หลังจากออกจากสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ มู่เฉินก็เริ่มต้นการเดินทางอันยาวไกลสู่เมืองหลวง สองข้างทางเต็มไปด้วยทิวทัศน์กว้างใหญ่ไพศาล บางครั้งเป็ทุ่งหญ้าเขียวขจีทอดยาวสุดสายตา บางคราก็เป็ภูผาสูงตระหง่าน มีธารน้ำไหลรินเป็สายเล็ก ๆ คดเคี้ยวตามแนวเขา เสียงนกร้องประสานกับสายลมที่พัดเอื่อยทำให้การเดินทางดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป
ระหว่างทางมู่เฉินได้พบกับผู้คนมากมาย ทั้งพ่อค้าแม่ขายที่เดินทางด้วยเกวียนบรรทุกสินค้าหนักอึ้ง กลุ่มชาวบ้านที่หาบของไปขายยังเมืองใหญ่ รวมไปถึงบรรดานักเดินทางเร่ร่อนและเหล่าชาวยุทธที่แต่งกายสะพายกระบี่ติดหลัง เมื่อใดที่ผ่านเมืองเล็กหรือหมู่บ้าน มู่เฉินก็มักพักแรมในโรงเตี๊ยมข้างทาง ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ พ่อค้าเร่ส่งเสียงต่อรองราคา ขณะที่โรงน้ำชาก็แน่นขนัดด้วยนักเดินทางที่หยุดพักให้หายเหนื่อย
จนกระทั่งวันหนึ่ง มู่เฉินเดินทางไปถึงโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงหัวเมืองพอดี ด้านหน้ามีลานกว้างผู้คนเบียดเสียดเสียงดังอึกทึก ที่นั่นมีเวทีประลองจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็ที่แสดงฝีมือของเหล่าจอมยุทธ บ้างก็หวังสร้างชื่อเสียง บ้างก็เพียงเพื่อทดลองวิชา มู่เฉินจูงม้าเข้าไปใกล้ก็เห็นผู้คนล้อมเวทีอย่างหนาแน่น
เบื้องบนเวทีการประลองกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ชายหนุ่มผู้หนึ่งเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แววตาคมกริบ แสดงฝีมือเหนือชั้น จนคู่ต่อสู้แต่ละคนต่างพ่ายแพ้ไปทีละราย จากชุดที่สวมใส่มู่เฉินสังเกตได้ทันทีว่าเป็ศิษย์ของสำนักมู่ฉาน หนึ่งในสี่สำนักใหญ่แห่งเมืองเฮยซาน
“ยังมีผู้ใดอยากขึ้นมาทดลองวิชาอีกหรือไม่!” เสียงผู้ประกาศะโก้องกังวาน ผู้คนโดยรอบต่างพากันส่งเสียงอื้ออึง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปต่อสู้
มู่เฉินมองอยู่ครู่หนึ่งก็พลันรู้สึกเืลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ั้แ่เข้ายุทธจักรมา เขาเฝ้าคิดอยากประลองกับศิษย์ของสำนักใหญ่มานาน บัดนี้โอกาสมาถึงแล้ว หากพลาดก็เสียดายยิ่งนัก
เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วะโขึ้นเวทีโดยไม่ลังเล ผู้คนรอบเวทีส่งเสียงฮือฮาทันที ศิษย์สำนักมู่ฉานเมื่อเห็นป้ายสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ที่ห้อยอยู่ตรงเอวของมู่เฉิน ก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจ ต่างฝ่ายต่างประสานมือโค้งคำนับให้เกียรติกันตามธรรมเนียม
“เชิญ!” ศิษย์มู่ฉานเอ่ยเสียงหนักแน่น
มู่เฉินยิ้มบาง ๆ พลางคิดในใจ อยากรู้เหมือนกันว่าหมัดมวยของสำนักมู่ฉานเป็เช่นไร
เมื่อสัญญาณเริ่ม ทั้งสองก็เข้าประจัญบาน มู่เฉินพุ่งเข้าโจมตีด้วยเพลงหมัดเฉียบคมรุนแรง ทว่าศิษย์มู่ฉานกลับรับการจู่โจมได้อย่างมั่นคง ร่างกายตั้งหลักสงบเยือกเย็นราวภูผา มู่เฉินยิ่งออกแรงโจมตีเท่าใดกลับรู้สึกเหมือนกำลังซัดหมัดใส่สายน้ำที่ไหลเอื่อย ยิ่งรีบร้อนยิ่งกลับดูเชื่องช้าไปถนัดตา
“สมแล้วที่ขึ้นชื่อด้านลมปราณ…” มู่เฉินพลางคิด พลางเร่งกระบวนท่าให้ดุดันขึ้น ใช้กลยุทธ์หลอกล่อและพลิกแพลงหลากหลายตามประสบการณ์ที่สั่งสมจากภารกิจมากมาย
ทั้งสองผลัดกันรุกและรับ บนเวทีเสียงหมัดปะทะดัง ปัง ปัง จนฝุ่นคลุ้ง ลีลาของทั้งคู่ดุเดือดสู้สี เรียกเสียงโห่ร้องจากผู้ชมรอบเวทีอย่างตื่นเต้น
ในที่สุดมู่เฉินก็สบโอกาส ซัดฝ่ามือหนึ่งเข้าไปตรงแนวอกของคู่ต่อสู้ ศิษย์มู่ฉานถอยกรูดไปหลายก้าว ก่อนรีบตั้งหลักมั่นคง เพียงเพราะฝ่ามือนี้เป็เพียงท่าโฉบฉวย ไร้กำลังเต็มที่ แต่ก็มากพอจะทำให้เขาต้องยอมรับพ่ายแพ้
ศิษย์มู่ฉานประสานมือคำนับด้วยท่าทางสง่างาม “ข้ายอมแพ้”
มู่เฉินก็คำนับตอบด้วยรอยยิ้ม ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าหากสู้เอาชนะกันจริง ๆ คงต้องต่อสู้อีกเนิ่นนาน แต่การประลองนี้ การถูกฝ่ามือซัดได้ก่อนก็ถือว่าพ่ายแพ้ไป นับว่ายังด้อยประสบการณ์กว่า
เสียงปรบมือและโห่ร้องกึกก้องรอบเวที ทุกคนต่างกล่าวขวัญถึงศึกอันน่าตื่นตานี้
หลังจบการประลอง มู่เฉินจึงจูงม้ากลับออกจากโรงเตี๊ยม ใบหน้าเปี่ยมสุข ราวกับได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในเส้นทางยุทธภพอันยาวไกล…
ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ บางคราวเป็ป่าเขียวชอุ่มที่ไม้ใหญ่โอบกอดกันแ่า ร่มเงาทึบจนแทบไม่เห็นแสงอาทิตย์ส่องลงมา บางคราวก็เป็หุบเขากว้างใหญ่ที่มองลงไปเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางทุ่งนา เสียงกังหันน้ำหมุนเอื่อย ๆ เคล้ากับเสียงสุนัขเห่าและเสียงเด็กเล่นไล่วัวควาย เส้นทางทอดผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ข้ามลำธารที่น้ำใสจนเห็นปลาตัวเล็ก ๆ ว่ายไปมา
ยามใกล้ค่ำ มู่เฉินก็มักหยุดพักตามโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ริมทาง โรงน้ำชาที่เปิดอยู่หน้าประตูเมืองมักจะคลาคล่ำด้วยนักเดินทาง ชาวยุทธบางพวกนั่งล้อมวงพูดคุยถึงเื่สำนักใหญ่ สำนักน้อย บ้างก็เล่าเื่ผู้กล้าในตำนานที่เคยฝากชื่อไว้ในยุทธภพ มู่เฉินเพียงนั่งเงียบจิบชา ฟังเื่ราวเ่าั้ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างต่อโลก
แต่การเดินทางมิได้ราบรื่นเสมอไป…
หลายวันต่อมา ระหว่างทางผ่านป่าลึกในยามบ่าย ฟ้าครึ้มเมฆฝน ลมแรงพัดกิ่งไม้ไหวโอนเอนไปมา พลันได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังออกมาจากพงหญ้า ก่อนที่กลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดดำหยาบ ๆ จะโผล่มาขวางทาง พวกนั้นมีมีดดาบเก่า ๆ อยู่ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุดัน
“ทางนี้เป็เขตของพวกข้า ใครผ่านมาไม่ว่าสำนักใดก็ต้องเสียค่าผ่านทาง!” ชายร่างใหญ่ที่ดูเป็หัวหน้าะโเสียงดัง
มู่เฉินหยุดม้าพลางถอนหายใจเบา ๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ ศัตรูราวสิบกว่าคน แม้จะเป็เพียงโจรป่าธรรมดา แต่จำนวนก็ไม่น้อย หากเป็ชาวบ้านคงต้องหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปแล้ว
“ค่าผ่านทางหรือ…” มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะเอื้อมแตะป้ายสำนักที่ห้อยอยู่ตรงเอว “สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ไม่เคยจ่ายค่าผ่านทางไร้เหตุผลให้ใคร”
คำพูดนั้นทำให้กลุ่มโจรโกรธจัด ส่งเสียงโห่ร้องแล้วพากันกรูกระโจนเข้ามา
มู่เฉินพลันก้าวลงจากม้า ตั้งท่าอย่างมั่นคง เพลงหมัดและกระบวนท่าที่ฝึกฝนจากประสบการณ์จริงพุ่งออกไปอย่างดุดัน
หมัดของเขาปะทะเข้ากับหน้าอกโจรคนแรกจนกระเด็นล้มไปกองกับพื้น ฝีเท้าเขาเบาหวิวเคลื่อนไหวรวดเร็วจนอีกฝ่ายตามไม่ทัน ดาบที่ฟันเข้ามาก็ถูกเขาหักเหเบี่ยงเบนด้วยฝ่ามือ
เสียง เพี๊ยะ! ปัง! ดังต่อเนื่องไม่หยุด โจรล้มไปทีละคนสองคน ไม่นานนักกลุ่มโจรกว่าครึ่งก็หมดกำลังต้านทาน ที่เหลือต่างพากันถอยหนีหัวซุกหัวซุน
มู่เฉินเพียงปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า หันกลับมาลูบคอม้าคู่ใจ “ไปเถอะ…หนทางยังอีกยาวไกล”
เขาขึ้นม้าแล้วควบออกไปโดยไม่เหลียวหลัง ท้องฟ้าหลังพายุครึ้มค่อย ๆ เปิดออก แสงแดดยามเย็นสาดลงมาบนเส้นทาง เหมือนเป็สัญญาณว่าการเดินทางสู่เมืองหลวงยังต้องไปต่อ…