“ดูิ่ข้าหรือ” มู่อวี่เหยาผงะหลังจากได้ยินคำเตือนของเสี่ยวซิ่งสาวใช้คนสนิท จนเมื่อเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้วอารมณ์ของนางก็เดือดพล่าน “เ้ากล้าดีอย่างไร คิดว่าข้าโง่หรือ มู่อวิ๋นฮวา เ้าต่างหากที่โง่เขลาเบาปัญญา ไร้สมอง..”
คำก่นด่าตามมาเป็ชุด ทว่าทำได้เพียงเท่านี้หรอกหรือ
มู่อวิ๋นฮวาเคี้ยวเนื้อไก่พลางฟังคำก่นด่าของมู่อวี่เหยาเหมือนเป็เช่นเสียงนกเสียงกา คำสาปแช่งระดับเด็กน้อยแบบนี้น่ะหรือที่เคยใช้กลั่นแกล้งเ้าของร่างเดิมถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตา น่าขันชะมัด
“ถุย!” ฟังไปได้สักพัก มู่อวิ๋นฮวาก็ถ่มน้ำลายพร้อมกับคายเศษกระดูกไก่ที่เหลือหลังแทะหมดแล้ว ก่อนจะเหลือบตามองไปทางมู่อวี่เหยาที่อยู่ด้านข้าง “พูดจบแล้วใช่ไหม เช่นนั้นก็กลับไปได้แล้ว”
เด็กสาวยังคงอยู่หน้าประตูห้องของนาง ไม่เพียงเกะกะขวางทาง ยังยืนบังแสงสว่างอีกด้วย
“เ้า เ้า!” มู่อวี่เหยาเบิกตากว้าง จ้องหน้ามู่อวิ๋นฮวาราวกับถูกผีหลอก ยามปกติแค่ถูกเรียกว่า “นังคนไร้ค่า” มู่อวิ๋นฮวาก็บ่อน้ำตาแตกอย่างง่ายดาย แต่วันนี้ไฉนกลับไม่เป็เหมือนเคย... เป็ไปได้หรือไม่ว่าการได้ไปเยือนจวนิอ๋องแล้วรอดชีวิตกลับมาได้เปลี่ยนมู่อวิ๋นฮวาให้มีความกล้าหาญจนไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไป
ไม่...เป็ไปไม่ได้...
“หึ ถึงจะฉลาดขึ้นมาบ้างแล้วอย่างไร เ้าก็ยังกินน่องไก่ที่ข้าเอาไว้เลี้ยงสุนัขอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเป็อาหารอันโอชะอยู่ดี ยังนับว่าโง่เหมือนเดิม” มู่อวี่เหยากล่าวจบก็หัวเราะชอบใจ “เ้ามันไม่รู้อะไรเลย ไก่ที่เ้าเพิ่งกินเข้าไป แม่นมของเ้าแย่งมาจากสุนัข สาวใช้ของข้าเห็นทั้งหมดนี้กับตา”
“มู่อวิ๋นฮวา เ้าถึงกับต้องขโมยอาหารสุนัขกินเพื่อประทังชีวิตเชียวหรือ น่าสมเพชเหลือเกิน”
เมื่อได้ยินคำพูดเหยียดหยามของมู่อวี่เหยา สีหน้าแม่นมพลันเปลี่ยนเป็ร้อนรน “ไม่...ไม่ ไม่ใช่นะเ้าคะ...มันไม่ใช่อาหารสุนัข...เอ่อ สุนัขยังไม่ได้แตะต้องไก่นี่เลย ข้าน้อยไม่ได้แย่งมาจากปากสุนัขเ้าค่ะ...ข้า...ข้าน้อย...”
แม่นมพบว่ายิ่งพยายามอธิบายมากเท่าใดสถานการณ์ก็มีแต่จะแย่ลงกว่าเดิม แม้สิ่งที่มู่อวี่เหยาพูดจะเป็ความจริงที่ว่าน่องไก่นั่นถูกเตรียมไว้ให้กับสุนัขที่ชื่อวังไฉ ทว่ามันยังไม่ได้แตะต้องไก่เลยแม้แต่น้อย นางได้ลอบเอาไก่ออกมาก่อนที่มันจะมาคาบไป ดังนั้นจึงยังเป็อาหารที่สะอาดและกินได้อยู่
แม่นมอึกอักไม่กล้ากล่าวอันใดต่อ แต่มู่อวิ๋นฮวาพอจะปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้แล้วว่าเหตุใดมู่อวี่เหยาจึงได้สนใจไก่นั่นั้แ่เข้ามาที่นี่
ยิ่งไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกอย่างก็ยิ่งชัดเจน พวกนางที่แทบไม่เคยได้เห็นแม้แต่เศษเนื้อในสำรับมาเป็ปี ๆ จู่ ๆ จะมีน่องไก่ชิ้นใหญ่ขึ้นมาง่าย ๆ ได้อย่างไร มโนธรรมในใจของแม่บ้านจางที่เหือดแห้งไปนับสิบปีก็คงไม่มีทางกลับมาโดยง่ายถึงขั้นยอมแบ่งไก่ให้ด้วยเช่นกัน
ฐานะของมู่อวิ๋นฮวาในคฤหาสน์นี้คงต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสุนัข สัตว์เลี้ยงอย่างมันได้กินน่องไก่ที่มีเนื้อมีหนัง ทว่าอาหารของนางน่าอดสูยิ่งกว่านั้นมาก
มู่อวิ๋นฮวาหันไปปลอบใจแม่นมที่กำลังหวาดกลัวด้วยการกุมมือเหี่ยวย่นของนางแล้วตบเบา ๆ เป็เชิงว่าไม่จำเป็ต้องอธิบายใดเพิ่มเติมอีก หลังจากนั้นจึงจ้องไปทางมู่อวี่เหยาแล้วขมวดคิ้ว “เ้าจะอ้างว่าน่องไก่เป็ของวังไฉสินะ”
“ถูกต้อง แม่บ้านจางเป็คนเอาไก่ให้วังไฉกับมือ เสี่ยวซิ่งสาวใช้ของข้าเห็นมากับตา” มู่อวี่เหยายืนยันพร้อมกับเชิดคาง ในขณะที่เสี่ยวซิ่งที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าซ้ำ ๆ เป็การยืนยัน “เป็เื่จริง ข้าเห็นมากับตา”
“แล้วอย่างไร” มู่อวิ๋นฮวาตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ นางหยิบกระดูกไก่ที่แทะจนสะอาดขึ้นมาแล้วโยนไปตกที่เท้าของมู่อวี่เหยา “หากนี่เป็ของวังไฉ เ้าก็สอบสวนมันเสียสิ”
ว่าอย่างไรนะ
มู่อวี่เหยาคิดว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเล่น หรือไม่นางเองก็คงหูฝาด ให้ถามกระดูกไก่ว่าผู้ใดเป็เ้าของมันอย่างนั้นหรือ นี่หมายความเช่นไร
ของแบบนั้นจะพูดตอบโต้ได้อย่างไร!
“มู่อวิ๋นฮวา เ้าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว หรือสมองได้รับความเสียหายกันแน่ กระดูกไก่จะพูดตอบโต้ข้าได้อย่างไร” มู่อวี่เหยามักมาเยือนที่นี่ด้วยท่าทางหยิ่งผยอง มาดมั่นว่าตนเองสูงส่งกว่า ทว่าเวลานี้ท่าทีของนางกลับร้อนรนจนดูแปลกตา
เนื่องจากคราวนี้มู่อวิ๋นฮวาดูเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน
มู่อวี่เหยามองกระดูกไก่ที่ปลายเท้าแล้วเตะมันออกไปให้พ้นทางอย่างโกรธเกรี้ยว ส่วนมู่อวิ๋นฮวากลับยกมือขึ้นป้องหูอย่างยียวน “เ้าก็บอกเองนี่ว่ามันพูดตอบโต้ไม่ได้ แล้วจะยืนยันได้อย่างไรว่ามันเป็ของวังไฉ อาจจะเป็ของโก่วต้านก็ได้”
คุณหนูสามผงะด้วยความใ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด นางกระทืบเท้ารัว ๆ แล้วยกมือชี้หน้ามู่อวิ๋นฮวาพร้อมกับโพล่งสิ่งที่ควรจะเป็ความลับออกไป “มู่อวิ๋นฮวา นังบ้า อย่าคิดนะว่าพี่ใหญ่รับเ้ากลับมาแล้วจะลอยหน้าลอยตาพูดจาไร้สาระเช่นนี้ได้อีก ท่านแม่บอกว่าสตรีที่มีแต่เื่เสื่อมเสียเช่นเ้าปล่อยให้อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลมู่ต่อไปก็รังแต่จะทำให้เราเสื่อมเสีย ซ้ำยังพลอยฉุดให้พี่ใหญ่ตกต่ำลง คอยดูเถิด พรุ่งนี้เ้าจะต้องถูกส่งไปบวชชีที่อารามอันเหอ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าอารามอันเหอเป็สถานที่เช่นไร อารามชีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรต้าซีแห่งนั้น หากได้ย่างกรายเข้าไปแล้วต้องละทางโลกชั่วชีวิต ต่อไปนี้ตระกูลมู่ของเราจะได้หลุดพ้นจากตัวปัญหาเช่นเ้าเสียที เวลานี้เ้าสมควรเตรียมตัวสงบจิตสงบใจรอให้สมกับเป็วันสุดท้ายก่อนจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ใต้แสงตะเกียงวัดจนตายน่าจะดีกว่า”
มู่อวี่เหยาพูดรัวเร็วด้วยความแค้นเคือง ไม่เว้นช่องให้เสี่ยวซิ่งมีโอกาสห้ามปราม “คุณหนูเ้าคะ...คือว่า...เหตุใดคุณหนูจึงเปิดเผยเื่นี้...”
เมื่อเด็กสาวเริ่มตระหนักว่าเผลอพลั้งปากออกไป ก็รีบขบริมฝีปากทั้งที่ยังจ้องมู่อวิ๋นฮวาเขม็ง
หากมิใช่เป็เพราะถูกนังโง่ผู้นี้ยั่วโมโห ไหนเลยนางจะพลั้งปากเปิดเผยความลับที่รู้กันกับมารดาและพี่สาวออกไป
“นังโง่ ทุกอย่างเป็เพราะเ้าคนเดียวแท้ ๆ เสี่ยวซิ่ง กลับ!” มู่อวี่เหยาถลึงตาใส่มู่อวิ๋นฮวาก่อนจะหันหลังกลับโดยมีเสี่ยวซิ่งเดินตามไปติด ๆ ทว่ามู่อวิ๋นฮวาที่เงียบอยู่นานกลับกล่าวไล่หลัง
“มู่อวี่เหยา”
น้ำเสียงนุ่มนวลจนน่าแปลกใจทำให้มู่อวี่เหยาชะงักเท้า หันกลับมาจ้องราวกับจะกินเืกินเนื้อ “มีอะไรอีก!”
“มู่อวี่เหยา เ้ามักเรียกข้าว่านังโง่ ช่างน่าเ็ป แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเราทั้งสองต่างกำเนิดมาจากรากเหง้าเดียวกันก็คือท่านพ่อ หากเ้าคิดจริง ๆ ว่าข้าคือลาโง่ เช่นนั้นแล้วเ้าเล่านับเป็อะไร” มู่อวิ๋นฮวาเลิกคิ้ว “เป็ลูกลาโง่ด้วยหรือไม่”
ลูกลาโง่หรือ
มู่อวี่เหยาไม่เคยได้ยินคำดูแคลนเช่นนี้มาก่อนถึงกับผงะ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่มู่อวิ๋นฮวาอีกครั้งหมายจะตบปากอีกฝ่ายให้สาสมกับคำพูดโอหัง แต่กลับถูกเสี่ยวซิ่งรั้งตัวไว้สุดแรง
“เสี่ยวซิ่ง เหตุใดต้องรั้งข้าไว้ ข้าจะไปตบมัน” มู่อวี่เหยาเป็คนใจร้อน มักก่อเื่เพราะไม่อาจยับยั้งชั่งใจ และในเวลานี้นางก็ไม่สามารถข่มกลั้นความโกรธไว้ในอกได้อีกต่อไป
“คุณหนูเ้าคะ อย่าลดตัวไปเสวนากับพวกนั้นให้เสียเวลาจะดีกว่า อีกไม่นานองค์รัชทายาทก็จะเสด็จมาแล้ว คุณหนูต้องรีบกลับไปเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้งดงามจะดีกว่าเ้าค่ะ” เสี่ยวซิ่งยังรั้งร่างเล็กของผู้เป็นายเอาไว้ พยายามเกลี้ยกล่อมว่าไม่จำเป็ต้องเสียเวลากับคนโง่ในเวลาแบบนี้
เนื่องจากแขกผู้มีเกียรติกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า
คำเตือนของเสี่ยวซิ่งทำให้มู่อวี่เหยาเย็นลงเล็กน้อย “มู่อวิ๋นฮวา ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะมาคิดบัญชีกับเ้า เสี่ยวซิ่ง ไปกันได้แล้ว”
หลังจากทิ้งคำขู่ไว้เช่นนั้น คุณหนูสามมู่อวี่เหยาพร้อมกับสาวใช้ข้างกายเสี่ยวซิ่งก็หันกายจากไปทันที
เมื่อฝ่ายตรงข้ามลับสายตา แม่นมของมู่อวิ๋นฮวาก็คร่ำครวญออกมาอย่างสุดกลั้น “คุณหนูเ้าคะ คุณหนูจะไปที่อารามอันเหอไม่ได้ ที่นั่นหาใช่สถานที่ดีแม้แต่น้อย อนุหว่านคิดเื่เลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร นางตั้งใจจะทรมานคุณหนูของข้าไปจนตายเชียวหรือ”
มู่อวิ๋นฮวาไม่ได้ยี่หระกับเื่ที่จะถูกส่งไปบวชชีในอาราม นางรู้ดีว่าหากไม่้าไป ก็สามารถดิ้นรนหาทางหลบเลี่ยงได้อย่างไม่ยากเย็น และคงสนุกไม่น้อยหากได้ปะทะกับคนเ่าั้แบบซึ่งหน้าจริง ๆ แต่สิ่งสำคัญที่นางสนใจเวลานี้คือคำว่า ‘ท่านแม่’ ที่มู่อวี่เหยาเอ่ยออกมา
ตามศักดิ์แล้วสตรีผู้เดียวที่บุตรทุกคนของมู่หงไห่จะเรียกว่าท่านแม่ได้มีเพียงฮูหยินเอกอย่างฉู่เตี๋ยมารดาของนาง ทว่านับั้แ่ท่านหายตัวไป อนุว่านก็ครองอำนาจในคฤหาสน์ ซ้ำยังให้ข้ารับใช้เรียกตนเองว่าฮูหยินด้วยความโอหัง แม้แต่ผู้คนนอกคฤหาสน์ก็ยังรู้จักมักคุ้นนางในฐานะฮูหยิน กระทั่งมู่หงไห่เองสุดท้ายก็ยอมรับเื่เช่นนี้ไปโดยปริยาย
มู่อวี่ซีและมู่อวี่เหยาจึงเรียกอนุว่านว่าท่านแม่อย่างเต็มปากเต็มคำ
ถึงกระนั้นแล้วไก่ก็เป็แค่ไก่อยู่วันยังค่ำ แม้พยายามจะฝืนกางปีกบินให้สูงเพียงใดก็ไม่อาจกลายเป็หงส์ อนุว่านกล้ามากที่คิดจะมาแย่งชิงตำแหน่งท่านแม่ของนาง อย่าคิดนะว่าคนอย่างมู่อวิ๋นฮวาจะยอมง่าย ๆ