จางฮูหยินอ้อมไปข้างหลังตามเด็กวัดอยู่ห่างๆ กระทั่งเห็นห้องพระอยู่ไม่ไกล เด็กวัดคนนั้นหันมาเอ่ยกับนาง“ท่านนักพรตรอท่านอยู่ในนั้น” แล้วหมุนตัวเดินจากมา
ทว่าพอจางฮูหยินเดินไปถึงหน้าประตูเด็กวัดที่สมควรจะเดินกลับไปทางเดิมได้หายไปแล้วบรรดาข้ารับใช้ของนางแอบขนลุกซู่
“ขนาดเด็กวัดยังไม่ธรรมดา”แสดงว่านักพรตย่อมเก่งกล้ามากกว่าหลายเท่า
แอดดด
จางฮูหยินบอกให้ข้ารับใช้รออยู่ข้างนอกส่วนตัวนางผลักประตูบานเก่าเข้าไปข้างในทั้งที่สภาพใกล้จะผุพังเต็มแก่กระนั้นภายในห้องไม่ใหญ่มากมีเพียงพระพุทธรูปตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องทุกที่ไม่มีร่องรอยของหยากไย่หรือคราบสกปรก
เพราะไม่เห็นเงาของนักพรตนางจึงมองสำรวจไปรอบๆ ฆ่าเวลา
“ทำให้จางฮูหยินรอนานข้าต้องขออภัย”
“ทะท่านนักพรต” จางฮูหยินสะดุ้งใหันขวับคารวะนักพรตที่อยู่ข้างหลังในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป
นางแน่ใจว่าตอนเข้ามาไม่มีคนอยู่ในห้องแต่บทจะปรากฏมากลับไม่มีแม้เส้นเสียง
“เชิญจางฮูหยิน”นักพรตผายมือไปทางม้านั่งเอาไว้สำหรับรับแขก
เมื่อได้มาเจอกับผู้วิเศษกลิ่นอายสูงส่งไม่ธรรมดา จางฮูหยินทั้งประหม่าและร้อนใจหวนคิดถึงท่าทางทุกข์ร้อนของบุตรชาย นักพรตพึ่งจะนั่งลงนางรีบตรงเข้าประเด็น
“ข้าทราบมาว่าท่านสามารถช่วยคนธรรมดาให้กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียร”
นักพรตส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นมาคล้ายยิ้มและไม่ยิ้ม “ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงมอบสิ่งที่เป็ของเขาแต่เดิม”
จางฮูหยินยิ่งร้อนใจ“ถ้าเช่นนั้น...ท่านพอจะช่วยบุตรชายของข้าได้หรือไม่”
“ท่านมีเวลาตกฟากของบุตรชายท่านกับตัวหรือไม่”
“มีเ้าค่ะ”
นักพรตรับกระดาษแผ่นเล็กที่จางฮูหยินเลื่อนมาไว้บนโต๊ะไปดู
“เป็อย่างไรบ้าง”
แวบแรกนักพรตลอบพยักหน้าคล้ายพึงพอใจจางฮูหยินใจชื้นขึ้นมา ทว่าไม่นานนักหว่างคิ้วที่เริ่มเป็สีดอกเลาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ขมวดเข้าหากัน
หัวใจของจางฮูหยินร้อนดังตั้งอยู่กลางเตาไฟ“ทะ ท่านนักพรต”
นักพรตนิ่งเงียบไปนานก่อนจะหันมามองนางท่าทางจริงจังเป็อย่างยิ่ง “ก่อนหน้านี้ท่านเคยขัดขวางโชควาสนาของใครบางคนใช่หรือไม่”
จางฮูหยินหน้าซีดเผือดไปทันทีตอนแรกไม่อยากยอมรับทว่าเมื่อคิดถึงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนจึงยอมจำใจพยักหน้าในที่สุด
“ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำเพียงแต่ข้าแค่...”
นักพรตไม่รอให้นางอธิบายจนจบเอ่ยว่า“เพราะครั้งหนึ่งท่านเคยขัดโชคลาภของผู้อื่นเวลานี้จึงทำให้โชคลาภของบุตรชายท่านถูกขัดขวาง”
ตึง!
ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นถือค้อนทุบลงบนหัวนางหัวใจผู้เป็แม่เ็ปรวดร้าว
“ถ-ถ้าเช่นนั้นข้าสมควรทำเช่นไรดี”ลูกของสตรีแพศยาถูกนางทำลายจนป่นปี้ ไม่ทราบว่าเวลานี้จะเป็ตายร้ายดีอย่างไรกลัวแต่ว่าลูกชายของนางจะลงเอยเช่นเดียวกับนางเด็กนั่น
แผ่นหลังของจางฮูหยินเย็บวาบเหงื่อเม็ดโตผุดตรงขมับ ริมฝีปากซีดเผือด
นักพรตคำนวณด้วยปลายนิ้วไปมาสุดท้ายสีหน้าจึงดูดีกว่าเดิม “เื่นี้แก้ไม่ยากขอเพียงท่านอุปการะคนที่ท่านเคยทำลายเป็อย่างดีอนาคตของบุตรชายท่านจะรุ่งโรจน์ไร้อุปสรรค”
“จริงรึเ้าคะ!”ความหนักอึ้งทั้งหมดถูกวางลงในที่สุด
“แต่ท่านต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดชักช้าอาจไม่ทันการณ์”
“เ้าค่ะ!ข้าจะรีบกลับไปจัดการเดี๋ยวนี้”ลุกพรวดขึ้นมาก่อนจะออกจากห้องไม่ลืมโค้งคำนับให้นักพรต สีหน้าไร้ท่าทางอมทุกข์อย่างตอนแรก
“เป็ยังไงบ้างเ้าคะฮูหยิน” เสียงหญิงรับใช้ร้องถามหลังเห็นร่างเ้านายออกมา
“อย่าพึ่งพูดถึงเื่นี้รีบกลับไปจัดการส่งรถม้าไปรับนัง...คุณหนูใหญ่”
หญิงรับใช้ชะงักก่อนจะตอบรับในที่สุด“เ้าค่ะ”
หลังการจากไปของตระกูลฉีภายในห้องไหว้พระหลังเก่าคนในชุดนักพรตยามนี้เป็เพียงเด็กสาวที่กำลังเข้าสู่วัยปักปิ่น
สาวใช้ร่างบางอายุอ่อนกว่าเ้านายเล็กน้อยเดินออกมาจากอีกมุม“คุณหนู ท่านว่าเราทำเกินไปหรือไม่เ้าคะ”
ฉีซินอี๋ไหวไหล่“ข้าอาจผิดฐานแอบอ้างพระพุทธ แต่เื่อื่นข้าไม่ได้โกหก เ้าว่าจริงไหมเสี่ยวไป๋”
เสี่ยวไป๋รับหน้ากากพันหน้ามาจากฉีซินอี๋แล้วสวมใส่ตามเดิม รูปร่างขาวผ่องไปทั้งตัวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าค่อย ๆเปลี่ยนเป็เด็กสาวอายุรุ่นคราวเดียวกับฉีซินอี๋
“ข้าไม่มีความเห็น”
ตอนแรกที่ฉีซิอี๋เสนอแผนนี้เขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน ซ้ำยังช่วยปลอมตัวแพร่ข่าวด้วยแม้จะผิดต่อกฎที่ตนยึดถือ ทว่าภายในใจแอบโล่งอกไม่น้อย
ฉีซินอี๋มองใบหน้าเนียนลออของเฟิ่งเสี่ยวและเสี่ยวไป๋แผนการแรกสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“เย็นนี้ทั้งสองอยากทานอะไรเป็พิเศษไหม”
เฟิ่งเสี่ยวตาลุกวาว“ข้าอยากกินอาหารชั้นเลิศของโรงเตี๊ยม”ทำเอาฉีซินอี๋อดบีบแก้มของสาวใช้ตัวน้อยไม่ได้
“แล้วเ้าล่ะ”หันไปพยักหน้าให้เสี่ยวไป๋
เสี่ยวไป๋หลุบตาลง“อะไรก็ได้ตามที่ท่านเห็นสมควร”
ั์ตาซุกซนของฉีซินอี๋สว่างวาบค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปหาเขา “งั้นกินข้า...”
ติ่งหูของเขาเปลี่ยนจากสีขาวเป็สีชมพูอย่างรวดเร็วแม้ไม่เห็นแววตาฉีซินอี๋ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ นางเชยคางเสี่ยวไป๋ให้สบตากับตัวเอง
“คิดอะไรของเ้ากันข้าแค่บอกว่ากินของที่ข้าจัดสรรมาให้ก็พอ”ไม่วายทิ้งท้ายประโยคที่ทำเอาเสี่ยวไป๋แดงก่ำไปทั้งตัว “เ้างูลามก”
ดวงจิตแห่งหยกหลอกตา
ปกติแล้วการจะส่งข่าวหรือขี่ม้าไปต่างเมืองกินเวลาเป็เดือนแต่เพราะปลายเดือนหน้าจะมีการประลองยุทธ์ครั้งสำคัญต่อฉีป๋อเหวินเป็อย่างมากหลังหาทางแก้ให้บุตรชายได้แล้วจางฮูหยินถึงขั้นทุ่มเงินลงไปไม่น้อยส่งขบวนรถม้าขนาดย่อมไปรับฉีซินอี๋ถึงที่
พูดง่ายๆ ว่าใช้เวลาไปมาเพียงครึ่งเดือนฉีซินอี๋ก็มาถึงหน้าประตูจวนตระกูลฉีเนื่องจากนางเป็เพียงบุตรสาวของอนุจึงเข้าทางประตูข้าง
รถม้าและขบวนเล็กๆ อาจจะเป็ที่สนใจใคร่รู้ของชาวบ้านละแวกนั้น ทว่าพอรถม้าหายเข้าไปในจวนชาวบ้านก็หันไปสนใจทำมาหากินเช่นเดิมต่อ
ยามเมื่อปลายเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นภายในจวนภายในใจก่อกำเนิดคลื่นลมบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก จะว่าคิดถึงก็ไม่ใช่นับดูแล้วนางไม่ได้จากไปเป็เจ็ดแปดปีแต่เป็ยี่สิบสามสิบเลยต่างหาก
“มัวยืนทำอะไรอยู่ยังไม่รีบไปคารวะฮูหยินอีก”
เสียงกระแทกแดกดันของหญิงรับใช้าุโนางหนึ่งดังมาจากทางเดินฉีซินอี๋มองแวบเดียวก็จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็สาวใช้สนิทข้างกายจางฮูหยิน
นางหันไปผงกศีรษะให้เฟิ่งเสี่ยวและเสี่ยวไป๋ที่อยู่ในคราบสาวใช้ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปทางโถงใหญ่
หญิงรับใช้าุโเหลือบมองข้างกายฉีซินอี๋มีสาวใช้สองคนขนาบข้างทว่าสาวใช้ที่เ้านายตนส่งไปอยู่ข้างกายอีกฝ่ายกลับไม่อยู่ตรงนั้น
“แล้วฉีเจินเล่า”
เฟิ่งเสี่ยวสะดุ้งเล็กน้อยส่วนสีหน้าของฉีซินอี๋ยังคงราบเรียบ“ก่อนจะออกเดินทางฉีเจินล้มป่วยข้าจึงบอกให้นางตามมาทีหลัง” หากหญิงรับใช้าุโของจางฮูหยินไม่เอ่ยปากนางคงไม่รู้ว่าคนที่กรอกยาพิษให้ตัวเองทุกวันชื่ออะไร
“ตามมา”หญิงรับใช้าุโไม่พูดอะไรเพียงหันหลังนำนางไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเข้ามาในโถงใหญ่ไม่ได้มีจางฮูหยินเพียงคนเดียว บนที่นั่งบนตำแหน่งประธานนายท่านฉีกำลังนั่งตระหง่านจ้องมองนางด้วยท่าทางไม่คุ้นเคย
“แค่บุตรสาวอนุผู้หนึ่งคุณชายใหญ่เช่นข้าถึงขั้นต้องมารอรับ?”
บุรุษที่ยังดูหนุ่มที่สุดอยู่เยื้องมาจากนายท่านฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ท่าทางเย่อหยิ่งไม่อยากแม้แต่จะชายตาแลนาง กลิ่นอายของพลังปราณสถิตรายล้อมรอบเขายิ่งส่งเสริมให้ดูมีบารมีมากกว่าผู้คนในห้องโถง
ราวกับพึ่งนึกได้ว่าตนยังมีบุตรสาวคนนี้อยู่เื่ราวบาดหมางครั้งในอดีตทยอยหลั่งไหลเข้ามาในหัวสีหน้าของนายท่านฉีเปลี่ยนเป็ดำทะมึน
“มาถึงแล้วยังไม่รู้จักคารวะผู้หลักผู้ใหญ่อีก!หัดรู้จักดูพี่ชายน้องสาวของเ้าเป็ตัวอย่างเสียบ้าง”
ฉีซินอี๋เหลือบมองบรรดาพี่น้องที่นายท่านฉีบอกข้างกายจางฮูหยินเป็บุรุษที่แสดงท่าทางไม่พอใจนางเมื่อสักครู่และเด็กสาวกำลังจะเข้าสู่วัยปักปิ่นเช่นเดียวกับนางเยื้องออกมาอีกหน่อยเป็เหล่าอนุของนายท่านฉี
ั้แ่อนุหวงและบุตรสาวฉีเหรินอนุซุนกับบุตรสาวฉีช่าน ถึงคนสุดท้ายอนุจูที่นางไม่รู้จักคาดว่าน่าจะเข้ามาหลังนางจากไป
ฉีซินอี๋ทำตัวว่าง่ายซ้ำยังใส่ท่าทางขี้ขลาดให้ดูเข้าพวก
“คารวะท่านพ่อท่านแม่ใหญ่” และไล่ไปยังอนุทุกคน
จางฮูหยินมองดวงตาล่อกแล่กน้ำเสียงเบาหวิวของฉีซินอี๋ประกอบกับรอยดำเป็ปื้นตรงแก้ม ตอนแรกยังแอบหวาดกลัวว่าการพาฉีซินอี๋กลับมาจะเป็การชักศึกเข้าบ้านนำภัยสู่ตัวเองยามนี้ถึงได้วางใจลง
ในเมื่ออีกฝ่ายตกต่ำถึงขีดสุดนางก็จะยอมเป็แม่เลี้ยงใจบุญยื่นมือช่วยเหลือสักเล็กน้อยหนทางการบำเพ็ญเพียรของบุตรชายจะได้ไม่ติดขัด
“ท่านพี่ก็อย่าเข้มงวดนักเลยซินเอ๋อจากบ้านไปนานขัดการอบรมสั่งสอนมาั้แ่เด็กย่อมไม่รู้ธรรมเนียมประเดี๋ยวข้าจะให้บ่าวจัดหาอาจารย์ไปช่วยอบรมทีหลัง”
นายท่านฉีแค่นเสียง“จ้างอาจารย์ให้เปลืองเงินทองทำไม เ้าแค่ส่งบ่าวาุโข้างกายไปก็พอแล้ว”
จางฮูหยินยิ้มไปถึงดวงตา“เ้าค่ะท่านพี่”
ตลอดงิ้วฉากใหญ่ฉีซินอี๋ไม่มีความรู้สึกอะไรแม้แต่น้อยเพียงเริ่มง่วงเหงาหาวนอนพยายามอดกลั้นเอาไว้ทว่าขณะแสร้งทำเป็ยกชายแขนเสื้อปิดปากที่กำลังอ้าของตนเองกลับััถึงสายตาร้อนแรงจากทางที่จางฮูหยินนั่งอยู่
นางปรายตาไปมองก็เห็นฉีป๋อเหวินที่ตอนแรกค่อนแคะด้วยความไม่พอใจแต่ประกายแสงในดวงตากลับเปลี่ยนไปยามจ้องมองสาวใช้ข้างกายนางเขม็งฉีซินอี๋เหลือบมองเสี่ยวไป๋ก่อนจะวกกลับไปทางฉีป๋อเหวินอีกที
คงไม่ใช่ว่า...
ดวงจิตแห่งหยก“เหมือนเ้านั่นจะสนใจสาวใช้...ค-แค่ก เสี่ยวไป๋เป็พิเศษ”
‘สายตาเช่นนั้นเกรงว่าจะถูกตาต้องใจเสี่ยวไป๋ของข้าเข้าแล้ว’
ดวงจิตแห่งหยอกส่ายหน้าไปมาไม่รู้จะบรรยายอารมณ์ตัวเองเวลานี้อย่างไรดี
“หากต้องตายัยหนูเฟิ่งเสี่ยวข้าจะไม่แปลกใจแต่กลับหมายตาบุรุษผู้หนึ่งซ้ำยังเป็สัตว์ิญญา!”
ไม่อยากจินตนาการยามฉีป๋อเหวินรู้ความจริงข้อนี้เข้า
เพราะการกระทำของฉีป๋อเหวินดึงดูดความสนใจนางไปจนสิ้นตลอดการอารัมภบทอันยาวเหยียดของนายท่านฉีจึงไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด
กว่าจะปล่อยนางกลับเรือนก็เข้ายามอู่
จางฮูหยินสั่งให้สาวใช้าุโคนเดิมพานางไปส่งเรือนที่อนุเหมยเคยอยู่นี่เป็พื้นที่เดียวที่สามารถทำให้นางหวนคิดถึงอดีตอย่างรุนแรง
ภายในตัวเรือนถูกทำความสะอาดเรียบร้อยจนไม่เหลือเค้าเดิมข้าวของเก่าถูกแทนที่ด้วยของตกแต่งใหม่ดวงจิตแห่งหยกรับรู้ถึงความเศร้าภายในใจของนางจึงไม่คิดจะหาเื่ปวดหัวให้เพียงอยู่ในแหวนเงียบๆ
เฟิ่งเสี่ยวเก็บข้าวของอันน้อยนิดของฉีซินอี๋เอาไว้ในห้องนอนบริเวณเฉลียงทางเดินจึงเหลือเสี่ยวไป๋ที่กำลังจ้องมองนางอยู่
ปกติฉีซินอี๋มักร่าเริงและชอบหาเื่มากลั่นแกล้งเขากับเฟิ่งเสี่ยวแต่การเห็นอีกฝ่ายตกอยู่ความเงียบเช่นนี้เขารู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่นัก
ให้นางเป็คนเ้าเล่ห์มีเล่หเหลี่ยมแพรวพราวเสียยังดีกว่าทำสีหน้าอมทุกข์เสี่ยวไป๋หลุบตาลงครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเดินไปหาฉีซินอี๋
“ผู้มีพระคุณ...หลังจากนี้เราจะทำอะไรต่อ”
เสียงไพเราะเสนาะหูดุจกระดิ่งต้องลมดึงฉีซินอี๋ที่จมอยู่ในความคิดของตัวเองนางค่อย ๆ หันไปมองเขา มองเห็นข้อมือขาวซีดแอบกำมือตัวเองเอาไว้ภาพยามฉีป๋อเหวินจ้องเสี่ยวไป๋ไม่กะพริบฉายชัดขึ้นมา
ฉีซินอี๋สำรวจเค้าโครงหน้าของเสี่ยวไป๋อย่างละเอียดราวกับไม่้าให้มีจุดใดเล็ดลอดไปจากสายตา
“เค้าโครงหญิงงามของเ้าออกจะเด่นชัดขนาดนี้เขาไม่ถูกใจสิถึงจะแปลก”
เสี่ยวไป๋“...”