เมื่อจางเจี้ยนย้ายจากห้อง ป.3/2 ไปยังห้อง ป.3/1 เรื่องราววุ่นวายก็ถือว่าจบลงไปเปราะหนึ่ง นักเรียนที่ต้องเข้าเรียนก็เข้าเรียนตามปกติ นอกจากจำนวนคนในห้องที่ลดลงไปหนึ่งคน ทุกอย่างก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในคาบเรียนสุดท้าย ครูประจำชั้นหลิวยังคงเน้นย้ำซ้ำๆ ว่าห้ามลงไม้ลงมือทะเลาะกันเอง หากมีเรื่องขัดแย้งที่แก้ไขไม่ได้ให้รีบมาขอความช่วยเหลือจากครู
แม้เรื่องราวจะจบลงแล้ว แต่ภายในใจของฉินหยวนเฟิงกลับยังไม่สามารถปล่อยวางได้จริงๆ เขารู้สึกว่าเป็นความผิดของตนเอง หากตอนนั้นหลังจากได้หลักฐานว่าจางเจี้ยนขโมยเงินแล้วเขารีบไปแจ้งครู แทนที่จะให้หวังกังมาช่วยกันจัดการเอง เรื่องก็คงจะไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้
หลังเลิกเรียน ฉินหยวนเฟิงยืนรอทิงเสวี่ยอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน เมื่อเห็นสาวน้อยเดินออกมาจากข้างใน เขาก็รีบโบกมือเรียกเธอ “หลินทิงเสวี่ย! หลินทิงเสวี่ย เธอมานี่หน่อยสิ”
ทิงเสวี่ยที่กำลังคุยอยู่กับสวี่หัวลี่ได้ยินคนเรียกชื่อตนเองก็หันมองตามเสียง เห็นฉินหยวนเฟิงยืนอยู่ใต้ต้นหยางใหญ่ที่ไม่ไกลนักกำลังโบกมือไหวๆ เธอก็รีบบอกสวี่หัวลี่ว่า “มีคนเรียกฉัน ฉันไปก่อนนะ”
ทิงเสวี่ยเดินฉับๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉินหยวนเฟิง
“หลินทิงเสวี่ย ต่อไปนี้ฉันจะฟังคำพูดของเธอแน่นอน จะไม่ทำอะไรวู่วามอีกแล้ว” ฉินหยวนเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ถ้าเมื่อวานฉัน ปรึกษาเธอก่อนก็คงจะดี ฉันก็คงจะไม่ให้หวังกังช่วยฉันซ้อมจางเจี้ยน เรื่องก็คงจะไม่บานปลายขนาดนี้ ฉันขอโทษคุณยายของฉัน และยังทำให้หวังกังเดือดร้อนไปด้วย”
ทิงเสวี่ยเห็นท่าทางของเขาแล้ว แม้จะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ทั้งหมด แต่ก็เข้าใจอารมณ์ของเขาในตอนนี้ดี เธอจึงหยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกจากกระเป๋านักเรียนแล้ววางไว้ในมือของฉินหยวนเฟิง
“ฉันรู้ว่านายอารมณ์ไม่ดี เวลาอารมณ์ไม่ดีกินลูกอมสักเม็ดเดี๋ยวก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง”
“จริงเหรอ?” ฉินหยวนเฟิงถามเสียงเบา พลางมองทิงเสวี่ยด้วยแววตาไร้เดียงสาของเด็กหนุ่ม
ทิงเสวี่ยพยักหน้าให้ฉินหยวนเฟิงอย่างจริงจัง “แน่นอนสิ ไม่เชื่อก็ลองดู”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้ารับคำ แล้วแกะกระดาษห่อลูกอมที่ทิงเสวี่ยให้มา จากนั้นก็ส่งลูกอมเข้าปาก รสหวานแผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้มและไรฟัน แล้วค่อยๆ ซึมลึกลงไปในใจ ความรู้สึกหวานละมุนนั้นทำให้อารมณ์ของฉินหยวนเฟิงค่อยๆ ดีขึ้นจริงๆ
เมื่อก่อนเขาปฏิเสธที่จะกินลูกอมและของหวานอื่นๆ เพราะมักจะรู้สึกว่าของพวกนี้เป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงชอบ ตนเองเป็นลูกผู้ชายตัวจริง จะกินของแบบนั้นทำไม? ไม่คิดว่าการกินของหวานนิดหน่อยจะช่วยบรรเทาอารมณ์ขุ่นมัวได้จริงๆ
เผลอแป๊บเดียว ทั้งสองคนก็เดินมาถึงริมแม่น้ำซึ่งเป็นจุดที่ต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน
ทิงเสวี่ยกับฉินหยวนเฟิงหยุดเดินพร้อมกัน แสงอาทิตย์ยามเย็นที่อ่อนโยนห่มคลุมแม่น้ำทั้งสายด้วยอาภรณ์สีทองระยับ ภายใต้แสงอัสดง ใบหน้าของเด็กทั้งสองคนดูงดงามเป็นพิเศษ
ทิงเสวี่ยยิ้มให้ฉินหยวนเฟิง แล้วพูดว่า “นายอย่าคิดมากเลยนะ เจ็บแล้วจำ ต่อไปอย่าทำอะไรวู่วามอีกก็พอแล้ว อีกอย่างผู้ปกครองที่รับมือยากและไม่มีเหตุผลอย่างพ่อแม่ของจางเจี้ยนก็มีไม่มากหรอก”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้าให้ทิงเสวี่ย เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นึกไม่ออก จึงได้แต่โบกมือลาเธอ
หลังจากฉินหยวนเฟิงกลับถึงบ้านก็ทำการบ้านอย่างเชื่อฟัง
ตอนทานข้าวเย็น ฉินหยวนเฟิงพูดขอโทษคุณตาคุณยายอย่างจริงจัง “ขอโทษครับคุณตา คุณยาย ครั้งนี้ผมก่อเรื่อง ทำให้คุณยายต้องอับอายไปด้วย ครั้งหน้ารับรองว่าจะไม่ทำอะไรวู่วามแบบนี้อีกแล้วครับ”
ตาหวังกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วมองตาฉินหยวนเฟิงพลางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ “ในเมื่อหลานรู้ว่าตัวเองผิดก็พอแล้ว เรื่องนี้ให้มันผ่านไป”
ยายหวังก็พูดเสริม “ใช่ เรื่องนี้ให้มันผ่านไปเถอะ ว่าไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะเด็กที่ชื่อจางเจี้ยนนั่นขโมยเงินหลานก่อน หลานก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอก แต่ต่อไปถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีกก็ให้ไปแจ้งครูก่อน อย่าไปลงไม้ลงมือกับใครเอง โชคดีนะที่ไม่ได้ทำเขาเจ็บหนัก ถ้าทำเขาเจ็บหนักหลานจะลำบากเอาได้”
ฉินหยวนเฟิงรีบพยักหน้ารับคำ “ผมจำไว้แล้วครับ”
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ฉินหยวนเฟิงก็หยิบเงินห้าหยวนออกจากห้องของตนเองมาให้ยายหวัง “คุณยายครับ นี่คือเงินห้าหยวนที่คุณยายจ่ายให้จางเจี้ยน ผมเอามาคืนให้คุณยายครับ”
“เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมถึงได้ทำตัวห่างเหินกับยายแบบนี้ล่ะ เงินนี่หลานเก็บกลับไปเถอะ” ยายหวังทำหน้าบึ้งแกล้งทำเป็นไม่พอใจ “ถ้าหลานรู้สึกผิดต่อยายจริงๆ ก็ตั้งใจเรียนให้ดี สอบปลายภาคให้ได้ที่หนึ่งของทั้งระดับชั้นให้ยายกับตาของหลานได้ชื่นใจหน่อยสิ”
ฉินหยวนเฟิงเห็นสีหน้าคุณยายไม่ดี เขาก็เลยต้องเก็บเงินห้าหยวนกลับไปอย่างเชื่อฟัง “คุณยายวางใจเถอะครับ สอบปลายภาคครั้งนี้ผมจะสอบให้ได้ที่หนึ่งของทั้งระดับชั้นกลับมาให้ได้แน่นอนครับ”
“ยายเชื่อหลาน” ยายหวังตบไหล่ของฉินหยวนเฟิงเบาๆ อย่างอ่อนโยน แล้วไล่ให้เขากลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือ
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงของหลี่ชุนหง แม่ของหวังเหว่ยไฉก็ดังมาจากในลานบ้าน
“พ่อคะ แม่คะ พ่อแม่ว่าฉันกับอ้ายกั๋วตามใจลูก ดูสิคะว่าพ่อแม่ตามใจฉินหยวนเฟิงจนเป็นยังไงแล้ว? ถึงกับไปทะเลาะวิวาทกับเพื่อนที่โรงเรียน ครูถึงกับต้องเชิญพ่อแม่ไป พ่อแม่ไม่อายแต่ฉันอายนะคะ”
หวังเหว่ยไฉกลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแบบใส่สีตีไข่ หลี่ชุนหงก็เลยอาศัยเรื่องนี้มาหาเรื่อง ตั้งแต่ฉินหยวนเฟิงมาอยู่ที่บ้านตระกูลหวัง หลี่ชุนหงก็มาหาเรื่องเป็นประจำ เธอต้องการจะทำให้ผู้เฒ่าทั้งสองไม่สบายใจ ใครใช้ให้พวกท่านยอมเลี้ยงลูกให้บ้านฉิน แต่ไม่ยอมเอาเงินมาให้หลานชายแท้ๆ ของตัวเองใช้ล่ะ
พูดพลางหลี่ชุนหงก็เดินเข้ามาในห้องโถงแล้ว สำหรับท่าทีหาเรื่องโดยไม่มีเหตุผลของเธอ ผู้เฒ่าทั้งสองคุ้นเคยจนชินชา หากช่วงไหนเธอไม่มาหาเรื่องสักพักสิถึงจะผิดปกติ
ยายหวังรินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้หลี่ชุนหง “ลูกสะใภ้ใหญ่ ชานี่ไม่เลวนะ ลองชิมดูสิ”
หลี่ชุนหงชะงัก “…”
เดิมทีหลี่ชุนหงเตรียมเรื่องจะมาพ่นใส่ตั้งมากมาย แต่พอถูกแม่สามีทำแบบนี้ เธอกลับไปไม่เป็นชานี้ดีจริงๆ เป็นชามะลิที่ไม่ค่อยมีขายในชนบทกลิ่นหอม รสชาติแตกต่างจากชาแดงใบใหญ่ที่ผลิตในท้องถิ่นที่ดื่มเป็นประจำโดยสิ้นเชิง
“แม่คะ ชานี้อร่อยจริงๆ ที่บ้านยังมีอีกไหมคะ ขอให้ฉันสักหน่อยสิคะ ฉันจะเอาไปให้ลูกชายแม่ลองชิม”
การขอของจากคนแก่ก็เหมือนกับการมาหาเรื่อง สำหรับหลี่ชุนหงแล้วมันเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
ยายหวังหยิบชามะลิประมาณหนึ่งตำลึงกว่าๆ ออกมาจากห้องข้างในให้หลี่ชุนหง “แม่ก็มีไม่มากหรอก เท่านี้แกเอาไปดื่มเถอะ”
หลี่ชุนหงรับใบชาไปอย่างไม่เกรงใจแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีของตนเอง “แม่คะ ฉันว่าแม่ควรจะดูแลหยวนเฟิงให้ดีๆ หน่อยนะคะ มันไปทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน ฟังจากเหว่ยไฉลูกชายฉันบอกว่าทำหน้าเด็กคนนั้นจนดูไม่ได้เลย เด็กคนนี้ปกติอยู่บ้านรังแกเหว่ยไฉลูกชายฉันก็แล้วไป นั่นมันพี่น้องในบ้านเดียวกัน ทำไมถึงไปรังแกเพื่อนที่โรงเรียนได้ล่ะคะ ตอนนี้ถ้าไม่ดูแลให้ดีๆ โตขึ้นจะขนาดไหน”
ยายหวังตอบกลับเรียบๆ “ลูกสะใภ้ใหญ่ อย่าไปฟังคำพูดข้างเดียวของเหว่ยไฉเลย เรื่องมันเป็นยังไงแม่รู้ดีกว่าแก หยวนเฟิงเป็นเด็กที่ไว้ใจได้”
ตาหวังกระแอมไอเสียงดังสองครั้ง เป็นสัญญาณเตือนให้หลี่ชุนหงหุบปาก ถึงแม้หลี่ชุนหงจะชอบมาหาเรื่องบ่อยๆ แต่เธอก็ยังกลัวตาหวังอยู่บ้าง ในเมื่อได้ใบชาดีๆ มาแล้ว ตนเองก็ควรจะรีบกลับไปเสียดีกว่า
หลังจากหลี่ชุนหงกลับไปแล้ว ยายหวังก็อดถอนหายใจไม่ได้ “เมื่อก่อนทำไมถึงได้หาลูกสะใภ้ที่ไม่รู้ความแบบนี้ให้ลูกชายคนโตนะ ถ้ารู้แบบนี้แต่แรกก็คง...”
ตาหวังตัดบท “มาพูดเก่งเอาตอนหลังเกิดเรื่องมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ!”
ยายหวัง “…”