Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 6 บทที่ 151 เพลิงเสน่หา

            ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ปีศาจกระทิงเองก็นิ่งสงบลงเช่นกัน

            แน่นอน

            เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังในตอนนี้ยังไม่มั่นคงนัก หากรากฐานหนักแน่นแล้วไม่เพียงความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นสิบกว่าเท่า แต่การก้าวกระโดดของระดับพลังคงไม่ใช่เรื่องยากเกินฝันอีกต่อไป

            และเมื่อถึงเวลานั้นลำพังพละกำลังของเขาเพียงผู้เดียว ย่อมเพียงพอจะประกาศตนเป็นใหญ่ในพื้นที่หนึ่งได้

            ขุมพลังระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์กลายพันธุ์ทั่วไปจะบังอาจนำมาเปรียบเทียบได้เลย

            ปีศาจกระทิงฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทางซื่อๆพลางเอ่ยถามขึ้นว่า

            “ท่านเทพต้นไม้เป็นเพราะข้ายังไม่ทันตั้งตัวข้าก็ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติไปแล้วไม่ใช่หรือ?”

            เมื่อมองดูปีศาจกระทิงที่ทำท่าทางซื่อๆเช่นนี้ อวี๋จื่ออวี๋ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้และเอ่ยเตือน

            “ในฐานะสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติพลังทำลายล้างของเจ้านั้นมหาศาลเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้อย่าได้ดูแคลนตนเองเด็ดขาด”

            “ท่านเทพต้นไม้หมายความว่าอย่างไรหรือ?”

            ปีศาจกระทิงถามย้ำขณะครุ่นคิดตาม

            “ในสายตามนุษย์เจ้าคือภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากจระเข้จักรพรรดิ หากถูกค้นพบพวกเขาจะทุ่มสุดกำลังเพื่อกวาดล้างหรือพยายามจับกุมเจ้าแน่นอนดังนี้การเก็บตัวให้เงียบเชียบจึงเป็นสิ่งที่เจ้าพึงปฏิบัติ”

            “เรื่องนั้นข้าเข้าใจดีขอรับ” ปีศาจกระทิงพยักหน้าเห็นพ้อง

            เขายังคงมีความหวั่นเกรงในตัวมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง

            แม้จะไม่เคยได้สัมผัสใกล้ชิดแต่ภายใต้การชี้นำของอวี๋จื่ออวี๋และชิงเอ๋อร์เขาก็ตระหนักถึงความน่ากลัวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เป็นอย่างดี

            หากถูกพวกนั้นหมายหัวต่อให้รอดตายมาได้ก็บาดเจ็บสาหัสอยู่ดี

            มิน่าเล่าท่านเทพต้นไม้ถึงได้ย้ำเตือนให้เขาปรับเปลี่ยนมุมมองอยู่บ่อยครั้ง

            ในอดีตเขาเป็นเพียงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าหากมนุษย์พบเข้าอย่างมากก็แค่ถูกเฝ้าสังเกต

            ทว่ายามนี้เขาคือสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติหากถูกพบเข้า คงมิอาจเลี่ยงศึกตัดสินความเป็นตายได้

            ทันใดนั้น ราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ปีศาจกระทิงจึงถามขึ้นทันที

            “จริงด้วยท่านเทพต้นไม้ช่วงนี้พวกมนุษย์ยังส่งคนมาสำรวจที่นี่อีกหรือไม่?”

            “ส่งมาสิ”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางเบนสายตาไปยังขอบนอกทางทิศใต้ของขุนเขาแห่งหมอก

            เพียงชั่วอึดใจภาพที่ปรากฏในสำนึกคือกลิ่นอายที่แม้จะอ่อนแอแต่กลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจำนวนนับไม่ถ้วน

            มนุษย์...

            และมนุษย์ที่มาเยือนในครั้งนี้ยังมีผู้มีพลังเหนือธรรมชาติรวมอยู่ไม่น้อย

            ดูเหมือนความสูญเสียอันหนักหน่วงก่อนหน้านี้จะทำให้พวกเขาตัดสินใจแน่วแน่ในบางเรื่องแล้วสินะ

            แต่ก็น่าเสียดายเหลือเกิน

            คราวนี้อวี๋จื่ออวี๋ไม่คิดจะสอดมือเข้าไปยุ่งและมอบอำนาจเต็มให้จระเข้จักรพรรดิเป็นผู้จัดการ

            แน่นอน เพื่อความรอบคอบอวี๋จื่ออวี๋จะปิดกั้นขุนเขาแห่งหมอกทั้งหมดทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าสู่เขตวงใน

            ขุนเขาแห่งหมอก ไม่ได้มีเพียงอสูรหมอกแต่ยังมีสัตว์กลายพันธุ์มากมายมหาศาล

            และท่ามกลางสัตว์อสูรเหล่านั้นมีราชาอยู่ตนหนึ่งปกปักรักษาอยู่

            นามของมันคือ ‘จระเข้ยักษ์บรรพกาล’

            เมื่อคิดถึงจุดนี้มุมปากของอวี๋จื่ออวี๋ก็ปรากฏรอยยิ้มแฝงความนัยบางอย่าง

            ......

            ในขณะเดียวกัน ณสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งที่อวี๋จื่ออวี๋มิอาจล่วงรู้

            หลิงเอ๋อร์ที่กักตัวสงบจิตสงบใจมานานกว่าสิบวันค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

            ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือในส่วนลึกของดวงตาสีฟ้าคู่นั้น กลับมีเปลวไฟสายหนึ่งไหววูบผ่านไป

            เปลวไฟนั้นงดงาม ทว่ากลับดูไร้ตัวตนให้ความรู้สึกที่ลึกลับและเย้ายวนจนยากจะคาดเดา

            “ไม่รู้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกไปเองหรือเปล่าพลังที่ร่างกายนี้แสดงออกมา เหมือนจะมีความหวังที่จะก้าวข้ามร่างจริงไปได้...”

            หลิงเอ๋อร์พึมพำแผ่วเบาพร้อมเผยสีหน้าประหลาดใจ

            ก้าวข้ามร่างจริงอย่างนั้นหรือ?

            นั่นคือเรื่องที่เป็นไปได้ยากเกินกว่าจะจินตนาการได้

            เพราะร่างจริงของเธอนั้นสามารถเพิกเฉยต่อการโจมตีกายภาพและยังมีแส้เงินที่แปลงมาจากตะขาบเงินเป็นอาวุธร้ายกาจ

            ทว่ายามนี้หลังจากระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งของร่างกายนี้เสถียรสมบูรณ์ในใจของหลิงเอ๋อร์กลับมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม

            “เป็นแค่ความรู้สึกไปเองอย่างนั้นหรือ?”

            ขณะพึมพำ หลิงเอ๋อร์ก็พลิกขยับมือไปมา

            พริบตานั้นผีเสื้อที่รังสรรค์จากเปลวเพลิงตัวหนึ่งก็มาเกาะอยู่ที่ปลายนิ้วของเธอ

            “ผี...เสื้อ...เพลิง...”

            หลิงเอ๋อร์เอ่ยแผ่วเบาพลางชูปลายนิ้วขึ้นเล็กน้อย

            เพียงครู่เดียวผีเสื้อจักรพรรดิมรกตตัวนั้นก็บินตรงไปยังกำแพงสีดำเบื้องหน้า

            ในจังหวะที่ผีเสื้อพุ่งออกไปหลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างจากภายใน เธอจึงพลิกปลายนิ้วไปมาอีก

            ทันใดนั้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น

            ผีเสื้อจักรพรรดิมรกตตัวนั้นกลับแตกตัวออกเป็นนับร้อยในพริบตาและพุ่งเข้าปะทะกำแพงอย่างบ้าคลั่ง

            “ตูม!” เสียงระเบิดดังกัมปนาทแม้แต่กำแพงเหล็กยังสั่นสะเทือนรุนแรง

            ในเวลาเดียวกันหลุมลึกครึ่งเมตรที่แฝงร่องรอยไหม้เกรียมก็ปรากฏแก่สายตาของหลิงเอ๋อร์

            “พลังทำลายล้างช่างน่าหวาดหวั่น”

            รูม่านตาของเธอหดเล็กลงหลิงเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น

            นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของพรสวรรค์ธาตุไฟอย่างนั้นหรือ?

            แม้จะอยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งเหมือนกันแต่กลับมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงได้ขนาดนี้

            สมกับที่มนุษย์กล่าวขานว่า‘พรสวรรค์สายธาตุจะสำแดงฤทธิ์เดชที่สุดเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ’

            ที่นี่คือห้องฝึกซ้อมระดับสูงสุดในห้องปฏิบัติการลับสุดยอดของมนุษย์

            ลำพังแค่กำแพงมันก็สร้างขึ้นจากโลหะผสมที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่มนุษย์จะรังสรรค์ได้ ทว่ายามนี้หลิงเอ๋อร์เพียงแค่ดีดนิ้ว เธอก็สามารถสร้างหลุมลึกครึ่งเมตรได้แล้ว

            เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ธาตุไฟมีพลังทำลายล้างที่เกินความคาดหมายไปมาก

            ทว่าในยามนั้น ราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้หลิงเอ๋อร์ก็ส่ายหน้าเบาๆ

            “ไม่...ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ธาตุไฟเพียงอย่างเดียว...”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหลิงเอ๋อร์จึงนึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครู่

            เธอเพียงแค่รู้สึกตามสัญชาตญาณผีเสื้อจักรพรรดิมรกตก็แตกตัวเป็นนับร้อยในพริบตาซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่พรสวรรค์ธาตุไฟทั่วไปจะทำได้

            หรือว่าร่างกายนี้เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งพรสวรรค์เดิมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหลือเชื่อขึ้น?

            คิดได้ดังนั้น หลิงเอ๋อร์จึงเลือกที่จะสงบใจและสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนในร่างกายอีกครั้ง

            ....

            เนิ่นนานผ่านไป

            หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจยาวนัยน์ตาฉายแววเป็นประกายไม่หยุดหย่อน

            มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงๆ

            และเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เหนือความคาดหมาย

            พรสวรรค์ธาตุไฟของร่างกายนี้ได้หลอมรวมเข้ากับพรสวรรค์ทางจิตดั้งเดิมของเธอ จนบังเกิดเป็นพรสวรรค์รูปแบบใหม่

            ไม่ใช่สิ... หากจะกล่าวให้ถูกมันคือเปลวไฟประหลาดชนิดหนึ่ง

            งดงามราวกับภาพฝันดูไร้ตัวตนทว่ากลับมีอยู่จริง

            มันเปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างของอัคคีและแฝงความลึกลับซับซ้อนของพลังจิต

            ด้วยเปลวไฟชนิดนี้หลิงเอ๋อร์สามารถชักนำให้ผู้คนตกอยู่ในภาพหลอนได้โดยง่าย

            เฉกเช่นเมื่อครู่ผีเสื้อจักรพรรดิมรกตที่บินว่อนเต็มฟ้านั้นแท้จริงแล้วมีเพียงตัวเดียวที่ขยายตัวจนกลายเป็นมวลเพลิงขนาดใหญ่

            ภายนอกดูงดงามจับตาทว่าภายในกลับแฝงเร้นด้วยเจตนาสังหารอำมหิต

            “เพลิง...เสน่หา...”

            หลิงเอ๋อร์พึมพำแผ่วเบาพลางตั้งชื่อที่ไพเราะให้แก่เปลวไฟชนิดนี้

            แน่นอนว่าเปลวไฟนี้จะกลายเป็นไพ่ตายใบสำคัญในการดำเนินชีวิตในโลกมนุษย์

            ดังที่นายท่านเคยกล่าวไว้การใช้ชีวิตในโลกนี้ ยิ่งมีไพ่ลับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

            ยามนี้หลิงเอ๋อร์ยินดีอย่างยิ่งที่จะมีอาวุธลับเพิ่มขึ้นอีกสักอย่าง

            ทว่าทันใดนั้น ราวกับนึกเรื่องสำคัญได้หลิงเอ๋อร์ก็ลอบถอนหายใจเบาๆ

            เธอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูทางออกที่อยู่ไม่ไกล

            ถึงเวลาที่ต้องออกไปแล้วบรรดาอาจารย์เหล่านั้นคงรอกันจนร้อนใจแทบแย่

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน