หลังจากจัดการกับจระเข้ั์ไปแล้วนั้นทุกอย่างก็กลับไปสู่ความเงียบสงอบตามเดิม อี้เหรินเฟิ่งกลับเข้าไปพักผ่อนตามเดิมส่วนจระเข้ั์ตัวนี้นั้น คงจะกลายมาเป็อาหารในวันถัดๆ ไปของทั้งสอง
อี้เหรินเฟิ่งคิดจะพักผ่อนอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งเพียงแค่คิดว่าต้องออกไปเดินตากแดด ก็เบื่อจะแย่แล้วอี้เหรินเฟิ่งใช้ชีวิตไปกับการฝึกวิชา และพักผ่อนอย่างสบายใจ
จะในมาถึงในค่ำคืนวันที่สามคืนนี้เป็คืนพระจันทร์เต็มดวง จู่ๆ ตอนเที่ยงคืนอี้เหรินเฟิ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นมาใจเขาเต้นรัว รู้สึกเหมือนมีการเรียกหาบางอย่างจากที่ใกล้ๆ แถวนี้
อี้เหรินเฟิ่งตั้งสมาธิพยายามจับความรู้สึกที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมานี้ เหมือนเป็เสียงเพรียกจากสายเื เขาทำสมาธิค้นหาทิศทางและออกเดินทางตามหา
ความรู้สึกนั้นมาจากใต้แอ่งน้ำเขาดำลงน้ำไปอย่างไม่ลังเล ค่อยๆ สำรวจไปเรื่อยๆหลังจากที่เขาจัดการจระเข้ั์ไปแล้วนั้น ในแอ่งน้ำแห่งนี้ก็ไม่ได้มีสัตว์ร้ายไดๆอีก เขาจึงไม่ลังเลที่จะกระโจนลงน้ำไปในตอนนี้
เขาดำน้ำสำรวจมาเรื่อยๆมาจนถึงกลางแอ่งน้ำ จุดที่ลึกที่สุดของแหลงน้ำนี้ มีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่งอี้เหรินเฟิ่งเคยลงมาสำรวจแล้วก็ไม่ได้พบความพิเศษไดๆ เขาจึงไม่ได้สนใจมันแต่มาบัดนี้นั้น ก้อนหินก้อนนี้กลับเรืองแสงประหลาดออกมา
ลำแสงมีสีทองเรืองรองออกมาจากก้อนหินวูบวาบ วูบวาบ อี้เหรินเฟิ่งตรงไปยังก้อนหินก้อนนั้นทันไดเขาวนสำรวจรอบๆ นอกจากแสงสีทองนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้พบอะไรที่ดูแปลกประหลาดอีก
อี้เหรินเฟิ่งว่ายน้ำเข้าไปใกล้รู้สึกได้ถึงความสนิทสนมคุ้นชินบางอย่าง เขาเอื้อมมือไปแตะก้อนหินก้อนนั้นเบาๆจากนั้นดวงตาของเขาก็วูบดับไป
เขามาโผล่อีกทีในอีกโลกหนึ่งที่นี่เป็โลกในจิตใต้สำนึก เต็มไปด้วยต้นหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตาเขาถูกดึงเข้ามาในนี้โดยก้อนหินประหลาดก้อนนี้
ด้านหน้าของเขานั้นยืนไว้ด้วยบุรุษผู้หนึ่งลำตัวสูงเพรียว ผมยาวสีดำ แต่ไม่สามารถเห็นใบหน้าได้ บุรุษผู้นั้นหันมามองทางอี้เหรินเฟิ่งแล้วกล่าวกับเขา
"ข้าอยู่ที่ใต้แอ่งน้ำนี้มากว่าแสนปีรอคอยเหล่าผู้ที่มีสายเืเดียวกันมาปลดปล่อยดวงิญญาของข้า"
"ในที่สุดข้าก็ได้พบ เ้าหนูบัดนี้พวกเราเหล่าเทพ สามารถยึดครองดินแดนมารอันโสมมนี้ได้แล้ว ใช่หรือไม่"
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็มึนงงไปในทันไดเทพอันได? ยึดครองอันได? คนผู้นี้เป็ใคร?
"เอ่อ ผู้าุโข้าเพียงแค่ผ่านทางมา ไม่เข้าใจที่ท่านพูดขอรับ"
ชายผู้นั้นมองกลับมาจ้องหน้าเขา"เช่นนั้น เ้าที่เป็คนของเผ่าเทพไฉนมาอยู่ในดินแดนอันโสมมแห่งนี้ได้กันเล่า"
"ตัวข้าโดนเก็บมาเลี้ยงั้แ่ยังเป็ทารกแล้วขอรับข้าไม่ทราบถึงต้นกำเนิดไดๆ ของข้าเลยขอรับ"
"เป็อย่างนั้นเองรึ"ชายผู้นั้นเงียบไปสักพักก็กล่าวขึ้นอีกว่า
"ข้ารู้สึกได้ถึงพลังแห่งสายเืในตัวเ้าแน่นอนแล้วว่าเ้านั้น เป็คนของเผ่าเทพ"
"เช่นนั้นแล้วในภายภาคหน้าเ้าจงกลับไปยังดินแดนเทพเสียเถิด เ้าไม่ควรอยู่ในดินแดนอันโสมมแห่งนี้"
"อ่าขอรับ"อี้เหรินเฟิ่งตอบกลับไป
"ในเมื่อได้พบเจอถือเป็วาสนาข้ามีเื่จะขอร้องเ้าหนึ่งเื่ หวังว่าเ้าจะช่วยข้า"
"ในเมื่อท่านขอร้องข้าข้าจะพยายามทำไห้เต็มที่ขอรับ"
ชายคนนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า"ตัวข้านั้นคือแม่ทัพเผ่าเทพนามว่า จางเหลียนเราได้ทำากับแดนมารเมื่อประมาณหนึ่งแสนปีก่อน"
"ตัวข้านั้นได้เสียชีวิตในาแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างนั้น ิญญาของข้าได้ถูกจองจำไว้ใต้แอ่งน้ำนี้"
"เพื่อที่ดวงิญญาจะได้ถูกปลดปล่อยข้าจะต้องใช้เืของคนเผ่าเทพเพื่อสักการะดวงิญญา"
"ถึงจะสามารถหลุดจากการจองจำนี้กลับไปสู่วัฎจักรเพื่อเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง"เ้าสามารถช่วยข้าได้หรือไม่จางเหลียนเหลียวหน้ามามองพร้อมกับเอ่ยออกไป
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินก็ตอบตกลงไปในทันทีเพื่อช่วยดวงิญญาดวงหนึ่งที่ถูกจองจำมากว่าแสนปีเขาคิดถึงความอ้างว้างที่คนผู้หนึ่งจะได้รับตลอดแสนปีที่ผ่านมานั้นมันคงจะเ็ปทรมานน่าดู
"ข้าจะต้องทำยังไงบ้างขอรับ"
อยู่ๆ อี้เหรินเฟิ่งก็กลับมาที่เดิมมือเขายังััอยู่ที่หินก้อนนั้น มีเสียงในหูดังขึ้นมาว่า"กรีดฝ่ามือของเ้าแล้วนำมาแตะที่ก้อนหินก็พอ"
ได้ยินดังนั้นเขาจึงหยิบมีดสั้นออกมากรีดลงบนฝ่ามือเืสีแดงสดไหลออกมาทันได เขานำมือไปวางบนก้อนหินก้อนนั้น พอมือวางลงบนก้อนหินแสงสว่างสีทองก็สว่างจ้าขึ้นมาทันได
อี้เหรินเฟิ่งรู้สึกได้ว่าเืของเขานั้นได้ถูกสูบออกไปจากกลางฝ่ามือ ค่อยๆ ไหลออกไปอย่างช้าๆ ช้าๆ สักพักก็ไหลออกแรงขึ้นแรงขึ้น อี้เหรินเฟิ่งหน้าเริ่มซีดแล้ว จะดึงมือออกก็ไม่ได้
แสงสว่างยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆสักพักก่อนที่เขาจะหมดแรง ก้อนหินก้อนนั้นก็ค่อยๆ เกิดรอยร้าวขึ้น รอยร้าวค่อยๆใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดแสงสว่างเจิดจ้าก็ะเิออกก้อนหินทั้งก้อนแตกกระจายไปในที่สุด
แสงสว่างค่อยๆ หายไปด้านหน้าของอี้เหรินเฟิ่งตอนนี้เหลือเพียงดวงแสงดวงหนึ่งแล้วก็มีเสียงของจางเหลียนดังขึ้นมาในหู
"ขอบใจเ้ามากเด็กน้อยที่ช่วยปลดปล่อยดวงิญญาของข้า ก่อนข้าจะไปข้าขอมอบเข็มขัดจักรวาลเส้นนี้ให้เ้า"
"เข็มขัดเส้นนี้ข้าได้ใช้เืของเ้าในการทำพันธะสัญญาไห้แล้วต่อจากนี้เ้าคือเ้าของคนใหม่ของมันแล้ว"
สิ้นเสียง ดวงแสงก็หายไปกลายมาเป็เข็มขัดหยกสีเขียวใสแวววาวเส้นหนึ่ง หัวเข็มขัดเป็รูปหัวักรงเล็บักุมไข่มุกสีม่วงเข้มอยู่ อี้เหรินเฟิ่งค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบเข็มขัดหยกมาไว้ในมือ
จากนั้นจึงขึ้นจากน้ำนำเข็มขัดหยกเส้นนั้นไปช่วยกันดูกับจินฉาน เมื่อทั้งสองได้พากันสำรวจคร่าวๆ แล้วอี้เหรินเฟิ่งจึงถ่ายพลังเข้าไปยังเข็มขัด ส่งจิตสำนึกเข้าไปยังเข็มขัด
ทันไดนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็ใยิ่งภายในเข็มขัดนั้น เหมือนกับโลกเล็กๆ ใบหนึ่งก็ว่าได้เขาสามารถเก็บของเข้ามาในนี้ได้รวมทั้งยังสามารถเก็บสิ่งมีชีวิตไว้ในนี้ได้ด้วยเช่นกัน
ภายในนั้นคือโลกอีกหนึ่งใบที่แท้จริงมีทั้งูเาขนาดย่อม ป่าไม้ ทุ่งหญ้า แม่น้ำ มีแม้กระทั่งพลังปราณไหลเวียนอยู่เห็นดังนั้นเขาก็จับจินฉานยัดเข้ามาภายในนี้
เมื่อจินฉานได้เห็นก็ใในทันได
"ท่านพี่นี่มันคือสมบัติเทพในตำนานอย่างแน่นอน มันคือโลกอีกโลกหนึ่งท่านสามารถปลูกสมุนไพริญญาในนี้ด้วยซ้ำ"
เมื่อได้ยินเขาจึงนำสมุนไพริญญาที่มีอยู่ทั้งหมดใส่เข้าไปในเข็มขัดแล้วไห้จินฉานจัดการปลูกไห้หมด
"จินฉานจากนนี้เ้ารบกวนเ้ากลายเป็คนสวนไห้ข้าแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า"
"ก็ได้ท่านพี่ข้าจะได้ดูดซับพลังงานในท้องอย่างสบายใจสักที แต่ว่าเมื่อไดที่ท่านเข้าเมืองหรือพบเจอของวิเศษ ท่านต้องเรียกข้านะ"
"เข้าใจแล้วๆ"อี้เหรินเฟิ่งไห้สัญญากับจินฉาน
ผ่านไปอีกสองวันอี้เหรินเฟิ่งกลับมาสดชื่นเต็มกำลังแล้ว เช้าวันนี้อยู่ๆ ก็มีโชคดีวิ่งเข้ามาหาวิ่งเข้ามาหาจริงๆ เป็อูฐสองตัว พากันวิ่งมาทางโอเอซิสแห่งนี้ "ในที่สุดข้าก็มีสัตว์ขี่เอาไว้ข้ามทะเลทรายแล้ว"
อี้เหรินเฟิ่งจึงอยู่รอจนกว่าอูฐทั้งสองกลับมามีพละกำลังสมบูรณ์เต็มเปี่ยมอีกครั้ง เขาก็ออกเดินทางต่อในทันไดเขาได้กำหนดทิศทางเอาไว้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่มากน้อยในการเดินทางฝ่าทะเลทรายิญญาครวญแห่งนี้