บทที่ 7 เพลงกระบี่ัทรราชย์
“หลีกไป!”
โจโฉตวาดดังลั่นขณะควบม้าผ่านฝูงชนตรงไปยังประตูเมืองลกเอี๋ยงทิศตะวันตกชนิดห้อเต็มฝีเท้า ในมือของเขาเป็ตราสำหรับผ่านทางที่ตั๋งโต๊ะมอบไว้ให้ ด้วยตรานี้เขาสามารถควบผ่านด่านทุกจุดในเมืองหลวงรวมถึงประตูใหญ่ได้โดยไม่จำเป็ต้องถูกตรวจค้น
ใบหน้าของโจโฉซีดขาว เหงื่อไคลไหลย้อย ในห้วงสมองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตอนสายในตำหนักฉางเล่อของตั๋งโต๊ะ....
โจโฉถือซ่อนกระบี่เจ็ดดาวไว้ในในแขนเสื้อทำทีเป็เข้าไปรายงานเื่อ้องอุ้นจัดงานวันเกิดแล้ววิพากย์วิจารณ์การเมืองจากนั้นรอจังหวะที่ตั๋งโต๊ะเผลอตัวงีบหลับ ถือโอกาสเงื้อกระบี่หมายจ้วงแทงมิคาดจอมโฉดกลับพลิกตัวตื่นขึ้น โจโฉที่มีกระบี่ในมือกลับยากหาข้อแก้ตัวพานส่งกระบี่ให้กับตั๋งโต๊ะโดยอ้างว่าไปงานวันเกิดอ้องอุ้น และแอบกระบี่วิเศษเล่มนี้กลับมาให้เป็ของขวัญแก่ท่านมหาอุปราช
แน่นอนว่านี่เป็เพียงการเอาตัวรอดในจังหวะคับขันเท่านั้นแต่มิคาดว่าตั๋งโต๊ะกลับหลงกลเชื่อถืออย่างสนิทใจ โจโฉถือโอกาสนั้นร่ำลาออกมาควบม้าฝีเท้าดีจากซีหลงตัวหนึ่งออกมาจากวัง แต่ไม่ตรงกลับจวนทว่าเผ่นโผนออกไปทางประตูเมืองตะวันตกอย่างรวดเร็วเต็มฝีเท้า
แผนการลอบสังหารล้มเหลว คนหวาดระแวงอย่างตั๋งโต๊ะย่อมรู้ตัวไม่ช้าก็เร็วดังนั้นเขาจะต้องออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด!
มิคาดความคิดยังไม่ทันจบสิ้นเสียงหนึ่งก็ตวาดขึ้นที่เื้ัว่า “โจรฏหยุดเดี๋ยวนี้!”
โจโฉหันกลับไปมองก็ต้องใขีดสุด ลิโป้บนหลังม้าเซ็กเทาว์ถือทวนกรีดนภาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ม้าเซ็กเทาว์เป็ม้าจากซีอี้ว์ (ชายแดนตะวันตก)ฝีเท้าเหนือชั้นกว่าม้าซีหลงที่โจโฉควบขับอยู่หลายเท่า ดังนั้นลิโป้จึงสามารถควบขับตามทันโจโฉได้อย่างรวดเร็ว
“โจโฉ เ้าโจรถ่อยกลับกล้าลอบสังหารท่านมหาอุปราช ยอมรับความตายเดี๋ยวนี้!” ลิโป้ตวาดดังกึกก้อง
ทวนกรีดนภาตวัดวูบโจโฉเห็นดังนั้นจึงเอี้ยวตัวหลบ มิคาดลิโป้ตวัดง้าวอีกวูบหนึ่งปลายอันแหลมคมกรีดเสื้อคลุมด้านหลังของโจโฉขาดเป็ทางยาวอารามใโจโฉคว้าฝักกระบี่เจ็ดดาวที่ว่างเปล่า ขว้างเข้าใส่ลิโป้กระทบถูกใบหน้าอย่างจัง สร้างความเดือนดาลให้กับลิโป้มากขึ้นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งนครหลวง ซัดทวนในมือเข้ามาโจโฉด้วยความเร็วราวกับดาวตก
“เคร้ง!” ขณะที่ง้าวกรีดนภากำลังจะพุ่งมาถึงตัวโจโฉนั้นก็พลันถูกเบี่ยงเบนโดยทวนเล่มหนึ่ง ทำให้มันเบี่ยงเบนทิศทางพุ่งไปเสียบที่พื้นดินทันที...
ที่แท้เป็เคาทูซึ่งควบม้าผ่านมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ในใจนึกดูแคลนนักรบในชุดเกราะผู้นั้น กลับคิดสังหารผู้คนจากทางด้านหลังจึงไสม้าเข้าขวางแล้วใช้ทวนปัดอาวุธของลิโป้ให้พ้นจากเป้าหมายซึ่งก็คือโจโฉเสียงปลายทวนกระทบกันดังแสบแก้วหู ก่อนที่อาวุธคู่ใจของลิโป้จะกระเด็นตกลงบนพื้น
ลิโป้เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าแปรเปลี่ยนไปเขาซัดทวนออกไปเต็มแรงนึกไม่ถึงว่าคนแปลกหน้าร่างั์ผู้นี้กลับสามารถปัดทวนของเขาทิ้งได้ควรทราบว่าลิโป้นั้นมาจากทางภาคเหนือนอกกำแพงใหญ่ ในกายมีเชื้อสายชาวนอกด่านรูปกายจึงสูงใหญ่ทรงพลังมหาศาลกว่าชาวฮั่นทั่วไป แต่คนร่างั์หัวเกรียนผู้นี้กลับสลายพลังที่แฝงไปกับทวนได้ง่ายๆ
ยอดคนลิโป้จึงชักกระบี่เจ็ดดาวที่ตั๋งโต๊ะมอบไว้ให้ออกมาจากซองข้างอานม้าแล้วกระตุ้นเซ็กเธาว์เข้าใส่เคาทูทันที คนผู้นี้นอกจากเพลงทวนที่เลิศล้ำแล้วเขายังมีเพลงกระบี่เป็เอกอีกด้วย ประกายกระบี่ไหววูบเคาทูควงทวนเข้ารับอย่างคล่องแคล่วไม่น้อยหน้าแต่ทวนธรรมดาไหนเลยสู้ความคมกล้าของกระบี่เจ็ดดาวได้เพียงไม่นานทวนของชายร่างั์ก็เต็มไปด้วยรอยบิ่นจากกระบี่วิเศษ
เคาเต๋งเห็นเช่นนั้นจึงชักดาบหัวตัดที่สะพายหลังของตนเองออกมา ตวาดว่า “พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยอีกแรง” จากนั้นไสม้าเข้าต่อสู้กับลิโป้เงาดาบประกายกระบี่ฉวัดเฉวียนไปมา สร้างความตื่นใให้กับชาวเมืองที่อยู่ในบริเวณนั้นอย่างมาก
เพลงกระบี่ของลิโป้เป็เพลงกระบี่จากนอกด่านมีปมเด่นที่ความเผ็ดร้อนรุนแรง ยอดคนผู้นี้ฝึกเพลงกระบี่ชุดนี้หลายปี มิคาดยังพลิกแพลงให้ลดทอนความแกร่งกร้าวเสริมความอ่อนหยุ่นเข้าไป ยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับกระบี่วิเศษเจ็ดดาวในมือยิ่งเปล่งอานุภาพมากกว่าเดิมหลายเท่าประกายกระบี่ของลิโป้ยิ่งมายิ่งแหลมคม ตรงกันข้ามกับเคาเต๋งที่ยิ่งมายิ่งรับมือคู่ต่อสู้ได้ยากขึ้น
เคาทูเห็นเช่นนั้นจึงสะบัดทวนในมือที่บิ่นเสียหายทิ้งชักดาบสั้นที่ข้างเอวขึ้นมาบ้าง จากนั้นไสม้าเข้าร่วมรวบเสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังแสบแก้วหู ทว่าสองรุมหนึ่งยังไม่สามารถทำอะไรลิโป้ได้ อย่างไรก็ตามลิโป้เองก็ไม่สามารถที่จะมีเปรียบสองพี่น้องนักเพราถ้าเทียบกันแล้ว พละกำลังของเคาทูและเคาเต๋งนั้นเหนือกว่าเขาอยู่พอสมควร
“หยุด! นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น” ขณะนั้นเอง ลิยูควบม้ามาถึง ลิโป้เห็นดังนั้นจึงตวัดกระบี่เป็ที่กวาด ปัดดาบสองพี่น้องออกไปให้พ้นทาง แล้วชักม้ากลับมาหาลิยูกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “ลิยู ท่านดู บัดนี้โจโฉควบม้าหนีไปแล้ว ล้วนเป็เพราะเ้าตัวบัดซบสองคนนี้เข้ามาขัดขวาง”
ลิยูชะเง้อมองตามเห็นม้าของโจโฉควบขับไปไกลจนเห็นเป็จุดเล็กๆในตอนนี้แม้แต่ม้าฝีเท้าจัดอย่างเซ็กเธาว์เองก็ยากที่จะควบทันแล้ว จึงหันมาถามเตาทูเคาเต็งว่า
“ท่านทั้งสองเหตุใดจึงขัดขวางทางการจับกุมคนร้าย?”
“ผู้ใดทราบว่าผู้ใดเป็คนร้ายเพียงเห็นคนผู้นั้นกำลังถูกไล่ล่าสังหาร พวกเราจึงยื่นมือช่วยด้วยธรรมะ” เคาเต๋งที่เจรฉะฉานกว่าตอบกลับ
“พวกท่านทั้งสองมาจากที่ใด?”ลิยูใช้สายตาคมกริบ ลอบสำรวจสองพี่น้อง สองคนนี้มีกลิ่นอายของคนชนบทห่างไกล ทั้งดูไม่คล้ายเป็พวกเดียวกับโจโฉ
“พวกเรามาจากเมืองเฉียวอยู่ทางตะวันออกราวห้าร้อยลี้” เคาทูตอบ ลอบสำรวจดูลิโป้ด้วยแววตาที่ซับซ้อนความจริงเคาทูทะนงในฝีมือและพละกำลังของตนเองมาก ในละแวกเมืองเฉียวเขาถือว่าเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งไหนเลยจะคาดเพียงเข้ามายังนครลกเอี๋ยงครั้งแรก กลับเผชิญคู่มือที่เหนือกว่านับตนเองเป็กบน้อยในกะลาจริงๆ
ลิยูไสม้าเข้าใกล้ลิโป้กระซิบว่า
“ท่านลิโป้สองคนนี้ดูไม่คล้ายเป็พวกเดียวกับโจโฉ พวกเราก็แสดงความใจกว้างอย่าถือสามันเลย ในเวลานี้สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือส่งม้าเร็วบอกหนังสือไปยังหัวเมืองต่างๆให้จับกุมตัวโจโฉ”
ลิโป้พิจารณาดูก็เห็นจริงทั้งเห็นชาวเมืองจำนวนมากชุมนุมกันดูความสนุกสนานเป็โอกาสที่ดีในการอวดโอ่ความใจกว้างดังนั้นแม้จะไม่พอใจกับสองพี่น้องเคาทูเคาเต๋งนัก แต่ก็กล่าวว่า
“ในเมื่อเป็ความเข้าใจผิดข้าลิโป้ก็จะปล่อยพวกเ้าไปสักครั้ง แต่คราวหน้าหากยื่นมือเข้าขัดขวางทางการอีกแม้จะอ้างว่าไม่รู้ แต่ข้าก็จะไม่ละเว้น” กล่าวจบแค่นเสียงดึงทวนกรีดนภาที่ปักดินอยู่แล้วชักม้ากลับไปลิยูใช้สายตาสำรวจดูสองพี่น้องอีกอึดใจหนึ่ง จากนั้นชักม้าตามหลังลิโป้ไป
“ที่แท้คนผู้นั้นคือยอดคนลิโป้?”เคาทูพึมพำ สีหน้าแสดงถึงความสบใจ “นับว่าไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียงมาเมืองหลวงครานี้นับว่าคุ้มค่าจริงๆ” กล่าวจบก้มลงมองดาบสั้นในมือ ที่บิ่นยับเยินเคาทูตั้งใจว่าจะหาดาบกระบี่วิเศษสักเล่มมาใช้ ไม่แน่ว่าคราวหน้าเผชิญพบกับลิโป้อีกอย่างน้อยไม่เสียเปรียบด้านอาวุธ
“คนของตำหนักกุยเหรินค้นพบทางลับแล้ว?”จางหลงดูแปลกใจอยู่บ้างเมื่อได้เหยาซู่รายงานเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในเขตราชฐานชั้นในระหว่างสองสามวันมานี้ดวงตาสองข้างหรี่ลงเล็กน้อย กล่าวว่า “นับว่ารวดเร็วดีแท้”
“ฝ่าาเช่นนี้จะทำอย่างไรกันดี?” เหยาซู่กลายเป็วิตกกังวลทันที ทางลับถือว่าเป็ไม้ตายของฝ่าายิ่งคนล่วงรู้เื่นี้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น แต่เมื่อคนของฮกเฮาค้นพบมันเข้าย่อมไม่ใช่เื่ดีแล้ว มิคาดจางหลงกล่าวว่า
“ไม่จำเป็ต้องกังวล ตอนนี้เราขนสมบัติออกไปหมดแล้วทางลับนั่นนับว่าไร้ประโยชน์” โดยเฉพาะต่อไปนี้เหตุการณ์ในลกเอี๋ยงจะเปลี่ยนพลิกเมื่อกองทัพพันธมิตร 18 หัวเมืองบุกเข้ามา ตั๋งโต๊ะจะทำให้ลกเอี๋ยงจะกลายเป็เมืองร้างดังนั้นต่อให้สกุลฮกค้นพบทางลับ ก็ไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว
“จริงสิแล้วเื่เสบียงเป็ยังไง?” จางหลงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ทูลฝ่าาเวลานี้รวบรวมเสบียงได้นับหมื่นกระสอบ ผู้น้อยให้คนขนไปเก็บในที่ปลอดภัยห่างจากนครลกเอี๋ยงราว20 ลี้ (10 กิโลเมตร) ทั้งจัดกำลังคนเฝ้าไว้อย่างแ่าสมควรไม่มีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้น” เหยาซู่กราบทูล
“ดีมาก” จางหลงพยักหน้า
“ฝ่าาผู้น้อยมีเื่สำคัญอีกอย่างที่จะกราบทูล” เหยาซู่กล่าวอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “เมื่อเช้าโจโฉที่ท่านสั่งให้จับตาเข้าไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะที่ตำหนักฉางเล่อแต่ไม่สำเร็จ บัดนี้ควบม้าหนีออกจากเมืองหลวงไปแล้วพะย่ะค่ะ”
“โจโฉลอบสังหาร?”จางหลงทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย เขานึกว่าโจโฉจะทอดเวลาให้เื่ของเงาฮูเงียบลงไปก่อนแต่นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะใจร้อนขนาดนี้ เขากรอกตาอยู่ครู่หนึ่งคิดว่าจะหาประโยชน์จากเื่นี้อย่างไรดี ตามเื่ราวของสามก๊กโจโฉจะถูกจับได้ที่เมืองจงพวนเป็เวลาที่โจโฉจะได้พบกับตันก๋งซึ่งตันก๋งผู้นี้จางหลงให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็ผู้ที่มีความสามารถสูงคนหนึ่งทั้งยังนับว่าเป็ขุนนางตงฉินที่หาได้ยาก หากได้มาเป็มือเท้าย่อมเป็เื่ที่ดี
สาเหตุที่จางหลงตีค่าตันก๋งไว้มากเพราะคนผู้นี้โดดเด่นทั้งด้านการวางแผน และพิชัยาทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมด้านการเมืองอีกด้วย เมื่อครั้งที่ตันก๋งไปอยู่กับลิโป้ ยังสามารถแนะนำให้ลิโป้สามารถเอาชนะโจโฉได้หลายครั้งหลายคราแม้แต่โจโฉเองก็ยอมรับในความสามารถของคนผู้นี้ คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวกับเหยาซู่ว่า“ให้คนของเ้าไปดักรอโจโฉที่เมืองจงพวน เมื่อมันไปถึงที่นั่น ให้จับตาไว้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรรอจนมันพบกับคนผู้หนึ่งนามว่าตันก๋ง จากนั้นหาวิธีดึงตันก๋งมาทำงานให้กับเราให้ได้”
“ฝ่าา...” เหยาซู่ตะลึงลานฮ่องเต้รู้ได้อย่างไรว่าโจโฉจะหนีไปที่เมืองจงพวน มิหนำซ้ำคนชื่อตันก๋งเป็ใครฝ่าารู้ได้อย่างไร? หรือว่าโลกนี้มีคนที่มีทิพยเนตรอยู่จริงๆ?
“เ้าไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้น”จางหลงหัวเราะ แต่ย่อมไม่สามารถบอกเื่ราวทั้งหมดได้ จึงกลบเกลื่อนว่า “หากข้าเดาไม่ผิดโจโฉจะต้องหนีกลับไปยังบ้านเกิดเส้นทางของมันจะต้องผ่านด่านเมืองจงพวนส่วนตันก๋งเป็เ้าเมืองอยู่ มีนิสัยสัตย์ซื่อ ทั้งนับว่าตงฉินผู้หนึ่งข้าจึง้าให้มันเข้าร่วมกับข้า”
“พะย่ะค่ะ”เหยาซู่ระงับความแตกตื่นแล้วรับพระบัญชาจากนั้นกล่าวถึงเื่สุดท้ายที่คิดรายงานว่า “ทูลฝ่าา ยังมีอีกเื่ ในเวลานี้คนของผู้น้อยรายงานมาว่ายอดฝีมือที่ท่านสั่งให้จัดหา ส่วนใหญ่ตอบรับและเดินทางเข้ามายังเมืองหลวงแล้วนี่เป็รายชื่อทั้งหมดพะย่ะค่ะ” กล่าวจบยื่นม้วนหนังสือไม้ไผ้ให้ จางหลงรีบรับมาคลี่ดูรายชื่อที่ปรากฏในม้วนหนังสือล้วนแล้วแต่เป็ผู้ต้องหาทางการซึ่งเคยถูกขุนนางบ้านเมืองปรักปรำหรือบีบคั้นจนต้องก่อเหตุร้ายด้วยกันทั้งสิ้น มีบ้างบางส่วนที่ไม่ได้ก่อคดีหากแต่เป็ชาวบ้านชนบทที่ไม้ได้เกี่ยวข้อง หรือเป็เครือข่ายของตระกูลใหญ่
จางหลงกวาดสายตามาเรื่อยๆแล้วก็สะดุดกับชื่อสองชื่อ จึงถามว่า
“เคาทู เคาเต๋งเ้ารู้จักสองคนนี้หรือ?”
“ทูลฝ่าา ผู้น้อยเคยพบกับเคาทูเมื่อครั้งทำงานเป็ผู้คุ้มภัยครั้งหนึ่งเคยเดินทางไปที่เมืองเฉียวบ้านเกิดของเคาทู มิคาดกลับถูกโจรร้ายดักปล้นฝ่ายผู้น้อยคนน้อยกว่าจึงเพลี่ยงพล้ำดีที่ได้เคาทูผู้นี้ผ่านมาเห็นแล้วช่วยเหลือไว้ ผู้น้อยจึงรอดตายมาได้ ในตอนนั้นคนผู้นี้แม้อายุน้อยแต่ก็กล้าหาญชาญชัย ทั้งมีเรี่ยวแรงดังโคถึกสามารถยกสิ่งของหนักร้อยชั่งได้อย่างสบายๆส่วนเคาเต๋งน้องชายของมันผู้น้อยไม่ได้รู้จักเป็การส่วนตัว แต่คาดว่าคงมีฝีมือไม่แพ้กัน”เหยาซู่กราบทูล
จางหลงหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเคาทูผู้นี้เป็ขุนพลของโจโฉ ที่ได้รับการไว้วางใจอย่างสูงมีชื่อด้านความซื่อสัตย์เคยเอาตัวเองเข้ารับลูกธนูแทนโจโฉมาแล้วนับว่าเป็คนที่หาได้ยากผู้หนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรจะต้องดึงตัวคนผู้นี้เข้าร่วมให้ได้หากปล่อยไว้ต่อไปจนเคาทูได้พบกับโจโฉ ย่อมถูกอีกฝ่ายดึงตัวเข้าร่วมอย่างแน่นอน
จากบันทึกประวัติศาสตร์สามก๊กเคาทูจะพบกับโจโฉในอีก 7 ปี ให้หลังนับจากนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็จังหวะเวลาที่เหมาะในการดึงตัวเข้าร่วมหากพลาดโอกาสนี้ไปก็นับว่าน่าเสียดาย
เคาทูนั้นเป็รายชื่อที่น่าแปลกใจก็จริงแต่จางหลงกลับประหลาดใจในอีกเื่หนึ่งมากกว่า การปรากฏตัวของเหยาซู่ ขันทีธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่ได้ฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์แต่กลับเป็ฟันเฟืองสำคัญที่จางหลงเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะหากไม่มีเหยาซู่จางหลงจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงยอดขุนพลในตำนานอย่างเคาทูได้นั่นเอง
ประวัติศาสตร์และกาลเวลามีความลึกลับของมัน หากร่างนี้เป็เหี้ยนเต้ตัวจริงจะไม่สามารถค้นพบความลับของเหยาซู่และไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงเคาทูได้การมาของจางหลงที่มองเห็นถึงเื้ัเื่ราว จึงนับว่าเปลี่ยนชะตากรรมของหลายๆชีวิตไปด้วย
อย่างไรก็ตามจางหลงไม่สามารถไว้ใจเหยาซู่ได้เต็มที่นัก จริงอยู่คนผู้นี้ให้ความร่วมมือทุกอย่างแต่ก็จำกัดเฉพาะก่อนการสังหารตั๋งโต๊ะเท่านั้น หลังจากนั้นการร่วมมือถือว่าสิ้นสุดเขาไม่สามารถคาดเดาชะตากรรมของเหยาซู่ได้อีก ดังนั้นระยะเวลาก่อนตั๋งโต๊ะหมดอำนาจเขาต้องสร้างคนของตนเองให้ได้เร็วที่สุดคิดได้ดังนั้นจึงกล่าวกับขันทีสนองพระโอษฐ์ว่า
“ถ้าเช่นนั้นเ้าไปพบพวกมันเสนอค่าตอบแทนที่ดีที่สุดให้” จางหลงกรอกตาขึ้น้าอย่างครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างแล้วกล่าวเสริมว่า “นอกจากค่าตอบแทนเป็เงินทองแล้ว สำหรับคนที่มีคดีติดตัวให้บอกพวกมันด้วย ว่าข้าสามารถล้างมลทินให้กับพวกมันได้ ขอเพียงตั้งใจทำงานรับใช้ข้าอย่างซื่อสัตย์ก็พอยังมี เ้าจงลอบทำประวัติของพวกมันเก็บเอาไว้ หากผู้ใดคิดทรยศหรือคิดเล่นตุกติกให้ส่งประวัติของมันไปยังเหล่ามือปราบทันที” จางหลงไม่โง่พอที่จะเชื่อความจงรักภักดีจากคนแปลกหน้าเ่าั้สำหรับเคาทู เคาเต๋ง จางหลงกล่าวว่า “สองพี่น้องนี้นับว่าเป็คนที่ข้าให้ความสนใจให้หาวิธีรั้งมันเอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ข้าล้วนยินยอม”
“พะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะตอนนี้เ้าตามข้ามา ข้าคิดไปยังตำหนักของแม่ข้า” จางหลงหมายถึงพระสนมอ้อง(หวัง)ในพระเ้าเลนเต้ซึ่งเป็มารดาที่แท้จริงของเล่าเหียบ
“ฝ่าา ตำหนักนั้นเป็ตำหนักร้างนะพะย่ะค่ะจะเสด็จไปเพื่อการใด?” เหยาซู่ขมวดคิ้วเท่าที่ทราบตำหนักหลังนั้นถูกทิ้งร้างมาหลายปี ไม่มีแม้แต่คนเฝ้าเหล่าขันทีและนางกำนัลถึงกับร่ำลือว่าในยามวิกาลหากเดินผ่านที่ตำหนักหลังนั้นจะพบเห็นภูติผี นับว่าเป็พื้นที่ที่ไม่มีผู้ใดอยากย่างกรายเข้าไป
“เมื่อคืนข้าฝันถึงท่านแม่นางบอกให้ข้าไปที่ตำหนักของนาง ในตำหนักหลังนั้นมีสิ่งที่ข้าต้องใช้อยู่”จางหลงอธิบายกลบเกลื่อน ความจริงแล้วเขาเคยอ่านหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ปลายราชวงศ์ฮั่นพบว่าสนมอ้องนั้นได้รับความโปรดปรานจากพระเ้าเลนเต้อย่างมากเมื่อคลอดเล่าเหียบจึงได้รับพระราชทานสมบัติ สิ่งของมีค่า ทั้งที่ดินมากมายจากพระเ้าเลนเต้ที่จางหลง้าคือโฉนดที่ดินเ่าั้นั่นเอง ซึ่งเขาหวังว่ามันจะยังอยู่ที่เดิมหลังการตายของสนมอ้อง
“พะย่ะค่ะ” เหยาซู่ประสานมือรับพระบัญชา
“ฝ่าา จะเสด็จไปยังที่ไหนพะย่ะค่ะ?”ขันทีร่างใหญ่สองคนก้าวออกมาขวางประตูตำหนักฉีหลินเอาไว้เมื่อเห็นฮ่องเต้น้อยกับขันทีสนองพระโอษฐ์กำลังจะก้าวออกไป
“ตัวโง่งมสองคนนี้เป็ผู้ใด?”จางหลงหันไปถามเหยาซู่
“ทูลฝ่าาสองคนนี้คือคนของใต้เท้าลิยู ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเฝ้าตำหนักพะย่ะค่ะ” เหยาซู่ปรายตาบอกแต่ในแขนเสื้อลอบกุมด้ามกระบี่หยูฉางที่จางหลงมอบให้ถือไว้แล้วหากได้รับสัญญาณเมื่อใด เหยาซู่จะชักกระบี่ลงมือทันที
“ทูลฝ่าาใต้เท้าลิยูรู้สึกเป็ห่วงความปลอดภัยของท่าน จึงส่งผู้น้อยสองคนมาดูแลหน้าตำหนักเวลานี้ภายนอกเกิดเหตุลอบสังหารท่านมหาอุปราช สถานการณ์วุ่นวายไม่ปลอดภัยดังนั้นผู้น้อยขอบังอาจทูลเชิญฝ่าากลับเข้าไปในตำหนักเสียเถอะ” ขันทีร่างใหญ่กราบทูลด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้างกระทั่งคารวะยังเป็การประสานมือลวกๆ ความจริงแล้วสองคนนี้หาได้เป็ห่วงความปลอดภัยของเหี้ยนเต้ไม่หากแต่ได้รับคำสั่งจากลิยูให้เฝ้ารักษาตำหนักฉีหลินทางหนึ่งห้ามคนภายนอกเข้าไปในตำหนักและอีกทางหนึ่งห้ามเหี้ยนเต้ออกมาจากตำหนักอย่างเด็ดขาดโดยใช้เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองเป็ข้ออ้าง
“เหยาซู่...รอบแรกไม่ต้องให้ถึงตาย”จางหลงลากเสียงยาว สีหน้าของเขาเย็นเยียบ เมื่ออีกฝ่ายเป็คนของลิยูตนก็ไม่มีเหตุผลต้องเจรจาดีๆ ด้วย เหยาซู่รับคำแล้วใช้เท้ายันเปรี้ยงเข้าไปที่หน้าอกของขันทีผู้นั้นมิคาดขันทีร่างใหญ่คล้ายระวังตัวอยู่ก่อนพลิ้วกายหลบ จากนั้นต่อยหมัดสวนมาเหยาซู่อุทานดังเอ๊ะ แล้วพลิกตัวหลบทั้งร่ายรำเพลงหมัดเข้าต้านทานขันทีร่างใหญ่เหยาซู่ทำงานในสำนักคุ้มภัยมาหลายปีฝึกกระบวนยุทธ์ชุดหนึ่งเรียกว่าเพลงหมัดห้าเสือจนชำนาญ แม้ไม่ถึงกับเป็ยอดฝีมือเทียบเคียงยอดคนเช่นลิโป้ กวนอู เตียวหุย จูล่ง แต่หากให้รับมือกับยอดฝีมือในระดับเดียวกันยังนับว่าเพียงพอ
ขันทีอีกคนเห็นสหายของตนไม่สามารถโค่นคนของเหี้ยนเต้ได้จึงขยับเข้าร่วมวงต่อสู้ กลายเป็สองรุมหนึ่ง
“เหยาซู่ ในเมื่อพวกมันกล้าลงมือต่อหน้าข้าทั้งกลุ้มรุมอย่างไร้ยางอาย ข้าอนุญาตให้ใช้กระบี่ได้” จางหลงกล่าวขึ้น พริบตานั้นประกายกระบี่พลันพุ่งปราดออกจากแขนเสื้อเหยาซู่ ขันทีคนแรกไม่ทันระวังกระบี่หยูฉางที่คมกริบพุ่งเข้าที่ระหว่างคิ้วทะลุออกยังกระหม่อมเืสีแดงสดปนกับมันพุ่งออกมาราวกับน้ำพุร่างใหญ่ของขันทีผู้นั้นทรุดลงกับพื้นตายสนิทในทันที
ขันทีอีกคนเห็นดังนั้นจึงคว้าเอาพลองขึ้นมาเป็อาวุธ ทั้งร่ายรำกระบวนท่าที่ดูคล้ายกระบวนหอกหรือทวนของทหารแต่พลองธรรมดา ไหนเลยจะต้านความคมกล้าของกระบี่หยูฉางได้เพียงประกระบวนท่ากันไม่นาน พลองของขันทีร่างใหญ่ก็เต็มไปด้วยรอยคมกระบี่
เหยาซู่เห็นดังนั้นก็ตวาดก้องจับกระบี่ด้วยสองมือแล้วฟาดลงมาจาก้าตรงๆ คมกระบี่ผ่าพลองให้แยกเป็สองท่อนแล้วพุ่งผ่าศีรษะของขันทีร่างใหญ่เต็มแรงจนกระบี่จมลึกเข้าไปเกือบถึงคอของขันทีโชคร้าย ซึ่งไม่มีโอกาสร้องแม้สักแอะ ชั่วพริบตาขันทีสนองพระโอษฐ์ของฮ่องเต้กระชากกระบี่กลับมา ปล่อยให้ร่างที่ถูกผ่าหัวล้มตึงลงกับพื้นอย่างแรง
“เด็กๆ ออกมาเก็บกวาดให้เรียบร้อย”จางหลงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ขณะใช้มือปัดละอองเืที่กระเด็นมาติดบนหน้าอกขันทีสี่ห้าคนที่อยู่ในบริเวณนั้นและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดสะดุ้งเฮือกรีบทำตามรับสั่งทันที
“เมื่อครู่พวกเ้าก็เห็นใช่หรือไม่?เ้าโง่สองคนนี้กลับกล้าลงมือต่อหน้าฝ่าา ละเมิดเบื้องสูงเช่นนี้ ย่อมสมควรตาย”เหยาซู่กล่าวกับขันทีเ่าั้ ขณะปาดกระบี่หยูฉางลงบนเสื้อผ้าศพเพื่อเช็ดทำความสะอาด
“เหยากงกงกล่าวถูกต้อง”ขันทีเ่าั้ได้แต่รับคำอย่างตัวสั่นงันงก
“ดังนั้นหากมีผู้ใดมาถามว่าเหตุใดพวกมันต้องตายให้ตอบไปตามนี้ เข้าใจหรือไม่” เหยาซู่แค่นเสียงขันทีสี่ห้าคนเหล่านี้ยังไม่ชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายไหน ทั้งยังไม่รู้ว่ามีผู้ใดเป็หูเป็ตาของตั๋งโต๊ะบ้างเหยาซู่จึงถือโอกาสขู่ขวัญพวกมันไปด้วยในตัวขณะที่ภายในใจนั้นรู้สึกเลื่อมใสที่ฝ่าากล้าใช้ไม้นี้ เมื่อพระองค์สร้างพระเดชให้เป็ที่ประจักษ์ต่อไปจะไม่มีผู้ใดกล้าขัดพระบัญชาอีก หรืออย่างน้อยก็ไม่มีคนกล้ากำแหงหาญซึ่งหน้า
“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอเหยากงกงโปรดวางใจ” ขันทีทั้งสี่ห้าคนประสานมือรับคำด้วยอาการสั่นเทา
“เหยาซู่....ไปกันเถอะ”จางหลงยิ้มที่มุมปาก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นสาวเท้าจากไปทิ้งภาระเื่การเก็บกวาดเอาไว้ให้กับขันทีเ่าั้โดยไม่หันไปเหลือบแลซากศพสองซากนั้นเลยแม้แวบหนึ่ง
ตำหนักสนมอ้องเป็เพียงเรือนน้อยที่พระเ้าเลนเต้สั่งให้ปลูกท่ามกลางป่าไผ่และดงดอกไม้แต่เดิมครั้งพระสนมอ้องได้รับการโปรดปราน ตำหนักก็ได้รับการดูแลอย่างดี ครั้นสนมอ้องถูกพระนางโฮเฮาสังหารไปเรือนน้อยหลังนี้ก็ไม่ได้รับการเหลือบแลจากผู้ใดอีกเพราะนอกจากเ้าของตำหนักจะไม่อยู่แล้วโฮเฮายังออกคำสั่งห้ามผู้ใดเข้ามาเรือนหลังนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตนานวันเข้าตำหนักที่เคยวิจิตรงดงามก็แปรสภาพเป็บ้านร้างที่ผุพังทรุดโทรมไปตามกาลเวลาดงดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่วทั้งเขตพระราชฐานชั้นในก็กลายเป็เพียงลานวัชพืชสิ่งที่ยังพอเหลือให้เห็นถึงเค้าความรุ่งเรืองของตำหนัก มีเพียงป่าไผ่เขียวขจีที่อยู่ล้อมรอบเท่านั้น
ทุกสิ่งตั้งอยู่และดับไปตามกฏของธรรมชาติ
จางหลงก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ แล้วก็ถอนใจออกมา ทุกส่วนในตำหนักเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมเน่าเปื่อย กระทั่งโครงสร้างบางจุดก็เริ่มเสื่อมทรุด เข้าใกล้การล่มสลายเต็มที
“ฝ่าาตำหนักหลังนี้จะพังแหล่มิพังแหล่ ระวังด้วยนะพะย่ะค่ะ” เหยาซู่กล่าวเตือน“อีกทั้งตำหนักนี้ถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน ไม่แน่ว่ามีอสรพิษร้ายอาศัยอยู่” คนผู้นี้เคยทำงานในสำนักคุ้มภัยมีหลายครั้งเวลาออกทำงานมักพักผ่อนในสถานที่รกร้างเพื่อประหยัดค่าที่พัก ในสถานที่รกร้างเ่าั้มักแอบซ่อนด้วยสัตว์ร้ายหรืออสรพิษจึงจำเป็ต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน
“อืม...” จางหลงพยักหน้าเริ่มออกค้นยังที่ต่างๆ ครู่ใหญ่ก็ส่ายหน้าอย่างผิดหวังเมื่อไม่พบอะไรที่สามารถใช้ได้เลย แน่นอนว่าของมีค่าต่างๆ บรรดามีที่ได้รับการพระราชทานจากพระเ้าเลนเต้ย่อมถูกพระนางโฮเฮายึดไปเสียหมดแล้ว ดังนั้นการมายังตำหนักสนมอ้องครานี้นับว่าเสียเที่ยวแท้ๆ
จางหลงทรุดกายลงนั่งบนแท่นบรรทมที่เก่าผุเพื่อพักเหนื่อยโดยไม่ทันสังเกตว่า ข้างๆ กันนั้นเป็ซอกที่มีงูเห่าตัวหนึ่งนอนขดอยู่เมื่อเตียงนอนเกิดการะเืงูตัวนั้นใพุ่งเข้ามาหาจางหลงทันที
“ฝ่าา ระวัง!” เหยาซู่ตวาดสะบัดกระบี่หยู่ฉางออกทันที จางหลงเองก็ว่องไวราวกับวานรทันทีที่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ก็รีบม้วนหน้าหลบทันที เมื่ออสรพิษฉกผิดพลาดมันม้วนตัวกลับ แล้วพุ่งเข้าอีกครั้งแต่คราวนี้เหยาซู่ไม่ปล่อยให้มันแผลงฤทธิ์ได้อีกเขาเผ่นขึ้นไปบนแทนบรรทมแล้วใช้กระบี่หยูฉางปักเข้าที่แม่เบี้ยอันใหญ่โตของมันเต็มแรงคมกระบี่ทำให้อสรพิษถึงกับดิ้นเร่าด้วยความเ็ปเหยาซู่กลั้นใจบิดกระบี่คราหนึ่ง หัวของมันก็ขาดออกจากลำตัว เืสีดำคล้ำทะลักทะลายส่งกลิ่นคาวคลุ้งน่าเวียนหัว
แต่สิ่งที่น่าใบังเกิดขึ้นแผ่นไม้ที่ใช้ปูเตียงเกิดทานแรงกระบี่ไม่ไหว หักพับลงไปส่งผลให้เ้าขันทีถึงกับหล่นลงมายังพื้นเบื้องล่าง สูดปากร้องอู้ด้วยความเ็ป
จางหลงที่ปราดมาพลันพบเห็นสิ่งหนึ่ง
มันเป็กล่องไม้ที่ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีกล่องหนึ่งคาดว่าถูกซุกซ่อนอยู่ใต้เตียงมาช้านานแล้ว หากไม่รื้อพืนเตียงออกย่อมไม่สามารถมองเห็นกล่องใบนี้ได้
จางหลงหยิบเอากล่องขึ้นมาถือไว้ใช้ฝ่ามือลูบปัดฝุ่นออก เท่านั้นเองก็สามารถมองเห็นตัวอักษรอันวิจิต ที่ถูกสลักอยู่บนกล่องชัดเจน
“มอบให้เหียบเอ๋อร์(หนูเหียบ)”
จางหลงฉุกใจคิดอะไรคือสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายในกล่อง อย่างไรก็ตามเขาพลิกกล่องไปมาอยู่นานก็ไม่สามารถที่จะเปิดกล่องออกมาได้คาดว่ากุญแจอยู่กับสนมอ้องเอง แต่เมื่อนางถูกสังหารตายคาดว่ากุญแจเองก็คงสูญหายตามไปด้วย จางหลงถอนใจเฮือกหนึ่งเท่ากับว่ากล่องนี้ถูกปิดตายไร้ทางเปิดมีเพียงต้องหักใจงัดกล่องที่วิจิตพิศดารนี้ออกเท่านั้น
จางหลงวางกล่องลงบนพื้นรับกระบี่จากเหยาซู่ เสียบปลายกระบี่ลงในรอยต่อระหว่างตัวกล่องกับฝากล่องออกแรงบิดงัดเบาๆ เท่านั้นฝากล่องที่บอบบางกว่าก็แตกออกดังเปรี๊ยะ
ภายในไม่มีอะไรนอกจากแผ่นหนังแผ่นหนึ่งและม้วนหนังสือไม้ไผ่เล่มหนึ่ง
จางหลงขมวดคิ้วแล้วคว้าเอาแผ่นหนังมาคลี่ออกอ่านก่อน ที่แท้เป็
“ถึงลูกหรง (คาดว่ามารดาของพระเ้าเหียนเต้มีนามว่า หรงมาจากสกุลหวังเรียกว่า หวังหรง)
นี่เป็ของขวัญซึ่งท่านตาอย่างข้าส่งมารับขวัญหลานชายความจริงไม่ใช่สิ่งมีค่าอันใด หากแต่เป็คัมภีร์กระบวนยุทธ์ที่ตกทอดมาในตระกูลลูกหลานสกุลอ้อง (หวัง) ควรจะเรียนรู้เพลงยุทธ์ชุดนี้เพื่อสืบทอดไว้ไม่ให้สูญหายจากการถ่ายทอด ส่งต่อไปยังรุ่นหลัง ถึงแม้บุตรชายของเ้าเป็องค์ชายไม่จำเป็ต้องต่อสู้กับใครแต่ก็ควรฝึกเอาไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย
กระบวนยุทธ์นี้บัญญัติโดยพระเ้าโจ้วแห่งราชวงศ์ซางเดิมทีมีร้อยเก้าสิบหกกระบวนท่าแต่เหลือตกทอดมาถึงรุ่นปัจจุบันมีเพียงแค่สามสิบแปดท่า ทว่าอานุภาพของเพลงยุทธ์นั้นร้ายกาจเซี่ยงหวี่แห่งรัฐฉู่เรียนรู้กระบวนยุทธ์ชุดนี้ จนสามารถพิชิตได้ทั่วทั้งแผ่นดินหวังหม่าง(อองมัง)แห่งราชวงศ์ซินซึ่งเป็คนแซ่เดียวกับเราก็เรียนรู้กระบวนยุทธ์นี้เช่นกันจึงสามารถโค่นล้มราชวงศ์ฮั่น และตั้งราชวงศ์ซินขึ้นมาได้
กระบวนยุทธ์ชุดนี้ควรเริ่มฝึกเมื่อมีอายุ9 ขวบ หากฝึกก่อนหรือหลังไม่ก่อให้เกิดอานุภาพเท่าที่ควร ดังนั้นหรงเอ๋อร์(หนูหรง)เ้าควรมอบมันให้กับเหียบเอ๋อร์ฝึก เมื่อเขามีอายุครบ 9 ขวบส่วนจะฝึกได้แค่ไหนนั้น ก็ขึ้นกับปฏิภาณของเขาเองแล้ว
ลงชื่อ...จงหลางเจี้ยน(ชื่อตำแหน่ง)”
ที่แท้นี่เป็จดหมายจากบิดาของสนมอ้องซึ่งส่งมาหลังจากที่ทราบข่าวการคลอดของเล่าเหียบตระกูลอ้องของพระสนมไม่ใช่ตระกูลใหญ่ ทั้งยังไม่ได้ร่ำรวยจึงส่งคัมภีร์ยุทธ์มารับขวัญหลานแทนที่จะเป็ของมีค่าเหมือนกับสนมคนอื่นๆ อย่างไรก็ตามท่านตาผู้นี้เองก็คงคาดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดแล้วบุตรสาวของตนจะไม่ได้มอบคัมภีร์ให้กับบุตรของนางด้วยตัวเอง
แต่สำหรับจางหลงการได้รับคัมภีร์ยุทธ์คือสิ่งที่เขา้าพอดีควรทราบว่าในตอนนี้จางหลงอ่อนแอไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะฆ่าไก่หากคิดสังหารใครหรือป้องกันตัวเอง ต้องพึ่งพาเหยาซู่เป็หลัก ซึ่งการพึ่งพาคนอื่นหาได้เป็แิของจางหลงไม่ควรทราบว่าการยืมจมูกคนอื่นหายใจ สักวันต้องหายใจไม่ออกดังนั้นจางหลงจึงคิดที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง โดยการฝึกกระบวนยุทธ์เมื่อมาพบคัมภีร์วิชาตกทอดจากตระกูลเช่นนี้ นับว่าฟ้าบันดาลโดยแท้
จางหลงวางมือจากแผ่นหนังหยิบเอาม้วนหนังสือไม้ไผ่ขึ้นมาดู บนซี่ไม้แรกสุดที่เป็ปกหนังสือจารึกด้วยลายมือวิจิตรงดงามว่า “เพลงกระบี่ัทรราชย์”เมื่อคลี่ออกดูก็พบกับข้อความแรกที่เขียนเตือนไว้ว่า
“เพลงกระบี่ัทรราชย์โจ้วอ๋องบันทึกจากเพลงกระบี่ในโลกภูติซึ่งนางจิ้งจอกต๋าจีเล่าให้ฟังจากนั้นรวบรวมบัญญัติเป็เพลงกระบี่ัทรราชย์ร้อยเก้าสิบหกท่า หากเปล่งอานุภาพเต็มที่สามารถทำลายล้างทั้งกองทัพเพลงกระบี่นี้ออกแนวทางกล้าแกร่งร้อนแรงดุจแสงสุริยัน ผู้ฝึกกระบี่จะต้องมีปัญญาสูงส่งไม่ถูกล่อลวงโดยง่ายจากรักโลภโกรธหลง หาไม่แล้วจะถูกธาตุไฟเข้าแทรก อาถรรพณ์กลืนกินจนสติฟั่นเฟือนกลายเป็ทรราชย์ที่สมบูรณ์แบบ ดังเช่นโจ้วอ๋อง , เซี่ยงหวี่และหวังหม่างเคยเป็....ผู้เขียนบันทึก อองเถา(หวังเต้า) ปีที่สิบหกในรัชกาลฮั่นิ”
“ฝ่าาเพลงกระบี่ที่น่ากลัวเช่นนี้ ไม่ควรฝึกนะพะย่ะค่ะ” เหยาซู่กล่าวเตือน
“ข้าไม่เชื่อเื่อาถรรพณ์”จางหลงโบกมือเบาๆ ในความเห็นของเขาการที่ผู้ฝึกกระบี่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกเป็เพราะเพลงยุทธ์มีไม่ครบกระบวนท่ามากกว่านอกจากนั้นหากเพลงกระบี่นี้ร้ายกาจจริงๆ ต่อให้ต้องถูกธาตุไฟเข้าแทรกจางหลงก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะฝึกฝนเพื่อเป็ยอดยุทธ์สักครา เขาเก็บแผ่นหนังและม้วนหนังสือไม้ไผ่ลงกล่องประคองไว้ในมือแล้วกล่าวกับเหยาซู่ว่า “เอาล่ะ เราไปกันเถอะ”
ดงไผ่ไหววูบไปมาเบาๆเหมือนโบกมือลาให้กับผู้มาเยือน...