เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นทันทีที่ตื่นมา ชีชีก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า
นี่ชีิเยว่จะไปลงพื้นที่ชนบทหรือจะย้ายบ้านกันแน่?
กระสอบป่านใบั์น้ำหนักร่วมร้อยกิโลกรัมสองใบถูกยัดจนพองยังไม่นับกระเป๋าเดินทางอีกสองใบ กระเป๋าสะพายข้างหนึ่งใบและกระเป๋าถือใบใหญ่พิเศษอีกหนึ่งใบ
ลู่เหย่เหลือบมองข้าวของที่คู่สามีภรรยาชีเจี้ยนกั๋วจัดเตรียมไว้ให้ชีิเยว่แล้วหันมามองชีชีที่มีเพียงกระเป๋าสะพายข้างใบเดียวซึ่งข้างในบรรจุเพียงเสบียงสำหรับกินระหว่างทางของพวกเขาสองคนแววตาของเขาก็พลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเขายังคงก้าวเข้าไปช่วยชีเจี้ยนกั๋วมัดกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบเข้ากับเบาะหลังรถจักรยาน
ส่วนกระเป๋าถือและกระเป๋าสะพายถูกแขวนไว้ที่จับรถจักรยาน
เนื่องจากกระสอบป่านมีขนาดใหญ่เกินไปลู่เหย่และชีเจี้ยนกั๋วจึงต้องช่วยกันแบกคนละใบ
โดยให้เหมียวหงเป็คนเข็นรถจักรยานไป
คนทั้งบ้านยังไม่ได้กินมื้อเช้าเลยด้วยซ้ำต่างคนต่างแบกของพะรุงพะรังรีบเดินออกจากประตูบ้านไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็นชีชีที่รั้งท้ายอยู่ข้างหลังเลยสักคน
เดิมทีชีชีก็ทะลุมิติมาอยู่แล้วเธอจึงไม่ได้มีความผูกพันใดๆ กับพ่อแม่ของร่างเดิมแม้แต่น้อย
จะลำเอียงเธอก็พอทำเนาแต่ถึงขั้นรังแกกันขนาดนี้มันเกินไปหน่อยไหม
มุมปากของชีชีผลิรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา
ลำดับแรกเธอเดินเข้าห้องครัวจัดการเก็บข้าวสาร แป้ง น้ำมันพืช เครื่องปรุงรสรวมถึงหม้อไอน้ำจานชามทั้งหมดเข้าสู่พื้นที่มิติจนเกลี้ยงลไม่เหลือแม้แต่เศษใบผักสักใบ
หากไม่ใช่เพราะสองวันนี้เธอได้ดื่มน้ำพุิญญาเข้าไปละก็หม้อเหล็กใบใหญ่นั่นเธอคงไม่มีปัญญางัดออกมาแน่
จากนั้นเธอก็เดินไปที่ห้องของลู่เหย่เก็บเตียง ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ และโต๊ะหนังสือเข้าไปด้วย
ส่วนห้องของชีิเยว่เหลือเพียงเตียงสองหลังตั้งเคียงคู่กันเพราะชุดเครื่องนอนถูกบรรจุลงหีบห่อไปนานแล้ว
ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ข้างในไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย
แต่ชีชีก็ไม่นึกรังเกียจกวาดเรียบไม่ให้เหลือซาก
ั้แ่เงินหายไปห้องของชีเจี้ยนกั๋วก็ไม่ได้ลงกลอนไว้อีกซึ่งมันช่างประจวบเหมาะให้ชีชีได้ลงมือก่อการร้าย...
อ๋อไม่ใช่สิ เรียกว่าเก็บกวาดโชคลาภต่างหาก
เธอสะบัดมือน้อยๆเพียงไม่กี่ครั้งก็กวาดทุกอย่างจนสะอาดวับแม้แต่ไม้ขนไก่ที่ขนร่วงจนกุดเธอก็ไม่เว้น
เขาว่ากันว่าบ้านพังๆยังมีค่ามหาศาล แม้ชีเจี้ยนกั๋วและภรรยาจะเป็พนักงานรัฐที่มีรายได้ทั้งคู่แต่หากคิดจะสร้างบ้านใหม่ให้ครบครันแบบเดิมก็คงไม่ใช่เื่ง่าย
ชีชีตบมือน้อยๆอย่างสำราญใจ ก่อนจะลงกลอนประตูบ้าน แล้วรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามคนข้างหน้าไป
ลู่เหย่แบกกระสอบป่านไว้บนบ่ามืออีกข้างหิ้วกระเป๋าเดินทางของตัวเอง แต่แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงดูราวกับไม่ได้ใช้แรงมากมายอะไร
เมื่อเห็นชีชีตามมาทีหลังเขาจึงเอ่ยถาม "ทำไมมาช้านักล่ะ?"
"ฉันไปเข้าห้องน้ำมาค่ะ"
"อืม"
ค่ำคืนวันเข้าหอที่ควรจะแสนหวานกลับถูกรบกวนด้วยเชือกผูกผมสีแดงเพียงเส้นเดียว
แม้ชีชีจะยังไม่มีความรู้สึกลึกซึ้งให้ลู่เหย่แต่ในเมื่อทั้งคู่ได้ชื่อว่าเป็สามีภรรยากัน และได้ทำในสิ่งที่ควรทำไปแล้ว
การที่ในใจของเขายังซ่อนใครบางคนไว้ต่อให้ชีชีจะเป็คนใจกว้างแค่ไหน เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
ตลอดทางทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบ ไม่ได้สนทนากันอีก
กลุ่มคนเดินกันอยู่กว่าครึ่งชั่วโมงจึงถึงสถานีรถไฟ
ชีเจี้ยนกั๋วและภรรยาพาชีิเยว่ไปหาเ้าหน้าที่จากสำนักงานยุวชนผู้มีการศึกษาทิ้งสัมภาระทั้งหมดไว้แทบเท้าลู่เหย่
ชีชีเบ้ปาก"คุณตั้งใจจะไปส่งเธอถึงกองพลทหารจริงๆ หรือคะ?"
"ยุวชนลงพื้นที่ จะมีคนจากกองพลมารับโดยเฉพาะ ผมไม่ต้องไปส่งหรอก"
ได้ยินดังนั้นชีชีจึงค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างเพียงแต่เธอไม่ทันสังเกตว่า ตอนนี้แค่มีแมลงวันตัวเมียบินมาตอมใกล้ๆ ลู่เหย่เธอก็รู้สึกขวางหูขวางตาไปหมดแล้ว
การขึ้นรถไฟในยุคสมัยนี้เปรียบเสมือนการออกรบคนที่ร่างกายผอมบางอาจโดนเบียดจนแบนเป็กระดาษได้ง่ายๆ
ลู่เหย่กันคนให้ชีชีนั่งลงก่อนจากนั้นจึงค่อยรับของที่ชีเจี้ยนกั๋วยื่นส่งมาทางหน้าต่างรถไฟ
เหมียวหงที่ยืนอยู่ข้างนอกค้อนขวับ"พอมีภรรยาแล้วก็เปลี่ยนไปจริงๆในหัวไม่มีน้องสาวเหลืออยู่เลยนะ"
แววตาของลู่เหย่เย็นเยียบขึ้นมาทันทีแต่เขาก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร
เมื่อเห็นลู่เหย่เงียบเหมียวหงก็ยิ่งเดือดดาล "ฉันบอกนายไว้เลยนะดูแลิเยว่ให้ดี ถ้าเธอต้องเสียใจละก็ นายเจอดีแน่!"
ดวงตาของลู่เหย่เย็นเยียบลงอีกหลายส่วน"ถ้าผมจำไม่ผิด ชีชีต่างหากที่เป็ลูกสาวแท้ๆของคุณไม่ใช่เหรอครับ?"
"อะไรกัน! เดี๋ยวนี้หัดเถียงแล้วเหรอ กองทัพเขาสอนนายมาแบบนี้หรือไง!"
ลู่เหย่เลื่อนหน้าต่างปิดทันทีตัดขาดเสียงโวยวายของเธอออกไป
เหตุผลที่เขาตัดสินใจเข้ากรมั้แ่อายุสิบหกก็เพราะสามีภรรยาคู่นี้ไม่เคยเห็นเขาเป็มนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว
เด็กหนุ่มอย่างเขาต้องรับภาระงานบ้านทุกอย่างทั้งซักผ้า ทำกับข้าว กวาดถูบ้าน แถมยังไม่เคยได้กินอิ่มท้องเลยสักมื้อ
ไม่เพียงเท่านั้นั้แ่วันที่เขาเข้าสู่ตระกูลชีสามีภรรยาคู่นี้มักจะกรอกหูเขาทุกวันว่าต้องยอมชีิเยว่และต้องดีต่อชีิเยว่ให้มากเข้าไว้
ถ้าชีิเยว่ก่อเื่เขาคือคนที่ถูกตี ถ้าชีิเยว่สอบตก เขาคือคนที่โดนทำโทษหรือแม้แต่เวลาที่สองสามีภรรยาทะเลาะกัน เขาก็ยังกลายเป็ที่ระบายอารมณ์
ในบ้านหลังนี้ลู่เหย่ไม่เคยมีวันเวลาที่แสนสุขเลยสักวันเดียว
เขาปรายตามองชีชีที่ดูอ่อนโยนและน่าทะนุถนอมข้างกายมุมปากหยักขึ้นเป็รอยยิ้มที่ยากจะสังเกตเห็น
ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว...เพราะเขากำลังจะมี 'บ้าน' เป็ของตัวเองจริงๆเสียที
ชีิเยว่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทั้งคู่เธอหยิบซาลาเปาไส้หมูออกมากัดคำโต
ชีเจี้ยนกั๋วรักษาคำพูดจริงๆเขาซื้อซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่มาให้เธอถึงยี่สิบลูก
ทว่าทั้งที่รู้ดีว่าลู่เหย่และชีชียังไม่ได้กินมื้อเช้าและลู่เหย่ก็ยังช่วยแบกสัมภาระมาให้ตลอดทางแต่เธอกลับไม่มีท่าทีจะแบ่งปันหรือเอ่ยชวนเลยแม้แต่น้อย
กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้หมูฟุ้งกระจายไปทั่วตู้รถไฟอย่างร้ายกาจจนผู้โดยสารแทบทุกคนต้องหันมามองและเผลอกลืนน้ำลายตามๆ กัน
ชีิเยว่กวาดสายตามองชีชีและลู่เหย่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความลำพองใจ
ชีชีหยิบแผ่นแป้งจี่กับมันฝรั่งเส้นผัดที่เตรียมไว้ออกมาอย่างใจเย็น
แป้งนั้นทำจากบัควีท[*] สีของมันจึงดูดำคล้ำและดูไม่น่ากินเอาเสียเลย
ส่วนมันฝรั่งเส้นก็ไม่มีเนื้อสัตว์เจือปนดูจืดชืดไร้สีสัน
ชีชีจัดการม้วนแผ่นแป้งส่งให้ลู่เหย่หนึ่งม้วนแล้วม้วนให้ตัวเองอีกหนึ่งม้วน ก่อนจะค่อยๆ ละเลียดกินทีละนิด
ลู่เหย่กัดไปคำหนึ่งแล้วชะงักไปครู่หนึ่งในดวงตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ชีชีรู้ดีว่าเขาคงััได้ถึงรสชาติที่แตกต่างของแป้งและมันฝรั่งเส้นนี้
ก็แน่ล่ะ...แป้งบัควีทที่เธอใช้น่ะเป็ผลิตผลจากโลกอนาคต มันละเอียดกว่าแป้งในยุคนี้มากกินแล้วไม่ระคายคอ แถมยังเหนียวนุ่มหนึบหนับ
ส่วนมันฝรั่งเส้นเธอก็ใช้มันหมูผัดใส่กระเทียมสับไปตั้งเยอะ ถึงไม่มีเนื้อสัตว์แต่รสชาติก็เปรี้ยวเผ็ดกำลังดีชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
ลู่เหย่กินแป้งไปถึงห้าแผ่นจึงหยุดมือ
ชีชียื่นกระติกน้ำให้เขาเมื่อดื่มเข้าไป แววตาของลู่เหย่ก็ทอประกายแปลกใจขึ้นมาอีกครั้ง
‘ฉันใส่ไปแค่หยดเดียวเองนะ ดื่มแล้วรู้รสชาติด้วยหรือนี่?’
ชีชีเริ่มรู้สึกกังวลลู่เหย่เป็คนประสาทััไวเกินไป เห็นทีจะใช้พื้นที่มิติพร่ำเพรื่อไม่ได้แล้วไม่อย่างนั้นความลับคงแตกเข้าสักวัน
ชีิเยว่กินอิ่มหนำสำราญแล้วก็เช็ดปากพลางเงยหน้าขึ้นมองชีชีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม"อย่าคิดว่าฉันไปลงพื้นที่ชนบทแล้วชีวิตจะจบสิ้นนะฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่า ฉันต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเธอแน่นอน"
ชีชีแค่นหัวเราะเยาะ"เธอนี่มีปมด้อยขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมต้องคอยเปรียบเทียบกับฉันด้วยมันมีประโยชน์ตรงไหน?"
แววตาของชีิเยว่แปรเปลี่ยนเป็อำมหิต"เหอะ... ชีชี ต่อให้เธอจะเป็ลูกแท้ๆ แล้วยังไงพ่อกับแม่ก็ยังรักฉันที่สุดอยู่ดี ใครก็ตามที่ขวางหูขวางตาฉันมันจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขหรอก อย่างเช่นพวกตระกูลไช่นั่นไง"
ชีชีหูผึ่งขึ้นมาทันทีเธอได้กลิ่นของความลับบางอย่าง "นี่เธอไปแจ้งจับครอบครัวเขาเหรอ?"
"เธอคิดว่าคนในโรงงานตระกูลไช่นั่นเป็คนดีนักหรือไง? เงินทองในบ้านเขากว่าครึ่งก็ได้มาจากการคดโกงทุจริตทั้งนั้นฉันก็แค่กำจัดกากเดนสังคมเพื่อประชาชนต่างหาก"
ช่างพูดได้สวยหรูเหลือเกิน...หากไม่ใช่เพราะตระกูลไช่ถอนหมั้นและทำลายชื่อเสียงของเธอละก็มีหรือที่เธอจะนึกอยากเป็พลเมืองดีขึ้นมา?
แต่อย่างไรเสียเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับชีชี
เธอยกนิ้วโป้งให้ด้วยความจริงใจ"ทำได้เยี่ยมมาก"
"เธอไม่ใช่ว่าชอบไช่เหวินเจี๋ยหรอกเหรอ? ได้ยินข่าวนี้แล้วไม่นึกร้อนรนแทนเขาบ้างหรือไง?"
ชีิเยว่จงใจเอ่ยประโยคนี้พลางปรายตาไปมองปฏิกิริยาของลู่เหย่
‘ให้ตายเถอะ... นางผู้หญิงปากเสียคนนี้ชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว เห็นชัดๆว่าตั้งใจจะหาเื่กันนี่นา’
"ฉันไม่ได้ตาถั่วขนาดเธอหรอกนะ... อ้อ ว่าแต่เธอน่ะถูกลูบไล้ไปทั้งตัวแล้วไม่ใช่หรือ?"
คำพูดนั้นแทงใจดำชีิเยว่เข้าอย่างจังเธอะเิอารมณ์ออกมาทันที "ชีชี!ถ้าเธอยังกล้าพล่ามเหลวไหลอีกละก็ เชื่อไหมว่าฉันจะ..."
"ป่าละเมาะหลังโรงงานรีดเหล็ก..." ชีชีไม่ยอมโดนขู่ฝ่ายเดียวเธอพูดแทรกขึ้นมาด้วยเสียงที่นิ่งเรียบแต่กลับแฝงแววท้าทาย
แถมเสียงของเธอยังไม่เบานักมันดังพอที่จะทำให้คนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน
ผู้โดยสารแถวนั้นต่างหันมามองชีิเยว่ด้วยสายตาใคร่รู้ราวกับจะมองทะลุเข้าไปให้เห็นความจริงว่าเธอเคยถูกใครลูบไล้มาแล้วจริงๆ หรือไม่
หลายคนถึงกับป้องปากกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์
แม้ชีิเยว่จะไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกันแต่เพียงแค่มองสีหน้าเ่าั้เธอก็รู้ว่าไม่ใช่คำชมแน่ๆ
สีหน้าของเธอเปลี่ยนสลับไปมาอย่างน่าเกลียดก่อนจะคำรามเสียงต่ำ "ชีชีฉันไม่เอาเธอไว้แน่!"
"ก็เข้ามาสิ... ฉันไม่ใช่พวกขวัญอ่อนที่จะให้ใครมาขู่กันได้ง่ายๆหรอกนะจะบอกให้"
เชิงอรรถ
[*]ในยุคนั้น แป้งบัควีทถือเป็ ‘ธัญพืชหยาบ’ราคาถูกและรสชาติสากคอ ไม่นุ่มนวลเหมือนแป้งสาลีขัดขาวที่มีราคาแพงและหายาก