ตอนที่ 30. งานเข้า
หลังจากรูปถ่ายบนยอดเขาพร้อมแคปชั่นเปิดตัวแบบอลังการงานสร้างแพร่ออกไป ตอนนี้คนทั้งบริษัทเลยรับรู้สถานะของคุณต่อพงษ์ รองประธานบริษัทกับนายเอกภพ คนขับรถส่วนตัวกันหมดแล้วว่าหัวหรือก้อย จากที่มีคนเริ่มเกรงใจอยู่แล้วก็กลายเป็ว่าไม่มีใครกล้าใช้งานหรือไหว้วานให้ช่วยงานอะไรอีก ร้อนถึงตัวเองนี่แหละครับเพราะเอาแต่นั่งๆนอนๆรอเวลาที่แฟนตัวเองเลิกงานก็ค่อนข้างน่าเบื่อ อ่านหนังสือ ทำรายงานส่งอาจารย์เสร็จไปหลายรอบแล้วก็ยังไม่หาย
“คุณต่อ” ผมถือวิสาสะเข้าไปประชิดตอนที่แฟนหนุ่มนั่งทำงานหน้าจอโน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่ผมเคยเอามาใช้งานแล้วต้องเพ่งสายตาเนื่องจากตัวอักษรและรูปภาพต่างๆมันกระจิริดไปหมด สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เก็บเงินซื้อโน้ตบุ๊คตัวใหม่ที่หน้าจอใหญ่บึ้มมาใช้งานเอง แม้จะต้องทนกับน้ำหนักที่มากกว่าก็ตาม
“หืม ว่าไงครับพี่เอก”
“คือ...” คืออะไรดีล่ะ มันเบื่ออะ มันเหมือนคนว่างงานนั่งเฉยๆจนจะกลายเป็ง่อยอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ไม่มีใครกล้าไหว้วานอะไรก็ยิ่งว่างเปล่าไปกันใหญ่ แต่จะพูดยังไงดีให้คนที่นั่งหน้าเคร่งขรึมเข้าใจและไม่งอนนี่สิ ยากกว่า
“ครับ” แฟนหนุ่มละสายตาและมองมาทางนี้ยิ่งทำให้หายใจติดขัด คนอะไรวะจะหล่อได้ทุกซอกมุมขนาดนี้ จากที่ไม่เคยคิดอะไรก็หวิวๆในใจไม่น้อย ตอนที่นอนก่ายกอดยังไม่รู้สึกเคอะเขินเพราะโดนกระทำมาจนชิน แต่หลังกลับมาจากกางเต็นท์ สุดหล่อคนนี้ก็ลากผมไปอาบน้ำด้วยทุกวัน แถมยังลงทุนซื้ออ่างอาบน้ำมาอีก วันไหนว่างๆก็จะพากันนั่งแช่อ้อยอิ่งอยู่ไม่ไปไหน ไอ้แค่อาบน้ำด้วยกันคงไม่อึดอัดหรอก สายตาก็เริ่มชินกับหอไอเฟลที่แกว่งไกวไปมาแล้ว ถึงแม้จะอายนิดหน่อยที่สู้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสู้หน้าไม่ติด แต่เื่ที่สุดแสนจะอึดอัดก็คือการที่ต้องนั่งแช่น้ำในอ้อมกอดคุณแฟนนี่แหละ ที่ยังไม่ชินซะที
ลองคิดภาพผู้ชายสองคนที่รูปร่างใหญ่ ความสูงไม่ได้ต่างกัน คนหนึ่งแตะร้อยแปดสิบ กล้ามแน่น หุ่นดี ผิวขาวเนียนทุกรูขุมขน ร่องกล้ามหน้าอกและซิกแพ็กที่ชวนวาบหวาม กับอีกคนที่สูงร้อยเจ็ดสิบปลายๆ น้ำหนักแปดสิบกิโลกรัม ผิวสีเข้ม กล้ามเนื้อหนา หน้าท้องไม่ได้มีกล้ามแต่ก็แน่นไร้ไขมัน เวลานั่งแช่น้ำก็เหมือนั์สองตนเข้าไปแล้ว แต่ผมยังต้องโดนอีกฝ่ายนั่งคร่อมอีก สองขาแหกกว้างให้ผมแนบก้นชิดกับหอไอเฟลขนาดเบ้อเริ่ม จะออกห่างก็ไม่ได้ โดนลากไปชิด ดิ้นเยอะก็ไม่เป็ผลดี เพราะมันเกิดขยายใหญ่งานจะงอกอีก... นึกถึงตอนที่อาบน้ำด้วยกันครั้งแรกบนเขาหลวงแล้วยังเจ็บไม่หาย
มันจะดีกว่านี้ และผมคงปรับตัวได้ง่ายกว่านี้อีกเยอะ ถ้าไม่ใช่เพราะเวลาที่อาบน้ำด้วยกันหรือตอนเข้านอน เ้านายในคราบแฟนจะพยายามสานต่อเื่วันนั้นอย่างไม่ลดละความพยายาม
“...ไม่สบายเหรอพี่เอก ทำไมหน้าแดง”
“ปะ เปล่าครับ” โอ้ยยยย เชี่ย อยากเขกกบาลตัวเองชิบหาย ดันไปนึกถึงตอนที่ต่อพงษ์น้อยพยายามดึงดันเข้ามาในตัวเองซะได้ กว่าจะหาข้ออ้างเพื่อรักษาพรหมจรรย์ตัวเองได้แต่ละครั้งก็แทบจะตกเป็เมืองขึ้นคุณต่อหลายต่อหลายรอบ
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา” แฟนหนุ่มเอื้อมมือมาแตะหน้าผาก ไอ้เราก็ได้แต่นิ่ง ไม่กล้าหนีไปไหนเพราะแพ้ทางใบหน้าและแววตาที่ห่วงใยจนออกนอกหน้าเช่นนี้ แล้วก็ต้องหายใจแรงขึ้นเมื่อหลังมือใหญ่นั้นไล้เรื่อยมาที่โหนกแก้ม แตะแ่เบาลงมาจนใกล้ริมฝีปากที่ขมิบยกใหญ่เพราะอยากกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดในคอ
ก๊อก ๆๆๆ
“ไอ้ต่อ มีประ... เอิ่ม เดี๋ยวกูมาใหม่ก็ได้” แฟนหนุ่มไม่ได้มีท่าทางใ ผิดกับผมที่รับสะบัดหน้าออกทันทีที่เสียงเปิดประตูพร้อมร่างใหญ่ของคุณกรที่ส่งเสียงมาพูดเื่งาน
“มีอะไร พูดมาเลย” น้ำเสียงทุ้มตอบกลับพลางขยิบตาอย่างมีความนัย ผมรีบลุกไปนั่งที่เดิมด้วยความอายจนร้อนหน้าไปหมด
“มึงจัดการตรงนี้ให้เสร็จก่อนก็ได้ กูไม่รีบ หรือจะให้เปิดห้อง”
“พอๆไอ้กร สงสารพี่เอกอายหน้าแดงหมดแล้วนั่น” คุณต่อปกป้อง แต่กลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย “มีอะไรวะ”
“ก็เื่ออกบูธงานมหกรรมอาหารเดือนหน้าไง มึงไม่ได้อ่านเมล์กูรึ”
“โทษทีว่ะ แป๊บ”
“มัวแต่หลงแฟนจนลืมงานเลยนะ” ไอ้คุณกรแม่งก็แซวไม่หยุด ผมแทบจะเอาหน้ามุดโซฟาเหมือนนกกระจอกเทศแล้วนะ คุณต่อก็เพ่งอ่านเนื้อหาในอีเมล์ที่ได้รับ ใบหน้าหล่อใสเปลี่ยนเป็ขมวดคิ้ว
“ได้ไงวะ แม่ง”
“เออสิวะ กูจองพื้นที่ไว้หมดแล้ว ทุกอย่างคอนเฟิร์ม แต่ตอนนี้ดันกลายเป็ว่าเ้าอื่นเอาของเราไป”
“ใครดูแลงานนี้วะ” ผมหูผึ่ง อยากรู้เื่กับเขาด้วย
“แป๊บ” คุณกรกดมือถือถามลูกน้องในทีม ก่อนจะตอบออกมา “บริษัทลูกของคุณเทพบดินทร์ว่ะ”
ผมละขนลุกซู่ นึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้นขึ้นมาเลยครับ ผู้ชายหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่ง แต่งตัวมีระดับที่ชื่อเทพบดินทร์มาทักและขอชนแก้วในงานเปิดตัวสินค้ายี่ห้อหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากจะพูดจากรุ้มกริ่ม ยังมือไวเป็ปลาหมึกอีกต่างหาก ถ้าผมจำไม่ผิด รายนั้นเป็เ้าของบริษัทนำเข้าส่งออกนี่นา แต่ทำไมถึงมาเกี่ยวข้องกับงานนี้ด้วย
งานมหกรรมอาหารนั้นจัดมาต่อเนื่องและยาวนาน โดยจะมีตัวแทนของภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันในการชวนผู้ประกอบการด้านอาหารนำสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆของตนเองมาจัดแสดง พร้อมทั้งหาลูกค้าใหม่ที่เดินทางมาจากทั่วโลก ซึ่งทุกปีจะมีการจ้างออแกไนซ์เซอร์ชื่อดังมาเป็แม่งานในการรังสรรค์งานให้ออกมายิ่งใหญ่และดูดีที่สุดเพื่อดึงดูดความสนใจ มีการยิงโฆษณาทางสื่อต่างๆพร้อมกับจดหมายเชิญชวนลูกค้าของแต่ละบริษัทที่ไปออกงานโดยพร้อมเพรียง
ปกติแล้ว บริษัทของคุณต่อไปออกงานปีเว้นปี เนื่องจากสินค้าเป็ที่รู้จักอยู่แล้วและขายได้อย่างดี แต่จะไปร่วมงานนี้เพราะอยากนำเสนอสินค้าใหม่ๆหรือเพื่อสร้างการรับรู้เื่แบรนด์ (Brand awareness) กับลูกค้า เนื่องจากสเกลการจัดงานมันใหญ่ ทำให้โอกาสที่จะได้ลูกค้านั้นมีไม่มาก แค่เดินชมงานอย่างเดียวก็ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน จึงเป็ไปได้ยากที่ผู้ร่วมงานจะสามารถเดินชมงานและพูดคุยเื่ธุรกิจกันจบภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นพื้นที่จัดแสดงงานนั้นสำคัญมาก ถ้าอยู่ซอกหลืบลึกๆ โอกาสที่ลูกค้าจะย่างกรายมาหายิ่งยากมากขึ้น ทางคุณต่อจึงให้ทีมการตลาดจองพื้นที่ล่วงหน้าเป็ปีก่อนจะถ่ายโอนมาอยู่ใต้ความรับผิดชอบของคุณกรในตอนนี้
“เชี่ย” คำสบถหลุดมาจากปากแฟนผมเองครับ คงจะรู้ตัวว่าเป็เพราะอะไรแล้วล่ะ ผมอ่านจากสายตาที่พวกเราสบกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ท่าทางคุณเทพบดินทร์จะไม่ค่อยพอใจที่โดนคุณต่อหักหน้าเื่คืนนั้นเท่าไร แต่คนที่รู้สึกแย่ยิ่งกว่าก็คือผมนี่แหละ เห้อ!
“จะเอาไงดี โทรไปคุยก็บอกไม่สะดวก” คุณกรเล่า
“เออ เดี๋ยวจัดการเอง ขอเวลาหน่อย” คุณต่อรับปากก่อนปล่อยให้เพื่อนสนิทที่มีฐานะเป็ลูกน้องเดินออกจากห้องไป
“คุณต่อ คือผม...” หน้าจ๋อยเลยครับ เพราะอยู่ฟังั้แ่ต้นจนจบ แถมเราเป็ต้นเื่อีก ตอนนี้ไม่ว่าใครที่มาหาคุณต่อชินกับการที่มีผมนั่งฟังอยู่ไม่ห่างแล้วครับ ถึงแม้จะมีตะขิดตะขวงใจกันบ้างก่อนหน้านี้ แต่พอรู้สถานะที่เปิดออกไปแถมพ่อตัวดียังอนุญาตให้ผมรับฟังเื่งานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ไอ้เอกภพเลยเหมือนได้อภิสิทธิ์รู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้น
“นั่งก่อนพี่เอก” คุณต่อใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบที่หว่างคิ้ว สันจมูกโด่งรับใบหน้าเกิดรอยแดง แววตาเหนื่อยล้าเผยให้เห็นอย่างไม่ปิดบัง ผมหย่อนตูดลงบนเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“ไม่เอา มานั่งตรงนี้” ชิชะ! คิดว่าเป็ใคร มากล้าสั่งไอ้เอกไปนั่งตรงนั้น ... ตรงที่ฝ่ามือใหญ่กำลังตบตุบๆที่หน้าขา ... คิดเหรอว่าจะไป
“ครับ” อ้าวกู รับคำง่ายๆแล้วไปนั่งบนตัก ทำอย่างกับเป็หญิงสาววัยแรกแย้ม
คือ บอกตรงๆว่าไม่ชินครับ แต่พอจะรู้ว่าถ้าตอนไหนคุณต่อเครียดหรือไม่สบายใจมากๆ แกจะชอบให้ผมมานั่งตักและใช้สองแขนกอดรัดจนแน่น ใบหน้าหล่อจะซุกที่อกผมพักใหญ่จนกว่าลมหายใจจะราบเรียบเป็การยืนยันว่าสงบสติอารมณ์ได้แล้วถึงจะปล่อยตัวผมให้เป็อิสระ ... อย่าคิดว่าไอ้เอกภพจะชินนะครับ ไม่มีทางหรอก ไม่ได้อยากนั่งด้วย กลัวแฟนขาหัก ตอนแรกๆก็โวยวายแหละ แต่พอเห็นอาการของอีกฝ่ายก็ได้แต่ใจอ่อน ปล่อยให้เขาซึมซับอะไรก็แล้วแต่ที่้าจนหนำใจได้อย่างเต็มที่
“ขอบคุณนะ” น้ำเสียงอ้อนแบบเด็กน้อยพูดขึ้น ผมก็ได้แต่อมยิ้มปล่อยให้แขนล่ำกอดอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ
คุณต่อใช้เวลาตลอด่บ่ายในการพยายามติดต่อคุณเทพบดินทร์ที่ยุ่งเสียเต็มประดา ผมได้แต่มองตาปริบๆอย่างไร้ประโยชน์เพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไรได้บ้าง เลยทำได้แต่ตรวจเอกสารที่ทางเลขาคนสวยมาวางไว้ให้เพื่ออนุมัติ พลันก็นึกได้ว่าเอกสารที่อนุมัติแล้วจะถูกสแกนและเก็บในไดรฟ์กลางของบริษัท เลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปไล่หาเอกสารที่้าอย่างเร่งรีบ ให้รู้ซะบ้างว่าผมเป็ใคร ั้แ่ซื้อโน้ตบุ๊คใหม่มา เ้านายก็สั่งให้ฝ่ายไอทีลงโปรแกรมให้ แถมยังอนุญาตให้เข้าถึงไฟล์งานที่แชร์ในไดรฟ์กลางได้ทุกแผนก (ไดรฟ์กลางของบริษัทก็คล้ายๆพวกที่เก็บข้อมูลแบบคลาวด์เลยครับ เพียงแต่ว่าเราจะออนไลน์แค่ภายใน ไม่ได้ฝากไว้กับผู้ให้ผู้บริการภายนอกอย่าง ไอคลาวด์ อะไรเทือกนั้น)
“โป๊ะเชะ!” ขนาดดีใจยังต้องร้องเบาๆเลย ไม่ได้กลัวนะ แค่ไม่อยากให้แฟนรู้ว่าจะทำอะไร ผมเคาะเม้าส์เปิดไฟล์ขึ้นมาอ่าน เป็รายละเอียดของงานที่มีปัญหาตอนนี้ ในนั้นบอกที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ของงาน งบประมาณและข้อมูลต่างๆครบครัน ไหนๆก็ว่างจัดขนาดนี้แล้ว ลองอ่านและทำความเข้าใจตัวโครงการนี้ก่อนละกัน
“คุณอ้อย เรียกการตลาดประชุมด่วน” น้ำเสียงคุณต่อไม่สู้ดีนัก สงสัยจะหัวเสียที่โดนแกล้งจากฝั่งโน้นที่ย้ายพื้นที่จัดบูธของบริษัทไปซะไกลลิบ ทำเลตรงนั้นคือถูกปิดจากบูธอื่นแ่า ถ้าจะจัดแสงสียิ่งใหญ่คงจะเพิ่มงบอีกเกือบเท่าตัว
“คุณต่อ” ผมทัก แต่ท่าทางจะโมโหจนสงบอารมณ์ไม่ทัน
“เดี๋ยวผมมา” ว่าแล้วร่างใหญ่ก็ก้าวออกจากห้องไปปล่อยให้ประตูปิดกระแทกดังโครมลั่น
ร้อนใจถึงไอ้เอกภพที่ต้องมานั่งเครียดแทนว่าจะช่วยหาทางออกได้ยังไงมากกว่า ในเมื่อรู้กันดีว่าคุณเทพบดินทร์น่ะแค้นฝังหุ่น แถมรายละเอียดงานบอกว่าไม่ได้จ่ายเงินจองพื้นที่หรือทำสัญญาก่อนเพราะถือว่าเป็คอนเน็กชั่นเก่าแก่ ตอนนี้เลยกลายเป็ช่องว่างให้อีกฝ่ายโจมตีจนแทบดิ้น เพราะบริษัทออแกไนซ์เซอร์เ้าเดิมขาดสภาพคล่องจนคุณเทพบดินทร์ต้องมาอุ้มแทน จากที่ไม่ต้องกังวลอะไร กลับเกิดเป็ปัญหาใหญ่ ... เบื่อหน้าตาหล่อๆของตัวเองชะมัด [เอกภพคิดเองเออเอง]
ผมสะบัดหัวไปมาไล่ความคิดไร้สาระเมื่อกี้ ในมือถือบุหรี่ที่เหลือแค่ก้นกรองไว้อย่างนั้น พื้นที่สูบบุหรี่ของบริษัทว่างเปล่า ทั้งๆที่เมื่อกี้คนยังอยู่กันเต็มก็ตาม แต่พอไอ้เอกภพมาแค่นั้นแหละ พากันแตกฮือไปหมด นี่คนนะ ไม่ใช่ขี้ ทำท่าหวาดกลัวอะไรปานนั้น ผมไม่ใช่คนขี้ฟ้องนะ จะได้เอาไปเล่าให้แฟนตัวเองฟังว่าเจอใครมาแอบอู้งานสูบบุหรี่บ้าง ... ในเมื่อพื้นที่ด้านนอกอาคารคนเดียวแบบนี้ ใจผมก็สงบร่มเย็นลงไปบ้าง แต่อากาศก็ร้อนจนแทบไหม้ เหงื่อไหลอาบแผ่นหลังจนเปียกโชก ั้แ่มานั่งออฟฟิศ นิสัยรักสบายก็เริ่มถามหา จากแต่ก่อนไม่ต้องอยู่ในห้องแอร์ก็รู้สึกสบายๆ ตอนนี้กลับเหนียวเหนอะตัวไปหมด ... อะไรจะคุณชายได้ขนาดนี้วะไอ้เอก
กลับมาที่โต๊ะร่วม 15 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณแฟนจะประชุมเสร็จ ท่าทางจะเคร่งเครียดพอดู คิดแล้วสงสารเด็กๆทีมการตลาด เพราะน่าจะโดนเอ็ดตะโรชุดใหญ่ที่ประมาทเลินเล่อไม่ทำสัญญาให้เป็ลายลักษณ์อักษร ผมสั่งปรินท์เอกสารออกมาอ่านอีกครั้งก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ
คุณเทพบดินทร์ ... นึกชื่อนั้นย้ำๆในใจไปมา คนเราจะแยกแยะเื่งานกับเื่ส่วนตัวให้ออกจากกันไม่ได้เลยเรอะ คิดแล้วหัวเสีย ผมเปิดปิดโต๊ะทำงานดังโครมก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ได้นามบัตรเขามานี่หว่า จากนั้นก็ลงมือรื้อค้นลิ้นชักเป็การใหญ่ ถ้าจำไม่ผิดผมเก็บเอาไว้นะ แต่ไม่รู้ว่าไว้ตรงไหน เพราะตอนนั้นคุณต่อหึงโหดจนไม่กล้าเก็บให้เห็นคาตา
“เชี่ย” ผมเจอแล้วล่ะ แต่นามบัตรมันยับเยิน หมายเลขโทรศัพท์สิบหลักหายไปสอง แถมอยู่คนละตำแหน่งอีกด้วย ถ้าจะลองจับคู่หมายเลข 0-9 ก็ต้องลองโทรออกไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งแน่นอน ... ไม่ใช่เซียนหวยซะด้วยสิ เอาไงดีวะ
ปวดกบาลโว้ยยยยยยยยยยยยยย!!! ผมฟุบหน้าลงบนโต๊ะ
ติ๊ง!
เสียงอีเมล์ดังมาจากคอมพิวเตอร์แลปท็อปขนาดจิ๋วของเ้านายที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะทำงาน ผมถึงขั้นบรรลุโสดาบันรีบพุ่งไปเปิดหน้าจอทันที ลากนิ้วบนหน้าจอแทนการพิมพ์รหัสเข้าเครื่องอย่างคล่องแคล่ว จากการใช้งานก่อนหน้านี้มานานเดือน
“เฮือก” สะดุ้งสิครับ ไอ้เ้านายตัวดีแอบมาเปลี่ยนรูปพื้นหลังหน้าจอเป็ตอนที่เราไปเที่ยวกันที่เขาหลวง ไม่รู้มาติดใจอะไรกันนักหนา แต่ที่ไม่เข้าใจมากกว่าคือ ทำไมกูต้องยิ้ม!
ผมเปิดอีเมล์ส่วนตัวของคุณต่อพงษ์ ทุกอย่างที่สำคัญอยู่ในนี้หมด ถ้าแอบเอาไปขายให้คู่แข่งคงรวยเละ ... เอ่อ ไม่ได้ๆๆๆ สติเอก สติ ... ผมกดปุ่มแว่นขยายเพื่อหาชื่อคุณเทพบดินทร์และรอ โชคดีที่ระบบประมวลผลมันค่อนข้างเร็วเลยทำให้มีข้อมูลและอีเมล์เก่าที่เคยติดต่องานกันโผล่ขึ้นมา สุ่มเคาะอีเมล์หนึ่งฉบับออกมาอ่าน ไล่เรื่อยลงไปจนถึงข้อความสุดท้ายก่อนมาจบที่ลายเซ็นที่บ่งบอกชื่อ ตำแหน่ง และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่ออย่างละเอียด
ผมกดหมายเลขทั้ง 10 นั้นอย่างหวั่นๆ หวังว่าเขาจะรับโทรศัพท์ และหวังว่าคุณต่อจะไม่รู้ หรือถ้ารู้ก็หวังว่าจะเข้าใจความหวังดีของไอ้เอกภพคนนี้บ้างนะครับ เอาวะ กูหน้าด้าน เื่แค่นี้จิ๊บๆ ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย หน้าตาหื่นๆของคุณต่อตอนที่พยายามจับกดยังน่ากลัวกว่าอีก เสียงรอสายดังตู๊ดๆเป็จังหวะช้าๆ ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัว นึกในใจอย่างห้าวหาญว่า
อย่ารับนะ อย่าเพิ่งรับ ขอตั้งสติก่อน ...
[ฮัลโหล เทพบดินทร์ครับ]
เย็กเคร็ก! มึงจะรับสายทำม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย
เอกภพจะบ้าตาย....
##### #####
ตอนนี้ผมนั่งแกร่วที่ร้านกาแฟหรูในห้างแถวบางนา มองไอร้อนที่แผ่ออกจากแก้วลอยอ้อยอิ่งและจางหายไปจนกระทั่งมันเย็นเยียบ คนที่นัดก็ยังไม่มา ความจริงผมดื่มกาแฟมาแล้วสองแก้ว ครั้นจะมานั่งในร้านเฉยๆก็ดูไม่ดี แต่จะให้สั่งอะไรสักอย่างนอกเหนือจากกาแฟร้อนผมก็ทำไม่เป็ ทำไมจะต้องนัดที่หรูๆแบบนี้ด้วยวะ
เวลาผ่านไปร่วม 15 นาทีหลังจากนั่งรอ ร่างสูงมาพร้อมกับรอยยิ้มหล่อเหลา ผมลุกยืนและยกมือไหว้ก่อนที่ชายหนุ่มรูปหล่อที่แต่งตัวเหมือนจะไปเดินแบบที่ไหนสักงานรับไหว้และนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม นับหนึ่งถึงสามสิบแล้วยังไม่มีใครเอ่ยปากพูด สายตาเล้าโลมที่ส่งมาชวนขนลุก ถึงจะมีแฟนเป็ผู้ชาย แต่ผมก็ไม่ได้พิศวาสตัวผู้ทุกตัวนะเออ
“คือ...” มันอึดอัดจนเกินไป ต้องรีบทำลายความเงียบ เพราะแอบหนีคุณต่อออกมาโดยไม่ได้บอก อาศัยจังหวะประชุมเครียดนั่นแหละ
“รอแป๊บนึงนะ” คุณเทพบดินทร์ยกโทรศัพท์มือถือกดรับสายก่อนที่จะมีผู้ชายร่างสูงอีกคนหนึ่งเดินมาที่โต๊ะของเรา
“นี่คุณยิ่งเทพ” ผมยกมือไหว้คนที่ดูเหมือนจะเด็กกว่า คุณยิ่งเทพนั้นหน้าตาถือว่าหล่อเหลาแบบไทยแท้ ผิวสีแทนรับกับใบหน้าคมราวกับพระเอกหนังสมัยก่อน แม้แต่การแต่งตัวที่ไม่ค่อยเป็ทางการเช่นวันนี้ยังไม่อาจกลบรัศมีได้เลยสักนิด ผมมองเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มคู่กับกางเกงยีนส์รัดรูปสีดำและรองเท้าหนังราคาแพงอย่างนึกอิจฉา ทั้งๆที่พวกเราก็มีหน้าตาออกโทนเดียวกันแท้ๆ (หมายถึงดำๆล่ำๆนะครับ) แต่ความหล่อต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ครับ ผมขอเข้าเื่เลยละกัน จะได้ไม่เสียเวลา” น้ำเสียงคนมาใหม่นุ่ม ทุ้ม แต่ออกแนวดุดัน ผมนั่งนิ่งหลังตรงอย่างลืมตัว เพราะมักจะได้ยินเสียงโทนนี้ตอนที่ออกฝึกกลางแจ้งในค่ายทหารมากกว่า ไม่ค่อยจะมีใครเปล่งน้ำเสียงแบบนี้เลยั้แ่ตอนนั้น
“คุณเอกภพใช่มั้ยครับ”
“เอ่อ ครับ” เรียกซะเต็มยศเลยโว้ย
“คุณเทพบดินทร์คงแจ้งเหตุผลที่นัดคุณมาแล้วใช่ไหม” ผมพยักหน้ารับ ตอนที่คุยโทรศัพท์กัน ผมพยายามขอร้องให้ทางคุณเทพบดินทร์ช่วยเหลือเื่พื้นที่จัดแสดงสินค้าของบริษัทคุณต่อ แต่ทางนั้นยืนยันว่าช่วยอะไรไม่ได้ เพราะว่ามีบริษัทอื่นจ่ายเงินมัดจำเรียบร้อยแล้ว พอผมตื๊อนานๆเข้า ก็เลยได้มานั่งตรงนี้กันทั้งสามคน
ยิ่งเทพ เป็นักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงในบริษัทคู่แข่งของคุณต่อ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปตกลงกันท่าไหน บริษัทของคุณยิ่งเทพเลยปาดหน้าชิงพื้นที่จัดแสดงสินค้าจากแฟนผมเสียได้
“ถ้าพี่เอกยอม ผมจะช่วย” ข้อเสนอของคุณเทพบดินทร์ยังก้องอยู่ในหัว เดิมทีผมคิดว่าจะไม่รับ แต่เพราะงานนี้ค่อนข้างสำคัญต่อแผนขายของบริษัท ทำให้การตัดสินใจแค่เสี้ยวนาทีหลุดจากปากผมเสียอย่างนั้น
“ดีครับ ผมยินดีจะคืนพื้นที่จัดแสดงสินค้าให้ ถ้าพี่เอกยอมช่วย” หืมมมม ทำไมเรียกซะสนิทเลยล่ะ ทีแรกยังทำเป็เช้มอยู่เลยมั้ย
“จะให้ผมช่วยยังไงเหรอครับ” นี่แหละเป็สาเหตุที่ต้องมา เมื่อไม่มีใครบอกข้อเสนอทางโทรศัพท์ เอกภพจึงต้องออกโรงเอง ถึงแม้ตอนนี้ในใจจะตุ๊มๆต่อมๆ ก็ตาม คงจะไม่ใช่แบบที่คิดไว้หรอกนะ ที่จะให้ผมใช้เรือนร่างเพื่อแลกเปลี่ยน ถึงจะเป็ผู้ชายก็เถอะ คิดในแง่ดีมันก็ไม่มีอะไรบุบสลายไม่ใช่เหรอ ก็แค่ร่างกาย แถมเป็ผู้ชายด้วยกันอีก แต่คิดอีกที ในใจก็ยังหวั่นๆ ถ้าเกิดทั้งสองคนเกิดซาดิตส์หรือชื่นชอบกิจกรรมหมู่ขึ้นมาล่ะ ผมจะต้องเจอกับอะไรบ้างเนี่ย คนเรานี่มองแค่ภายนอกไม่ได้จริงๆแฮะ คุณยิ่งเทพอะไรนี่ก็ดูจะมีรสนิยมและมาดแมนอยู่ไม่น้อย จะยอมลดตัวมา xxx กับเรือนร่างผมเหรอ
...คิดแล้วก็รู้สึกใจคอไม่ดีเลย คอแห้งชิบ!
“พี่เทพยังไม่ได้บอกเหรอ” คุณยิ่งเทพไม่ค่อยมีหางเสียง ครับ เวลาพูด เหมือนเป็เด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวเอามากๆ
“ยังครับ พี่รอให้คุณยิ่งเทพพูดต่อหน้าเองดีกว่า” สายตาโลมเลียหายไปจากแววตาคนที่เพิ่งตอบคำถาม ผมใจเต้นตึกๆตักๆไม่เป็จังหวะรออยู่แล้ว ร้านกาแฟที่เปิดแอร์จนเย็นเฉียบยังไม่ช่วยให้เหงื่อผมหยุดไหลได้เลย
“โอเค งั้นผมจะบอกเอง” คุณยิ่งเทพยื่นซองเอกสารในมือมาให้ ผมหยิบและเปิดอ่านคร่าวๆ มันเป็สัญญาการเช่าพื้นที่ฉบับจริงและเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ “นี่เอกสารตัวจริง ผมเอามาแล้ว มีเอกสารยกเลิกสัญญาและใบโอนสิทธิ์มาด้วย แค่พี่เอกช่วยเหลือผมแค่อย่างเดียว”
“อะ อะไรครับ” โอยยยยยยยยยยย ลุ้น จะต้องเสียตัวในเร็ววันนี้แล้วแน่ๆกู ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย เอาไงดีวะ จะหนีกลับตอนนี้จะทันไหม หันไปอีกทางก็เจอกับแววตาหวานเยิ้มจากคุณเทพบดินทร์ส่งมาจนสยองยิ่งไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น
“ข้อเสนอของผมไม่ยาก” คุณยิ่งเทพเซ็นลงเอกสารที่เตรียมมาทุกแผ่นต่อหน้า ก่อนยิ่นให้คนที่นั่งใกล้กันลงนามและรวบเก็บเข้าในซองเดิม “ถ้าพี่เอกรับปาก เอกสารทั้งหมดนี้ผมยกให้”
..เอา เอาวะ เป็ไงเป็กัน ... พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วยนะ ขอให้ทั้งสองคนเป็รับด้วยเถอะ ลูกจะได้ไม่เจ็บมาก
“ครับ” ผมกลั้นหายใจ จะลีลาอีกนานมั้ย
“ดีครับ สิ่งที่ผมจะขอ ไม่ยากจริงๆ” ยิ่งเทพมองมาด้วยแววตาไร้อารมณ์ แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นจนขนลุก
“พี่เอกต้องลาออกจากบริษัทของต่อพงษ์” หืม.... ผมหน้าซีด
“และ...” ยังไม่หมดอีกเรอะ แค่บอกให้ลาออกก็อึ้งละนะ ทำไมต้องลาออกด้วยวะ ไม่เข้าใจ
“พี่เอกกับต่อพงษ์เป็แฟนกันใช่ไหม”
“ครับ” โอยยยยยยย จะยื้อเวลาอะไรกันนักหนา
“ดี” ใบหน้าหล่อยกยิ้มแบบผู้ร้ายในละครหลังข่าว ผมตัวลีบอย่างลุ้นระทึก ก่อนจะได้ยินประโยคที่อีกคนเปล่งออกมาอย่างหนักแน่นว่า
“ผมเคยเรียนที่เดียวกับต่อพงษ์ ผมรักเขามานานแล้ว ถ้าพี่เอกเลิกกับต่อพงษ์และไม่ติดต่อกันอีก หลีกทางให้พวกเราได้สานสัมพันธ์กัน... ผมยอมยกเลิกสัญญาทั้งหมด” เ้าตัววางซองเอกสารลงบนโต๊ะอย่างแรงจนลมกระพือ ผมอ้าปากค้างมองทั้งสองคนที่นั่งตรงข้ามในท่าไขว่ห้าง
เฮือก......... นี่ไม่ได้เกี่ยวกับเรือนร่างกูเลยสักนิด!