บทที่ 34 ศัตรู
วันนั้น เหตุการณ์ก็เป็นแบบนี้ ตอนแรก....พ่อแม่และพี่ชายนั้นออกไปทำเรื่องเอกสารนอกบ้าง ทิ้งเขาไว้กับทวดที่แสนดี เมื่ออีกฝ่ายหลับตาลงแล้ว เขาก็คิดว่าจะไปหาข้าวกินข้างล่าง ปรากฏว่าลุงสามสารเลวนั้นคิดไม่ซื่อกับเด็กน้อยที่อายุไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ มันพยายามลากเขาเข้าห้องน้ำไปทำเรื่องเลวทรามแต่เขาไม่ยอม
มือคว้าเอาแก้วได้ก็ฟาดไปที่อีกฝ่ายอย่างแรงจนคนหัวแตกร้องโวยลั่นราวกับหมาบ้า จากตอนแรกที่ทุกคนได้ยินเสียงของเขาร้องแต่กลับไม่เข้ามาช่วย พอได้ยินว่าเป็นน้องชายของตนเองร้องบ้างก็กรูกันเข้าวมา ป้าใหญ่ที่ตอนนั้นเห็นว่าน้องชายถูกทำร้าย ไม่สนถูกผิดและคิดว่าเป็นเขาที่ยั่วยวนอีกฝ่ายเอง ลงมือทุบตีอย่างหนักจนเลือดตกยางออก ตอนนั้นลุงใหญ่ไม่รู้โกรธอะไรมาก็บันดาลโทสะใส่เขา ลุงสองก็ไม่น้อยหน้าเลย ยิ่งลุงสามที่สะใจอยู่นั้นเขายังจำสายตาพวกมันได้ดี
ถ้าไม่ใช่เพราะทวดที่ลงมาเห็นว่าเขาเกือบจะตายแล้วก็เลยบอกให้คนอื่นหยุด เขาก็คงจะตายไปจริงๆ กระนั้นเขาก็ได้รู้ตั้งแต่วันนั้นว่าทวดไม่ได้รักเขาจริงใจนัก เขายังจำสายตาไม่พอใจที่เห็นว่าลูกชายตนเองถูกทำให้เลือดออกด้วย คนมองดูเขาถูกซ้อมจนเกือบจะตายแล้วจึงได้ออกปาก
ตอนนั้นเขากลัวมาก กลัวว่าจะถูกทำร้ายอีก พอพ่อแม่และพี่มาเห็นก็ไม่กล้าเล่าอะไรเลย นอนโรงพยาบาลหลายวัน แต่เพราะทั้งสามไม่ต้องการให้เขาจำเรื่องไม่ดีอีกก็เลยไม่ถามถึงมัน
แน่นอนว่าพี่ชายก็เพิ่งจะได้รู้วันนี้แหละ!
เอาสิ! พอถึงตอนนี้ เขาอยากจะรู้นักว่าคนชอบหน้าตาทั้งหลายนี้จะทำยังไง
“เกิดอะไร” เสียงแหบแห้งของผู้อาวุโสในบ้านดังขึ้น แม้ว่าเขาจะแก่จนเกือบจะลงโลงแล้ว กระนั้นก็ยังถือว่ามีหน้ามีตาอยู่บ้าง รถเข็นของอีกฝ่ายเข้ามาแทรกระหว่างผู้คน ต้นหนาวที่ยังช็อกอยู่มองเขม็งไปที่คนแก่ด้วยสายตาที่แดงก่ำ
เขาโกรธมากในตอนนี้ เขาเพิ่งรู้ว่าคนสารเลวพวกนี้คิดจะทำอะไรน้องชายของเขาในวันนั้น!
ถ้ารู้ก่อนหน้านี้ เขาจะทำให้พวกมันทุกข์มานให้เหมือนตายกันทุกคน ไม่สิ!ต่อให้รู้ตอนนี้ เขาก็สาบานว่าถ้าพวกมันตายดี เขาจะไม่ขอเป็นเหมันต์อีกต่อไป
“ทะ ทวด ฮือ ทวด ช่วยด้วย ทวดอย่าให้พวกเขาตีผม ทวด! อ๊า!!” เด็กน้อยเหมือนได้ยินเสียงของความช่วยเหลือ เขาคว้าไปในอากาศพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างทรมานสุดใจ อย่างไรก็ตามหน้าของต้นหนาวก็มืดครึ้มลงเรื่อยๆ กระทั่งร่างของน้องหมดสติไปทั้งอย่างนั้น
ต้นหนาวรับเอาน้องชายอยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยความเป็นห่วง คนมองเด็กน้อยที่สลบไปแต่ยังพึมพำบอกไม่ให้คนแก่ปล่อยให้เขาตายอย่างทรมานแสนสาหัส
เมื่อเห็นท่าทางของสองพี่น้อง คนอายุมากที่สุดก็เหมือนขาดอากาศหายใจ เขาพยายามจะสูดอากาศเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนี่จะจำภาพในวันนั้นได้อีกเหมือนเป็นภาพหลอกหลอนเจ้าตัว ทั้งๆที่เขาให้พวกหลานๆลองไปหยั่งเชิงแล้วนี่ ไม่ใช่ว่าพวกมันมาบอกหรอว่าเจ้าเด็กเหลือขอนอกไส้นี้เมื่อพูดถึงเขาก็ยังมีความรักความเคารพเต็มเปี่ยมน่ะ แล้วนี่มันอะไร!
“หนาว...แค่ก...” ชายชราเรียกชื่อหลานอย่างสนิทสนม ทว่าสิ่งที่เขาได้รับคือสีหน้าเหมือนมัจจุราชที่จ้องแย่งชิงลมหายใจของตนเองอยู่
“วันนี้ฉันก็แค่มายืนยันตัวตนเท่านั้น เนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่ได้ต้อนรับพวกเราตั้งแต่แรก ทั้งยังเคยทำร้ายร่างกายของน้องชายจนเข้าโรงพยาบาลหลายวัน เห็นแก่ที่ยังกล้าจะเชิญฉันมาร่วมงานในบ้านสกปรกๆแห่งนี้ ก็จะขอมอบของขวัญชิ้นที่ล้ำค่าที่สุดให้แล้วกัน” ต้นหนาวพูดด้วยความเกลียดชัง เขาอุ้มน้องเข้ามาในอ้อมแขนในท่าเจ้าหญิง เตรียมจะจากไป
“ตามสัญญาที่ได้ลงตราของตระกูลเอาไว้ แม้จะใช้นามสกุลเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วพวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย สัญญานั้นจะโพสลงหน้าหลักของบริษัทเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ นอกจากนี้....ฉันคือตัวแทนของ TIMEsTULA และบริษัทในเครือทั้งหมด หลังจากนี้จะไม่สนับสนุนธุรกิจใดๆของบ้านอธิบรักขณกุลนี้เลย และขอประกาศวางตัวเป็น “ศัตรู” ทางธุรกิจตลอดไป .... ขอบคุณที่ดูแลน้องผมเป็นอย่างดีเรื่อยมา” ต้นหนาวประกาศออกสื่ออย่างจริงจัง เขาผลักให้มันกลายเป็นหน้าเสิร์ชฮอตฮิตตลอดหลายเดือนเพื่อย้ำเตือนว่าใครจะทำธุรกิจกับครอบครัวนี้จะต้องเจอดีกับเขาแน่ๆ
เพราะการขยับตัวแค่ก้าวเดียวของเขา คำพูดไม่กี่ประโยคก็สั่นทะเทือนไปทั้งโลก บริษัทที่เคยร่วมงานเคยเป็นคู่ค้ามาก่อนต่างก็ถอนตัวอย่างรวดเร็ว การคว่ำบาตรของ TIMEsTULA ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย นี่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวกันไปหมดแล้ว คนที่จะดันตนเองมาเป็นคู่แข่ง หลังจากที่เห็นการเคลื่อนไหวนี้จากผู้คนทั่วโลก พวกเขาก็ได้แต่ต้องคิดใหม่ บางคนพับแผนนี้ทิ้งแล้วเปลี่ยนมาประจบประแจงแทนด้วยซ้ำ
ตระกูลอธิบรักขณกุลตกต่ำอย่างสุดขีดกระทั่งธุรกิจหลักของพวกเขาถูกฟ้องล้มละลายในเวลาต่อมา แต่ดูเหมือนว่าคนแก่ยิ่งมีรสชาติ คนชราที่สุดรับความเสียหายใหญ่หลวงนี้ด้วยตนเอง ดันรายชื่อลูกๆคนอื่นให้ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นคนพวกนี้จึงยังลอยหน้าลอยตาในสังคมอยู่ได้
ทว่ามันก็เข้าแผนของต้นหนาวพอดี คนที่ทำร้ายน้องชายของเขาจะให้ตายง่ายๆได้ยังไงล่ะ จริงไหม?
กลับมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้นหนาวอุ้มเด็กน้อยแนบอกก่อนจะหันหลังกลับ ไม่สนใจท่าทางแตกตื่นของแขกมากมายที่มาร่วมงานซึ่งคราแรกนั้นยืดอกอย่างภูมิใจเสียเหลือเกินที่ได้มาเป็นสหายของบ้านอธิบรักขณกุลซึ่งมีคนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก
ฉับพลันก็เหมือนแผ่นดินพลิกฟ้าถล่มลงมาเสียอย่างนั้น เปลี่ยนมิตรสหายกลายเป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว พวกเขาแตกฮือวิ่งหนีราวกับหนีตายเพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกหมายหัว ไม่นานคนจากบ้านใหญ่ที่คิดว่าสูงส่งมากมายก็ได้แต่มองหน้าตนเอง คิดตั้งใจจะทำให้พวกตนได้กลายเป็นหนึ่งในสังคมชนชั้นสูง กลับกลายว่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดในแผ่นดินไปเสียได้
ผู้สูงอายุมากที่สุดคำรามลั่นด้วยความโกรธ โรควัยชราที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอยู่แล้วก็ยิ่งซ้ำเติมให้อาการหนักขึ้น คนแก่กุมอกของตนเองอย่างเจ็บปวด ดีที่ได้หมอซึ่งตามมาดูแลอาการอย่างใกล้ชิดเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันก็จะได้ช่วยเหลือทัน ไม่คิดเลยว่าจะได้มาช่วยเหลือเพราะจะเป็นความดันเนื่องจากคนที่พวกเขาเฝ้ารอให้มาถึง
ชายชราที่อายุกว่า 80 ปีหอบเอาลมหายใจเข้าปอด มองหน้าหลานๆที่ยกโขยงไปบ้านของอีกฝ่ายแล้วกลับมาดี๊ด๊าว่าเหลนนอกไส้นั้นยังซาบซึ้งในพระคุณของเขาอยู่เลย แล้วทำไมวันนี้มันมาบ้าคลั่งอยู่ที่นี่ได้
“เกิดอะไรขึ้น พวกแกสักคนบอกฉันมาว่าเกิดอะไรขึ้น!!” แม้ว่าเสียงจะแหบแห้ง ทว่าก็ยังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด หมอรีบให้สูดเอาออกซิเจนเข้าไปด้วยกลัวว่าจะหมดสติ ทำให้เขาพูดได้ไม่กี่คำ แต่ยังใช้สายตากดดันได้อยู่
“ผมไม่รู้ ยังไม่ทันจะได้เข้าไปเลยก็เห็นไอ้เด็กเหลือขอนั่นเป็นแบบนั้นแล้ว” ลุงใหญ่สบถขึ้นมา คาดว่าหลังจากวันนี้ไป พวกสำนักข่าวจะเล่นเรื่องนี้กันทั้งวันทั้งคืนอย่างแน่นอน
อะไรคือป้าใหญ่ ลุงใหญ่ ลุงรองทำร้ายเด็ก
แล้วอะไรคือลุงสามจะข่มขืนมัน!!
ไหนจะร้องขอความเมตตาจากทวดแต่กลับถูกทิ้งอีก นี่มันคิดจะทำให้ทุกคนในตระกูลตกตายกันตามๆกันเลยหรือ? แล้วไอ้พี่ชายของมันจะหุนหันพลันแล่นไปไหม? นี่มันไม่คิดฟังอะไรเลย จู่ๆก็ก่นด่าสาปแช่งแล้วก็ประกาศให้ทั้งโลกรู้ว่ามีศัตรูคือคนในตระกูลเนี่ยนะ? มันไม่คิดถึงหน้าบรรพบุรุษเลยหรือไงวะ
อีกอย่าง...นั่นมันเรื่องเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วไหมล่ะ? ถ้ามันกลัวพวกเขาขนาดนั้น วันนั้นทำไมไม่เห็นแสดงอาการอะไรเลย จู่ๆวันนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายก็บ้าคลั่งเหมือนคนโรคจิตสติไม่สมประกอบเนี่ยนะ
“ผมก็เปล่านะครับคุณปู่ เห็นแค่ว่าพี่สาวใหญ่เดินไปหามัน หลังจากนั้นมันก็เป็นบ้าเลย” ลุงสองพูดขึ้นมา เขายกมือขึ้นแสดงตนเป็นผู้บริสุทธิ์เสียเหลือเกินเลย
คนแก่มองข้ามหลานชายคนที่ 3 ไปด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะจ้องไปที่หลานสาวคนโตเขม็ง
“ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรนะคะ เดินเข้าไปทักทายมันก็มีอาการเลย” เธอรีบแก้ตัวทันทีเพราะกลัวว่าจะถูกดุด่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้นำตระกูลแล้ว แต่ทรัพย์สินบางส่วนก็ยังไม่ได้โอนเลย ไหนจะเครือข่ายที่อีกฝ่ายมีก็ยังจำเป็นอยู่ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงวางยาฆ่าตาแก่จอมอำนาจนี่ไปแล้ว
“พ่อ อย่าเพิ่งไล่หาความผิดเลย ทางที่ดีเราควรจะแก้ไขเรื่องนี้ก่อน ผมคิดว่าเราควรจะตั้งแถลงการณ์หน่อยนะครับ ยังไงเด็กนั่นก็มีอาการเหมือนเป็นโรคทางจิต ถ้าอย่างนั้นเราก็สร้างหลักฐานเท็จว่ามันเป็นคนโรคจิตตั้งแต่ก่อนเข้าบ้านพวกเรา ให้ใครสักคนมาปลอมเป็นพ่อแม่เลี้ยงมันก่อนหน้าที่จะส่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้บอกว่ามันมีพฤติกรรมเหมือนคนจิตหลอน ชอบคิดว่าคนอื่นทำร้ายมันดีไหมครับ ถ้ามันเป็นไปได้ด้วยดี เจ้าหนาวก็จะเปลี่ยนมุมมองต่อพวกเราไปในทีเดียวเลย” คนเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันกล่าวออกมา
ความคิดของเขาทำให้ใครหลายๆคนตาสว่างวาบ ทว่าคนที่เป็นขิงแก่ที่สุดกลับขมวดคิ้ว แม้ว่าเขาจะไม่สามารถหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้ เขาก็ยังไม่คิดว่าวิธีนี้ควรทำอยู่ดี กระนั้นเขาก็แก่ชรามากแล้ว เรื่องนี้ควรจะปล่อยให้ลูกหลานเป็นคนจัดการเองก็แล้วกัน
“เรื่องนี้เป็นพวกแกที่สร้างปัญหา ถ้าอย่างนั้นก็จัดการกันเองแล้วกัน” เขาพูดหลังจากถอดเครื่องช่วยหายใจแล้วให้หมอเข็นไปที่ห้องนอนเสียที เขาอายุมากแล้วและรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เริ่มแรกเดิมทีตัวเขานั้นก็อยากให้ลูกหลานรักใคร่กันตามคำสั่งสอนของบิดานั่นแหละ อย่างไรก็ตามมันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเขาไม่เห็นแววในตัวลูกชาย แต่เห็นแววจากหลานชายคนสุดท้องของเจ้าลูกชายตัวดีนั่น
เพื่อตระกูลแล้ว เขาสั่งสอนทุกอย่างให้หลานชายและตั้งใจจะให้สืบทอดตระกูลก่อนที่เขาจะตาย ใครจะคิดว่าพ่อของหลานกลับอิจฉาลูกตนเองแล้วก็วางแผนต่างๆนานาเพื่อใส่ร้าย กระทั่งเจ้าหลานชายไปหอบเอาเด็กที่ไหนไม่รู้มาเป็นลูก ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะพอใจกับการตัดสินใจนี้ ขนาดมีพี่น้องสายเลือดเดียวกันยังไม่วายฆ่ากันเพราะสมบัติ เขาไม่เห็นด้วยที่หลานจะไปเอาคนต่างสายเลือดมายุ่งเกี่ยวอีกคน หากมันทำร้ายหลานและเหลนชายของเขาจะว่าอย่างไร
ใครจะรู้ว่าหลานชายกลับหน้ามืดตามัว ไม่สนใจคำแนะนำของเขาแล้วจัดแจงจดทะเบียนรับมาเป็นบุตรอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ทว่าก็ใช่ว่าจะรักเด็กนั่นเหมือนลูกหลานแท้ๆเสียเมื่อไร ตอนที่เห็นว่ามันทำร้ายให้หลานชายของเขาบาดเจ็บ เขาอยากจะฆ่ามันให้ตายกับมือ แต่ก็รู้ว่าหลานสี่นั้นเป็นคนเช่นไร อีกฝ่ายรับคำสั่งสอนของเขามาทั้งหมด ถ้าเขาลงมือเอง ก็เกรงว่าทุกอย่างจะจบลงไม่สวย
คิดไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้วมันก็จบลงไม่ดีจริงๆ หลานชายแยกออกจากบ้าน บอกไม่ขอยุ่งเกี่ยวในเรื่องของตระกูลอีก ตำแหน่งผู้นำตระกูลจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมอบให้ลูกชายไปก่อน คาดหวังว่าถ้าหลานชายหายโกรธแล้วกลับมาขอขมา ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้ชี้แนะให้ลูกชายมอบตำแหน่งให้อีกฝ่ายไป
ใครจะคิดว่าความตายของหลานชายที่เขารักนั้นมาเร็วเกินไป หลังจากนั้นก็เลยเลิกสนใจไปเลย ปล่อยให้เหลนอยู่กันไปตามยถากรรม เพราะอย่างไรพวกเขาตัดกันไปหลายปีก็ไม่ได้ผูกพันกันแล้ว
แต่ที่เขาไม่คาดฝันก็คือเชื้อมันไม่ทิ้งแถว ไม่นานก็ได้ยินเรื่องการทำธุรกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆจนเทียบเท่าธุรกิจของตระกูลเสียแล้ว ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นเดียวกับพวกเขาได้อย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะค่อยๆขึ้นเหยียบบันไดที่สูงกว่าที่ตระกูลอธิบรักขณกุลเคยทำมา นี่ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น อยากจะเรียกให้เหลนชายคนนี้มาเรียนวิชากับเขาเสียหน่อย
ซึ่งผลที่ได้ นอกจากจะไม่สามารถจับไก่ได้แล้ว ยังเสียข้าวสุกไปอีก!
การเสียหน้าต่อประชาชีครั้งนี้ เขาอยากจะลากไอ้พวกลูกหลานไม่ได้เรื่องมาตบหน้าเรียงคนจริงๆ!
ในคืนนั้นข่าวที่โด่งดังที่สุดย่อมเป็นเรื่องของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนมากมายต่างก็รับข่าวอย่างเมามัน ยิ่งประเด็นที่ต้นหนาวพูดเอาไว้สองแง่สองง่ามกับน้องชายบุญธรรมยังไม่จบลง ตอนนี้กลายเป็นว่ามีเรื่องอื่นที่หน้าสนใจมากกว่านี้อีก
ใบหน้าซีดขาวของปลายฝนนั้นแสดงออกมาได้ดีเกินไป ทุกคนจากที่คิดว่าอีกฝ่ายคิดจะเกาะพี่ชายก็เริ่มหันมาเข้าข้าง เริ่มสงสารที่เขาเหมือนกับมีปมในใจ และบางคนยังคิดไปไกลว่าที่อีกฝ่ายเกาะพี่ชายเช่นนี้อาจจะเพราะตอนเด็กๆเจอเรื่องที่ร้ายแรงมากๆมา ยิ่งเมื่อรู้ว่าพี่ชายของบิดาบุญธรรมนั้นต้องการข่มขืนตนเองที่อายุเพียง 9 ขวบปี ใครจะไม่สงสารเด็กคนนี้บ้าง
ปลายฝนมองดูข่าวสารและทิศทางซึ่งได้กำลังส่วนหนึ่งของคนเป็นพี่ตรึงแนวความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ให้เป็นไปในทางเดียวกันด้วยความรู้สึกสนใจ
ไม่ว่าจะตอนไหน ดูเหมือนกระแสความคิดของผู้คนก็มักจะเป็นแบบนี้ ตราบใดที่ความคิดเห็นส่วนใหญ่นั้นไปในทิศทางเดียวกัน คนอื่นๆก็จะเข้ามาแล้วถูกเปลี่ยนความคิดให้ไปเหมือนๆตนเองได้อย่างง่ายดาย หากคิดแปลกแยกออกมาก็กลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับเสียอย่างนั้น
ร่างเล็กนอนกลิ้งไปมาบนเตียงอย่างเหนื่อยแรง ตัวเขานั้นถูกพามาพักผ่อนที่บ้านทันทีที่เกิดเรื่อง กระทั่งเวลาผ่านไปจนถึงยามดึกแล้วจึงได้ฤกษ์ตื่นขึ้นมาเสียที
“ตื่นแล้ว?” ต้นหนาวเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ เมื่อเห็นน้องชายนอนกลิ้งไปกลิ้งมาก็เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ข้างๆกันนั้นมีแพทย์ที่สวมชุดขาวเดินตามเข้ามาด้วย สายตาของอีกฝ่ายกวาดมองไปที่ร่างบางซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะยังมีใบหน้าซีดขาวอยู่ ทว่าก็ยังดูสดชื่นขึ้นมามากแล้ว
คนมากด้วยประสบการณ์ถอนหายใจออกมาก่อนจะกล่าว
“ดูแล้วน่าจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่เข้าไปกระทบกับจิตใจของคุณชายรองนั่นแหละครับ ทางที่ดีไม่ควรจะพาคุณชายรองไปในสถานที่ที่มีบรรยากาศแบบนั้นอีก” คนพูดขึ้นมา
หลังจากที่เขาได้มองการแสดงออกของปลายฝนก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การแกล้งทัน มันคือการกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจจริงๆ แม้ว่าบางจุดจะแสดงออกมารุนแรงเกินไปจนคล้ายอาการจิต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นอาการรุนแรงอะไร เพราะดูจากประวัติของคนป่วยแล้วไม่ได้มีผลกระทบอะไร เว้นแต่เหตุการณ์ในวันนี้
แน่นอนว่าที่หมอเข้าในนั้นไม่ผิดเลย นี่ไม่ใช่ทักษะการแสดงชั้นยอดของเขาเท่านั้น ทว่าในอดีตเขาเคยเกือบถูกล่วงละเมิดจริงๆจากผู้ชายกักขฬะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่เข้าไปช่วย เขาก็คงจะกลายเป็นของเล่นของพวกมันแน่นอน
แม้ว่าตอน 9 ขวบจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นจริงและได้สร้างบาดแผลให้เขาไปชั่วขณะหนึ่ง อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้รุนแรงจนทำให้เขาจำได้ถึงตอนนี้ ที่เขาจำได้จริงๆคือเหตุการณ์ก่อนตายนั่นแหละ เมื่อได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บวกกับทักษะการแสดงของเขา เขาได้ดึงเอาความหวาดกลัวตอนนั้นออกมาใช้ คนจินตนาการสูงเช่นเขาสามารถจำลองเหตุการณ์ออกมาได้อย่างแนบเนียนเลยทีเดียว
ต้นหนาวมองดูน้องชายด้วยความสงสาร เมื่อก่อนรู้เพียงว่าน้องน้อยนั้นถูกทำร้ายร่างกาย เขาไม่เคยคิดว่าเด็กน้อยของเขาถูกทารุณจิตใจมากขนาดนี้
“ประธาน” ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยเรื่องการรักษาขั้นต่อไป เชษก็เอ่ยออกมาอย่างเป็นกังวล
“มีอะไร?”
“คนที่บ้านใหญ่ออกแถลงการณ์ครับ พวกเขาบอกว่าคุณชายรองมีอาการจิตตั้งแต่ก่อนจะมาอยู่ที่ตระกูลอธิบรักขณกุลแล้ว พวกเขาเจอทั้งพ่อแม่เดิมของคุณชายรองก่อนที่จะพามาทิ้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งมาเป็นพยานให้ครับ ทั้งยังบอกว่าประธานเข้าใจผิด และความจริงเรื่องนี้เป็นพวกเขาผิดที่ปกปิดมันไว้ครับ” เมื่อได้ยินเชษรายงานจบ คิ้วของปลายฝนก็กระตุกอย่างช่วยไม่ได้
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนพวกนี้จะหน้าหนาเสียขนาดนั้น ออกมาแสดงตัวว่าเป็นคนดีได้หน้าด้านๆ ทั้งยังสร้างเรื่องราวขึ้นมาได้เก่งกว่าผู้กำกับเสียอีก
..........................................