'์ประทานนิมิตมงคล ศักยภาพระดับสีทอง!'
ตัวอักษรแปดคำนี้ดังก้องะเืเลื่อนลั่นซ้ำไปซ้ำมาในหัวของไป๋จ่าน
ทว่าสีหน้าของยอดฝีมืออย่างเขากลับอัปลักษณ์ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม ไป๋จ่านแค่นยิ้มขมขื่นออกมาอย่างหมดสภาพ
"คราวนี้ถือว่าฉันยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้วจริงๆ ใครมันจะไปฝันว่าเมืองรูหนูอย่างเหิงเฉิง จะบ่มเพาะสัตว์ประหลาดอัจฉริยะที่เผ่ามนุษย์ไม่เคยพบเจอมานับร้อยปีได้!"
ไป๋จ่านสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาแปรเปลี่ยนเป็บ้าคลั่งถึงขีดสุด!
เขาแหงนหน้ามองนิมิตศักดิ์สิทธิ์บนฟากฟ้า เขาตระหนักดีว่า... ต่อให้ตัวเองจะเป็ถึงยอดฝีมือขอบเขตกายาทองคำ แต่การจะกลบเกลื่อนนิมิตฟ้าดินระดับมหึมานี้... เป็เื่เพ้อเจ้อ!
ในเมื่อปกปิดไม่ได้ งั้นก็ต้อง...
ขวางเอาไว้!
ต้องขวางเอาไว้จนกว่ากำลังเสริมระดับสุดยอดของเผ่ามนุษย์จะมาถึง! ต่อให้เขาต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ซูอวี่ก็ห้ามมีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ!
เพราะเด็กคนนี้คือ... ไพ่ตายและความหวังในอนาคตของเผ่ามนุษย์!
ในขณะเดียวกัน
ห่างออกไปหลายสิบลี้ ณ แนวป่าทึบนอกเมืองเหิงเฉิง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพลันหันขวับกลับไปมอง
เมื่อเห็นนิมิตแสงสีทองอร่ามที่อาบย้อมผืนฟ้าเหนือเมืองเหิงเฉิง คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
"ฉันเพิ่งจะก้าวเท้าหนีออกมาได้ไม่ทันไร เมืองเหิงเฉิงมันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย!?"
ใบหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอิดโรย เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งเปรอะเปื้อนโคลนเลน สภาพดูทุลักทุเลและสมเพชสุดขีด
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ 'หลี่เทียนเฮ่อ' ที่เพิ่งวิ่งหางจุกตูดหนีตายออกมานั่นเอง!
หลี่เทียนเฮ่อจ้องเขม็งลึกเข้าไปในเมืองเหิงเฉิง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาสาดประกายอาฆาตมาดร้าย
"หลิวขวง... ไอ้เด็กเวรซูอวี่... ฝากไว้ก่อนเถอะ! รอฉันรวบรวมกำลังกลับมาก่อน พ่อจะถลกหนังพวกแกชำระหนี้แค้นให้สาสม!"
ใบหน้าของหลี่เทียนเฮ่อบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ก่อนจะหันหลังพุ่งทะยานหายลับเข้าไปในความมืดมิดของพงไพรโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
......
ณ ชั้นดาดฟ้าของตึกศูนย์ใหญ่สมาคมนักสู้ มณฑลเจียงหนาน
ชายชราผู้มีเรือนผมขาวโพลน ทว่าใบหน้ากลับเต่งตึงไร้รอยเหี่ยวย่นราวกับทารก กำลังเอนกายทอดอารมณ์อยู่บนเก้าอี้หวาย
เก้าอี้โยกไกวไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อย ท่าทางดูผ่อนคลายสบายใจเฉิบ
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คลื่นพลังงานลี้ลับสุดหยั่งคาดระลอกแล้วระลอกเล่า พลันแผ่ซ่านทะลวงฝ่ามิติส่งตรงมาจากแดนไกล!
ดวงตาของชายชราเบิกโพลงขึ้นทันควัน!
ั์ตาที่กระจ่างใสดุจเด็กทารก ทอประกายแสงเจิดจ้าบาดตา!
เขาลุกพรวดจ้องเขม็งไปยังประกายสีทองศักดิ์สิทธิ์ที่สาดทอมาจากสุดขอบฟ้า ณ แห่งหนนั้นปรากฏเสียงวิหคเพลิงกรีดร้องกังวาน และเสียงัเทวะคำรามกึกก้องสะท้านฟ้า!
ทั่วทั้งขอบนภาถูกปกคลุมไปด้วยมวลคลื่นพลังสิริมงคลอันมหาศาล!
สีหน้าผ่อนคลายของชายชราพลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดดุดัน
"์เบิกเนตรประทานนิมิต... นี่มัน... กำเนิดอัจฉริยะศักยภาพระดับ 'ราชัน' งั้นรึ!?"
"ทิศทางนั้นมัน..."
"ทิศของเมืองเหิงเฉิง? ถ้าจำไม่ผิด... เ้าหนูไป๋จ่านน่าจะโดนส่งตัวไปทำธุระที่นั่นพอดีไม่ใช่หรือไง?"
"หรือว่านิมิตสะท้านฟ้านี่จะเป็ฝีมือคนของไป๋จ่าน?"
"ไม่ได้การ! ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตา! หากชักช้าปล่อยให้พวกลัทธินอกรีตชิงลงมือตัดหน้า งานนี้ได้พินาศย่อยยับแน่!"
ชายชราสบถพึมพำกับตัวเองเสียงเครียด
วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็อันตรธานหายวับไปจากเก้าอี้หวายอย่างไร้ร่องรอย! และเมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง... เขาก็ไปยืนตระหง่านอยู่บนน่านฟ้าเบื้องบนเรียบร้อยแล้ว!
เบื้องล่างฝ่าเท้าของเขาราวกับมีเส้นทางมิติที่มองไม่เห็นทอดตัวยาวออกไป
ทุกย่างก้าวที่ชายชราเหยียบย่างลงไปบนอากาศ มวลอากาศและระยะทางนับร้อยนับพันลี้เบื้องล่าง ล้วนถูกหดบีบย่นระยะเข้ามาในชั่วพริบตาเดียว!
และจุดหมายปลายทางของการหดมิตินี้... คือเมืองเหิงเฉิง!
......
ณ ส่วนลึกสุดของเทือกเขาลี้ลับแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงหนาน
ใจกลางหุบเขาเวิ้งว้าง มีปากถ้ำขนาดมหึมาซ่อนพรางตัวอยู่
หากมองจากภายนอก มันก็เป็เพียงปากถ้ำหินธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรสะดุดตา ทว่าหากทะลวงสายตาลึกเข้าไปภายใน...
จะพบว่าูเาั์ทั้งลูก... ถูกคว้านทะลวงจนกลวงโบ๋ไปหมดแล้ว!
ภายในใจกลางูเากลวง ซ่อนเร้นไว้ด้วยสถาปัตยกรรมระดับพระราชวังใต้ดิน!
ในสถานที่ที่แสงตะวันไม่มีวันสาดส่องลงมาถึง กลับสว่างไสวไปด้วยแสงเรืองรอง ไข่มุกราตรีเม็ดเป้งนับไม่ถ้วนถูกประดับประดา สาดแสงสว่างจ้าอาบย้อมทั่วทั้งห้องโถง
ณ ใจกลางตำหนัก ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทหลายร่าง นั่งรวมตัวกันอย่างเงียบเชียบรอบโต๊ะกลมศิลา
โต๊ะกลมตัวนั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร จัดวางที่นั่งไว้ทั้งหมดสิบสองที่
ทว่า... มีเก้าอี้บางตัวถูกปล่อยทิ้งให้ว่างเปล่า
มีผู้เข้าร่วมประชุมอยู่ที่นี่เพียงแค่แปดคนเท่านั้น!
"์ประทานนิมิตมงคล... เผ่ามนุษย์อันโสมม กำลังจะได้ตัวตนระดับ 'ราชัน' ถือกำเนิดขึ้นมาอีกคนแล้ว!"
น้ำเสียงแหบพร่าดุจภูตผี ดังออกมาจากปากของชายชุดดำที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน
น้ำเสียงนั้นชวนให้ขนหัวลุกซู่ ราวกับเอาเศษแก้วแตกมาขูดลากไปตามพื้นเหล็ก แสบแก้วหูจนแทบคลั่ง!
สิ้นคำนั้น ทั่วทั้งโถงมิติก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหาระเืเย็น!
"ข้าจะไปเด็ดหัวมนุษย์อัจฉริยะผู้นั้นเดี๋ยวนี้! ในยามที่บารมีแห่งท่านเทพ์ไร้พ่ายกำลังแผ่ขยาย เผ่ามนุษย์ใกล้ถึงคราวล่มสลายเต็มที พวกเราเองก็สมควรจะออกแรงเชือดไก่ให้ลิงดูบ้าง!"
ชายชุดดำผู้หนึ่งหยัดกายลุกขึ้นพรวด น้ำเสียงของเขาดุดันหนักแน่น อัดแน่นไปด้วยพลังกดดัน
"เหอะ! เ้าโง่! เ้าคิดว่าพวกสมาคมนักสู้มันกินหญ้าเป็อาหารหรือยังไง? หากข้าเดาไม่ผิด ป่านนี้พวกหมาเฝ้าบ้านของสมาคมนักสู้ คงจะแห่กันเคลื่อนพลไปคุ้มกันแล้วแน่ๆ!"
น้ำเสียงแหลมปรี๊ดของชายอีกคนดังแทรกขึ้นมา ตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า
"พวกเราต่างก็รู้ซึ้งดี ว่าอัจฉริยะระดับราชันเพียงคนเดียว จะส่งผลกระทบพลิกกระดานต่อ 'สนามรบหมื่นเผ่าพันธุ์' ได้มหาศาลขนาดไหน! เ้าคิดว่าพวกเผ่ามนุษย์มันจะปัญญาอ่อนปล่อยปละละเลยงั้นรึ?!"
ชายคนแรกแค่นเสียงเ็าตอบโต้
"เหอะ! แล้วเ้าจะเอายังไง?! หากปล่อยให้ไอ้เด็กเวรนั่นปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาได้ มันจะต้องกลายเป็เสี้ยนหนามชิ้นโต ขวางเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ของท่านเทพ์พวกเราแน่!"
"หุบปาก!"
จังหวะนั้นเอง ชายชุดดำในตำแหน่งประธานก็ตวาดกร้าว! ทันทีที่สุรเสียงอำมหิตนั้นดังขึ้น ทั้งโถงประชุมก็เงียบกริบเป็ป่าช้าในพริบตา!
"เ้าหกกับเ้าแปดล่วงหน้าไปที่นั่นก่อนแล้ว ด้วยฝีมือของพวกมัน ตราบใดที่ไม่ซวยไปจ๊ะเอ๋เข้ากับ 'ตาเฒ่าเหยียน' ก็คงสับคอเด็กนั่นได้ไม่มีปัญหาอะไร"
"ตะ... แต่ถ้าหาก... บังเอิญไปเจอกันเข้าล่ะขอรับ?"
เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ชายชุดดำตำแหน่งประธานนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มและเอ่ยช้าๆ ชัดๆ
"ไม่มีทางเจอกันหรอก"
ชายชุดดำอีกเจ็ดคนที่เหลือต่างหันขวับไปมองผู้เป็ประธานด้วยความฉงน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมอีกฝ่ายถึงได้มั่นใจขนาดนั้น?
และในวินาทีถัดมา พวกเขาก็ต้องเบิกตาแทบถลน เมื่อพบว่าร่างของคนผู้นั้น... กลับระเหยหายไปจากเก้าอี้ประธานดื้อๆ!
ชั่วขณะนั้น ชายชุดดำทั้งเจ็ดม่านตาหดเกร็งวูบ หันมาสบตากันด้วยความตกตะลึงสุดขีด!
"หัวหน้า... ถึงกับยอมเคลื่อนไหวลงมือด้วยตัวเองเลยงั้นรึ!!"
คนนอกอาจจะไม่รู้ แต่พวกเขาย่อมรู้ซึ้งทะลุปรุโปร่ง!
หัวหน้าของพวกเขา... คือยอดฝีมือระดับ 'ขอบเขตปรมาจารย์' ของแท้และแน่นอน!
ต่อให้เอาไปจัดอันดับในหมู่ลัทธินอกรีตทั่วทั้งแผ่นดินเผ่ามนุษย์ ขุมพลังของเขาก็ยังจัดอยู่ในระดับอภิมหาบอสของวงการ!
"เจี๋ยเจี๋ยเจี๋ย... ช่างเถอะ! ในเมื่อหัวหน้ายอมลงมือดับเครื่องชนเอง พวกเราก็แค่รอฟังข่าวการตายของอัจฉริยะนั่นอยู่ที่นี่ก็พอ"
"เยี่ยม!"
สิ้นบทสนทนา ความเงียบงันดุจขุมนรกก็กลับมาปกคลุมโต๊ะศิลากลมอีกครั้ง
......
เมืองเหิงเฉิง
แม้เวลานี้จะดึกดื่นค่อนคืน ทว่าเมื่อมีนิมิตศักดิ์สิทธิ์เบิกนภาปรากฏขึ้น เหล่าชาวเมืองต่างก็พร้อมใจกันถีบประตู เปิดหน้าต่าง แหงนหน้าขึ้นมองความวิปริตตระการตาบนฟากฟ้ากันอย่างตื่นตะลึง!
"เชี่ยยยย! นั่นมันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย!? หรือว่าเมืองเหิงเฉิงของเราจะมีสมบัติล้ำค่าระดับพลิกฟ้าดินโผล่ขึ้นมา!?"
"ไม่ใช่เว้ย! ฉันเคยได้ยินพวกนักสู้คุยกัน ว่าเวลาที่มีอัจฉริยะสัตว์ประหลาดถือกำเนิดขึ้น ท้องฟ้ามันจะเกิดนิมิตแบบนี้แหละ! หรือว่า... เมืองเหิงเฉิงเรากำลังจะมีอัจฉริยะไร้เทียมทานโผล่มาวะ!?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ใครมันจะไปคิดกัน ว่าเมืองชายขอบอย่างเราจะบ่มเพาะัได้! คราวนี้ชื่อเมืองเหิงเฉิงคงได้ดังก้องไปทั่วทั้งเผ่ามนุษย์แน่โว้ย!"
ทว่า... ช่างสวนทางกับเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง
ภายในตึกสมาคมนักสู้ บรรดานักสู้ต่างวิ่งวุ่นกันฝุ่นตลบด้วยฝีเท้าเร่งร้อน ใบหน้าของทุกคนดำทะมึน เคร่งเครียดจนเส้นเืปูดโปน!
ณ ห้องทำงานของรองประธานหลิวขวง
ซูอวี่ยังคงถูกอาบย้อมอยู่ใจกลางเสาแสงนิมิตฟ้าดิน ร่างกายลอยเคว้ง ไร้ซึ่งทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติขึ้นมา!
หลิวขวงยืนจังก้าขวางประตูราวกับเทพทวารบาล คอยอารักขาซูอวี่ด้วยชีวิต! ทว่าแม้จะเป็ถึงรองประธานสมาคมนักสู้แห่งเมือง หยาดเหงื่อเย็นเฉียบก็ยังไหลอาบใบหน้าที่ร้อนรนของเขา
"บัดซบเอ๊ย! ใครจะไปนึกว่าพร์ของไอ้เด็กนี่มันจะวิปริตะเืฟ้าดินขนาดนี้! หวังว่ากองหนุนระดับพระกาฬจากศูนย์ใหญ่จะมาให้ไวกว่านี้หน่อยเถอะวะ!"
หลิวขวงชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา
ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง...
เสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดชวนสยดสยองดุจภูตผี ก็พลันดังกึกก้องกังวานทับสายลม!
"เจี๋ย เจี๋ย เจี๋ย! นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเมืองในซอกหลืบอย่างเหิงเฉิง จะบ่มเพาะอัจฉริยะไร้เทียมทานขึ้นมาได้..."
"แต่น่าเสียดาย... ที่คืนนี้แกจะต้องถูก 'ลัทธิเทพ์' ของข้า สับคอทิ้งเสียั้แ่ยังไม่ทันหย่านม!!"