เมื่อคิรัญมาถึงห้องรับรอง ซึ่งภายในมีเอกสารและภาพเรฟเฟอเรนซ์จำนวนหนึ่งวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ
“คอนเซปต์ถ่ายวันนี้คือ ‘Soft Face, Wild Power’ หรือ ‘อ่อนโยน...แต่ไม่อ่อนแอ’ ค่ะ”
“ฟีลลิ่งคือ...ผู้ชายที่ดูบอบบางที่ยืนท่ามกลางสัตว์นักล่าอย่างเสือ และงู โดยไม่หวาดกลัว ให้ฟีลแบบควบคุมพลังเงียบ ๆ สื่อผ่านดวงตาและท่าทาง”
คิรัญพยักหน้าช้า ๆ ก่อนถามกลับ “แล้วเสื้อผ้าล่ะครับ ผมยังไม่เห็นเสื้อผ้าเลย?”
ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ยิ้มแบบมีเลศนัย ก่อนจะหันไปส่งซิกให้สไตลิสต์ของกอง
อีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมกับชุดที่ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วสำหรับถ่ายแบบในแต่ละเซต
“เซตแรก สำหรับถ่ายกับเสือเบงกอลค่ะคุณอัณณ์” สไตลิสต์สาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบเสื้อเชิ้ตซีทรูสีดำสนิท บางเฉียบจนแสงทะลุผิวเผยแนวกล้ามเนื้อเบา ๆ ประกอบเข้ากับแจ็กเกตครอปเข้ารูปที่คลุมเพียง่ไหล่กับอกพอเป็พิธีส่วนล่างเป็กางเกงหนังรัดรูปสีดำทรงพอดี
“ชุดที่สอง สำหรับถ่ายกับงูเหลือมค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นต่อก่อนจะหยิบเสื้อหนังสีดำดีไซน์เปิดไหล่ข้างหนึ่ง เผยแนวไหล่ขาวเนียนตัดกับเนื้อผ้าอย่างจงใจ ตัวเสื้อเข้ารูปแนบแผ่นหลัง เน้นสัดส่วนให้ดูโค้งเว้าชวนฝัน กางเกงเปลี่ยนเป็สกินนี่หนังสีดำมันเงา ขับให้เรียวขาและสะโพกดูยาวเพรียวมีพลัง ความเข้มของโทนสีและวัตถุดิบทำให้ทั้งลุคดูดุดันแต่เย้ายวนราวกับงูตัวหนึ่งที่กำลังล่าเหยื่อ
“วันนี้เสื้อผ้าเป็ของเราเน้นโชว์ผิวหน่อยนะคะ เพราะ้าความเปลือยเปล่าแบบ ‘เปราะบางแต่ดึงดูด’ ค่ะ”
คิรัญมองชุดตรงหน้าเงียบ ๆ แววตาไร้ความลังเลใด ๆ เขายื่นมือไล้ปลายผ้าซีทรูเบา ๆ ที่บางจนเกือบทะลุ มันสะท้อนแสงเล็กน้อยราวกับผิวเปลือยยามกระทบแดดจาง
“...แน่ใจนะครับว่านี่คือเสื้อ ไม่ใช่เศษผ้า?” เขาเอ่ยเรียบ ๆ พลางเลิกคิ้วน้อย ๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
สไตลิสต์กลั้นขำไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืด “แน่ใจค่ะคุณอัณณ์ เชื่อเถอะ ใส่แล้ว...คุณจะดูแพงมาก เหมือนศิลปะชิ้นหนึ่งเลยล่ะค่ะ”
เจ๊ซินดี้ที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ พยักหน้าหนักแน่น “ใส่ไปเลยลูก อย่าให้เสียของ ฟีลนี้แหละที่ที่จะทำให้โลกไม่มีวันลืมแกได้อีก”
คิรัญไม่พูดอะไรต่อ หลังแต่งหน้าเสร็จ เขาแค่ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันหลังเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่ปฏิเสธ ภายในไม่กี่นาที นักแสดงหนุ่มก็เดินออกมาพร้อมลุคใหม่ที่สะกดทุกสายตา
เสื้อเชิ้ตซีทรูสีดำบางเฉียบแนบไปกับผิวเนียนเรียบ เสื้อกลัดกระดุมไว้เพียงสองเม็ดปลาย ทำให้่อกขาว ๆ กับไหปลาร้าเด่นชัดราวจงใจให้มองแจ็กเกตครอปหนังที่ทับอยู่ข้างบนเสริมให้ลุคดูมีพลังแบบ “ไม่ต้องโชว์แรง”
ส่วนกางเกงหนังรัดรูปสีดำขับ่ขาเรียวยาวและสะโพกสอบให้ดูทรงพลัง ไม่ต้องอ้าปากก็รู้ว่า...ผู้ชายคนนี้ “อันตรายกว่าที่เห็น”
“ฟู่...” เจ๊ซินดี้ถึงกับต้องเป่าปาก
“เ้าอัณณ์...นี่มันระดับหน้าปกนิวยอร์กแฟชั่นวีคแล้วนะยะ ไม่ใช่เซตถ่ายกับสัตว์ธรรมดา ๆ”
เสียงช่างแต่งหน้าคนหนึ่งถึงกับพึมพำ “โห...คนอะไร...ดูเหมือนจะเปราะบาง แต่พอเห็นแววตา...แม่งเหมือนเสือยิ่งกว่าเสืออีก”
คิรัญได้ยินดังนั้นเพียงแค่ยิ้มบางๆ เท่านั้น ‘เสือมันมีอำนาจในถ้ำของมัน...แต่ฉันน่ะ มีอำนาจในกล้องทุกตัวที่มองฉันอยู่ คอยดูแล้วกัน’
เขาพึมพำในใจ ก่อนจะเผยประกายบางเฉียบของผิวใต้เสื้อซีทรูที่แทบจะบางจนเห็นเงาไหล่ และส่วนเว้าส่วนโค้งแบบที่สื่อมวลชนไม่เคยได้เห็นจาก “อัณณ์” คนเก่าเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นพนักงานสตูดิโอเดินเข้ามาเคาะห้องแต่งตัวเบา ๆ
“คุณอัณณ์...ฉากพร้อมสำหรับการถ่ายทำแล้วครับ”
เขาพยักหน้า ขยับไหล่เล็กน้อยให้เข้าทรง สะบัดผมทีเดียวแล้วก้าวออกไปจากห้องแต่งตัวอย่างมั่นใจ
เมื่อก้าวเข้าสู่ฉากถ่ายทำ...ทุกสายตาก็หันขวับราวกับถูกดูดด้วยแรงโน้มถ่วงจากคนคนเดียว
แสงไฟสาดลงบนร่างของเขา คิรัญในเสื้อซีทรูบางเฉียบที่เผยผิวเนียนราวพอร์ซเลน ใบหน้าหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีควันบุหรี่ ดวงตาทรงอำนาจที่คมพอจะบาดจิตใจคนทั้งกองได้ในพริบตา เขาเดินผ่านทีมงานอย่างมั่นใจ
“เดี๋ยวเราจะเริ่มเซตแรกกับเสือเบงกอลนะครับ คุณอัณณ์จะใกล้ชิดกับเสือหน่อยนะ พร็อพไม่มีมาก จะเน้นเคมีระหว่างคนกับสัตว์...คุณอัณณ์โอเคมั้ยครับ?”
“ผมไหวครับ”
เสียงตอบกลับเรียบนิ่ง แต่ฟังแล้วทำเอาผู้กำกับขนลุกโดยไม่รู้ตัว เสียงกรงเปิดช้า ๆ ... เสือเบงกอลสีขาวตัวั์ก้าวออกมา ทุกคนในกอง...ล่าถอย
แต่เขากลับยืนนิ่ง ยกมุมปากเล็กน้อยก่อนกระซิบขึ้นในใจ ‘ใจเย็นๆ...ฉันไม่ใช่ศัตรูของแก’
เ้าเสือชะงัก...จากที่เคยกราดเกรี้ยวในรอบซ้อม มันกลับเดินตรงเข้ามาแนบตัวเขา แล้วคลอเคลียเหมือนกำลังเจอแม่
เสียงกล้องรัวไม่หยุด แชะ แชะ แชะ ทุกคนต่างเงียบกริบ…อ้าปากค้าง ไม่ใช่เพราะความกลัวของเสือเบงกอลขนาดใหญ่ั์ที่นั่งนิ่งข้างคิรัญ แต่เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังมองอยู่นั้น…เกินคำว่าธรรมดา
ตากล้องมือสั่นไปนิด แต่ยังไม่หยุดกดชัตเตอร์ ผู้กำกับเบิกตากว้างจนเกือบหลุด “...นี่มัน...ของจริง”
สไตลิสต์เ้าของกองที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ หันมากระซิบกับฝ้าย ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ด้วยน้ำเสียงตะลึง
“คุณอัณณ์…เหมือนมีของเลยนะแก”
“อยู่ ๆ เสือเบงกอลที่ว่าดุร้ายก็ดูเป็แค่แมวหงิม ๆ ไปเลยอะ…มันนิ่งมาก แล้วดู...มันไม่ใช่แค่นิ่งนะ มันเหมือนยอมเลย”
ฝ้ายพยักหน้าช้า ๆ สายตายังไม่ละไปจากภาพตรงหน้า “มันไม่ใช่แค่โพสนะ...คือดวงตาเขาเหมือนมีแรงบางอย่าง มันไม่ได้แค่ ‘คุมเสือ’ อยู่มันเหมือนเขาสื่อสารกับมันได้เลย”
และในขณะที่กล้องยังรัวไม่หยุด เสือเบงกอลที่นั่งแนบอยู่ข้างกายคิรัญ ก็เลื่อนหน้าเข้ามาแนบต้นขาของเขาเบา ๆ
คิรัญไม่ขยับ ไม่ตื่นใแม้แต่นิด เขายกมือขึ้นลูบหัวมันอย่างนิ่งสงบ ก่อนจะเหลือบตามองกล้องด้วยสายตาแหลมคม
...ภาพนั้นคือ ฆาตกรรมบนฟีดโซเชียล อย่างแท้จริง — และแฮชแท็ก #AnnXWildPower ก็ะเิขึ้นในโลกออนไลน์...ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีหลังจากที่ภาพถูกเปิดเผยบนสื่อโซเชียล
“คุณอัณณ์มองกล้องครับ...” คิรัญเงยหน้าขึ้น ยิ้มเย็น ใบหน้าหวานปนเย้ายวน ดวงตาคมกริบ...แสงไฟสะท้อนในดวงตาเหมือนประกายแห่งการ “เกิดใหม่”
“ขยับคางนิดครับคุณอัณณ์...มองต่ำ...หันหน้าหาเสือหน่อย...ใช่ แบบนั้นเลย”
คิรัญโน้มตัวลง เอียงหน้าใกล้จนริมฝีปากเกือบแตะใบหูของเสือ
และทันทีที่เขาหรี่ตามองกล้อง แฟลชก็วาบขึ้น...เหมือนะเิเสน่ห์ระดับมรณะ
“แม่ง...แม่งเอ๊ย...หล่อจนเสือยอมสยบ...” ตากล้องพึมพำออกมาเสียงเบา
หลังจากเซตแรกกับเสือผ่านไปอย่างราบรื่น ทีมงานทุกคนมองคิรัญด้วยสายตาเปลี่ยนไปทันที จากชายหนุ่มที่เคยมีข่าวว่าเป็ “ดาราตกอับ” ในตอนนี้...ไม่มีใครกล้าพูดคำนั้นออกมาอีกแล้ว
พนักงานฝ่ายเสื้อผ้าเดินเข้ามาอีกครั้ง พร้อมเสื้อเซตที่สอง
“คุณอัณณ์คะ...เปลี่ยนเป็ตัวนี้เลยค่ะ เดี๋ยวถ่ายกับงูเหลือมั์”
ชุดนั้นคือ เสื้อหนังสีดำเปิดไหล่ข้างหนึ่ง โชว์แนวไหล่ขาวเนียนชัดเจน เนื้อผ้ารัดเข้ากับแผ่นหลังของเขา ขับรูปร่างให้ดูโค้งเว้าชวนฝันกางเกงเปลี่ยนเป็ สกินนี่หนังดำมันเงา ที่ขับให้่ขาและสะโพกเด่นชัดในทุกมุมกล้องคิรัญสวมมันอย่างนิ่งเฉยเหมือนเคยใส่มันมาแล้วนับพันครั้ง ทั้งที่ความจริงนี่คือชุดในกอง
ก่อนถ่ายจริง...ช่างแต่งหน้ามาปัดแสงเงาที่สันไหปลาร้าเบา ๆ
“ตายแล้ว...ผิวคุณอัณณ์นี่มันเหมือนหินอ่อน...ออร่าแบบนี้ ดาราตัวแม่มาเห็นยังยอมหมอบให้เลยค่ะ”
เขาแค่ยิ้มเล็ก ๆ ไม่ตอบอะไร เมื่อเข้าเซต ทุกคนเริ่มกลืนน้ำลาย เพราะฉากนี้ไม่ธรรมดา งูเหลือมเพศเมียขนาดใหญ่น้ำหนักหลายสิบกิโล จะเลื้อยจากด้านหลังขึ้นมาพาดบนไหล่และหน้าอกเขาโดยตรง
คิรัญนั่งบนโซฟาหนังสีดำขลับอย่างผ่อนคลาย ขาข้างหนึ่งพาดไขว้ ยืดหลังตรง ใบหน้าไม่สั่นคลอนแม้แต่นิด
เขาดูเหมือนเ้าชายในราชสำนักโบราณ...ที่รอให้ “เทพอสูร” มาปรนนิบัติด้วยความยินยอม
งูเหลือมค่อย ๆ เลื้อยขึ้นจากด้านหลัง...
เสียงสวบ...สวบ...ของเกล็ดครูดิัเทียมบนโซฟาทำให้หลายคนในกองสะดุ้ง แต่คิรัญกลับนั่งนิ่ง
ใบหน้าของเขาหันมาสบตากล้อง...ดวงตาคู่นั้นนิ่งสนิท เยือกเย็น ราวกับกำลังหลอมผู้ชมเข้าไปในมิติเดียวกับเขา
“อย่าในะคะคุณอัณณ์ มันแค่เลื้อยหาไออุ่น...ถ้ามันรัดเมื่อไหร่ ให้รีบบอกค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ” เสียงของเขาเรียบ...แต่แน่น แฝงอำนาจจาง ๆ จนแม้แต่ทีมงานยังเผลอกลืนน้ำลาย
เขาหันไปทางงูนิด ๆ แล้วส่งเสียงกระแสจิต...เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่ ‘สัตว์’ เข้าใจ
‘แกอย่าซนล่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกคนดูแลของแกเพิ่มอาหารให้แก’
เ้างูชะงักกึกทันที...ก่อนจะเลื้อยพาดบ่าของเขาอย่างเชื่องช้า ราวกับมันคือผ้าคลุมไหล่ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเขาคนเดียว
หัวของมันเกยอยู่ตรงหน้าอกเปลือยครึ่งหนึ่ง กล้ามเนื้อแ่เบา แต่คมกริบ ใต้แสงไฟกล้อง ทุกอย่างดูเหมือนถูกจัดวางอย่างตั้งใจ...แต่เป็ความบังเอิญที่ไร้ที่ติ
“ถ่ายเลย สวยมาก ตาเขานี่...ตึงมาก สื่ออารมณ์ได้สุดยอด”
แฟลชสาดวูบวาบ เสียงกล้องรัวราวกับปืนกล คิรัญเปลี่ยนท่าทุกช็อต งูไม่ตื่น ไม่หนี ไม่เลื้อยหนีเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนในกองเริ่มซุบซิบ
“บ้าชะมัด...นี่มันใช่คุณอัณณ์ดาราตกอับจริงๆ เหรอวะ?”
“คุณอัณณ์นี่มัน...ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ” แม้แต่ครูฝึกงูยังพูดเบา ๆ กับผู้ช่วย
“เฮ้ย...งูของเราไม่เคยนิ่งแบบนี้เลยนะ...มันเหมือนยอมรับเขาไปแล้วว่ะ”
คิรัญยิ้มบาง ๆ ราวกับคนใจเย็น…แต่ในอกกลับเต็มไปด้วยไฟแค้นที่ร้อนระอุเหมือนลาวาใต้ผิวสงบนิ่ง
‘ภูวเดช...ถ้าแกได้เห็นภาพนี้ จะรู้สึกยังไงนะ...คนที่เคยยอมแม้กระทั่งเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้แกได้ขึ้นสูง แต่กลับเป็คนที่โลกทั้งใบต้องคลานเข้าหา’
เขากระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสนใจการถ่ายแบบต่อ

ตอนเห็นชุดซีทรูบางเฉียบกับกางเกงหนัง ยัยน้องไม่พูดอะไร…
แค่มองนิ่ง ๆ แล้วพึมพำเบา ๆ ในใจ“นี่มันแฟชั่นหรือเศษผ้ากันแน่…”
แต่ก็ใส่จ้า แถมใส่แล้วเดินออกมาราวกับเป็เ้าชายแด๊ดดี้จากนิวยอร์กแฟชั่นวีค
ทีมงานชะงักเหมือนโดนมนต์สะกด เสือเบงกอลยังไม่กล้าหายใจแรงเลยแม่
เสือยังยอม งูยังนิ่ง ทีมงานยังซี้ดคนอะไร...ออร่าพุ่งแรงขนาดงูยังไม่กล้ารัด
“การทวงคืนศักดิ์ศรีจากวงการบันเทิงด้วยซิกแพค ซีทรู และสายตาสะกดิญญา”
ใครเคยดูถูกว่าอัณณ์ตกอับ...ขอเชิญดูรูปเซตนี้แล้วรีบไปกดไลก์
เพราะน้องไม่ได้กลับมาเล่น ๆ นะคะ เพราะน้องกลับมาทวงบัลลังก์
พร้อมเหยียบใจศัตรูด้วยส้นรองเท้าหนังวาว ๆ