตีนไก่และปีกของพวกมันใส่ในชามของตัวเอง“ฉันกินมันก็พอแล้วละค่ะ”
อย่าเห็นว่ามีเนื้ออยู่น้อยรสชาติของมันเข้มข้นกลมกล่อมมาก!
แต่สำหรับคนที่อยู่ในยุคที่อาหารขาดแคลนอย่างยุค70 การกระทำของสวีหว่านหนิงคือการเสียสละ ยกเนื้อให้กับพวกเขาขณะที่ตัวเองยอมกินส่วนที่ไม่มีเนื้อ
เมื่อเห็นสวีเม่าถิงกำลังจะคีบน่องไก่มาใส่ในชามของเธอสวีหว่านหนิงก็รีบยกชามหนี “พี่กินของพี่ไปเถอะค่ะ”
คีบอาหารกันไปกันมาบนโต๊ะอาหารดูไม่งามสวีเม่าถิงจึงต้องยอมแพ้
“จริงสิรัฐมนตรีจางที่มาด้วยกันคราวที่แล้วน่ะ ทำไมวันนี้ไม่เห็นเขาเลย”
“ลุงจางไปหาเพื่อนเก่าในเมืองครับคาดว่าคงกลับมาวันพรุ่งนี้”
“เขากลับมาเมื่อไรอย่าลืมบอกให้เขามาทานข้าวที่บ้านล่ะ”
“ได้ครับผมจะเอาคำพูดของคุณป้าไปบอกกับลุงจางเองครับ”
แม่หลินยิ้มกว้าง“เสี่ยวสวี ทำไมถึงพูดเป็นทางการนักเล่า”
ไม่สดใสร่าเริงเอาเสียเลย
หลังมื้อค่ำสวีเม่าถิงอยากถือโอกาสตอนฟ้ายังไม่มืดเดินทางกลับบ้านพักรับรองในตัวเมืองแต่ต้าชุนกับเยาเม่ยกอดขาเขาไม่ยอมปล่อย
สุดท้ายสวีเม่าถิงจึงต้องอยู่ค้างคืนที่นี่อย่างอ่อนใจ
ตกกลางคืนสวีหว่านหนิงไปนอนกับแม่หลิน แล้วยกห้องนอนของเธอกับหลินอันให้กับสวีเม่าถิง
สวีหว่านหนิงล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วแต่แม่หลินกลับยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ คิ้วขมวดมุ่น สีหน้าดูกลัดกลุ้มใจ
เธอรีบลุกขึ้นทันทีแล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า“แม่คะ แม่ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“เปล่าหรอก” แม่หลินหันมองสีหน้าของสวีหว่านหนิงแล้วกล่าวว่า “อาหนิงแม่อยากคุยกับลูก ลูกอย่าโกรธแม่ได้ไหม”
“ว่ามาเถอะค่ะฉันรับรองว่าจะไม่โกรธ”
จากนิสัยของแม่หลินย่อมไม่มีทางทำเรื่องคอขาดบาดตายสวีหว่านหนิงจึงตอบรับอย่างไม่ลังเล
แม่หลินจุดตะเกียงน้ำมันจากนั้นจึงหยิบห่อผ้าออกมาจากในตู้
ในนั้นมีเสื้ออยู่สองตัวซึ่งตัดเย็บมาจากผ้าที่เธอซื้อให้ต้าชุนกับเยาเม่ยก่อนหน้านี้
เพียงแต่แบบเสื้อและขนาดของมันดูไม่เหมาะสมกับรูปร่างของพวกเขา
“ตอนเสี่ยวสวีมาที่บ้านครั้งแรกแม่ได้ยินเขาบอกว่าพี่ชายคนโตของลูกมีลูกแฝด ตอนหลังแม่จึงถามเขาเพิ่มเติมและรู้ว่าเด็กสองคนนั้นจะอายุครบสองขวบหลังตรุษจีนปีนี้”
“นุ่นทีใช้ทำเสื้อกันหนาวให้ลูกยังเหลืออยู่บ้างแม่เลยคิดว่าอยากจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้สองฝาแฝดลูกเองก็มาอยู่หมู่บ้านต้าเจียงหลายปีแล้ว และเขียนจดหมายติดต่อกับครอบครัวเสมอพี่ชายคนโตมีลูกแล้ว แต่ลูกไม่เคยมีโอกาสกลับไปเยี่ยมเลยสักครั้งไม่แน่เขาอาจจะคิดมากเรื่องนี้ก็เป็นได้”
“ที่บ้านเราไม่มีของมีค่าแม่เลยอยากทำเสื้อกันหนาวสักสองตัว แม้หน้าตาจะอัปลักษณ์ไปหน่อยแต่ถ้าใส่ไว้ข้างในคงดูไม่ออก เสื้อกันหนาวยัดนุ่นทำมือใส่แล้วอบอุ่นมาก!”
แม่หลินพูดอธิบายกับเธอไม่หยุดขอบตาของสวีหว่านหนิงรื้นไปด้วยน้ำตา
เรื่องที่พี่ชายคนโตมีลูกแฝดก่อนหน้านี้เธอไม่รู้เลย เพราะพี่รองพูดถึงทำให้เธอพยายามคิดอยู่นานก่อนจะรื้อจดหมายที่ตระกูลสวีเคยส่งมาให้แล้วถึงพบว่าพ่อของเธอเคยพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาเมื่อสองปีก่อน
หลังจากนั้นเขาก็เคยพูดถึงหลายครั้งอย่างเช่นเล่าว่าสองฝาแฝดเดินได้แล้ว เรียกคุณปู่กับคุณย่าได้แล้วแต่มันเป็นเนื้อหาที่ถูกกล่าวถึงแค่ไม่กี่ประโยคในจดหมายเท่านั้น
ในทุกๆ ครั้งร่างเดิมจะมัวแต่สนใจว่า ที่บ้านจะส่งเงินกับข้าวของมามากแค่ไหนไม่ได้สนใจเรื่องเล่าเหล่านี้ เพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงไม่มีความทรงจำเรื่องนี้อยู่เลย