จ้าวยวี่เจี๋ยประคองจอกสุราขึ้นมา ั์ตาทอประกายห่วงใยเปี่ยมรัก "ท่านพี่หนิง วันนี้ท่านเผชิญเื่ร้ายแรงจนเหนื่อยล้ามามาก ดื่มสักจอกปลอบขวัญเถิดเ้าค่ะ เื่นี้แม้ยังไม่รู้เบาะแสคนร้าย ทว่าหากเค้นคอถามความจริงได้เมื่อใด น้องจะไปถอนรากถอนโคนพวกมันเคียงข้างท่าน ระบายแค้นให้ท่านเอง"
วาจาช่างแสนใส่ใจและเปี่ยมด้วยคุณธรรมสูงส่ง ใครเล่าจะคาดคิดว่าสตรีผู้นี้คือผู้ชักใยอยู่เื้ั
จ้าวหนิงวางจอกสุราลง เขาเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง "ลุงผิง ทั้งในและนอกจวนเรา มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณอยู่กี่คน"
"นอกจากข้าก็ไม่มีผู้ใดแล้ว คุณชายถามไถ่ด้วยเหตุใด"
"ผิดแล้ว นอกจากลุงผิง ยังมีอีกหลายคน"
"ยังมีอีกหลายคน... คุณชายอย่าล้อเล่นเลย"
"แค่ใกล้ตัวข้า ก็ซุ่มซ่อนอยู่ถึงสองคน"
"เอ่อ..."
"ยวี่เจี๋ย เ้าคิดเห็นเช่นไร"
"ท่านพี่หนิง วันนี้ท่านดูแปลกไปนะเ้าคะ หรือว่าฝืนใช้เชียนจวินจนสิ้นเปลืองพลังปราณมากไป จึงทิ้งผลกระทบเอาไว้"
"เ้าใช่ระดับคุมปราณสินะ"
"ท่านพี่หนิง น้องอยู่เพียงระดับฝึกกายเท่านั้น"
"ดี มีเื่หนึ่งที่ข้าสมควรบอกเ้า"
"เื่อันใดหรือเ้าคะ"
"ยามอยู่ระดับฝึกกาย ข้าตวัดเชียนจวินได้เพียงดาบเดียว จากนั้นก็สิ้นเรี่ยวแรง"
"น้องฟังลุงผิงเล่าแล้วเ้าค่ะ"
"แต่เ้ารู้หรือไม่ เมื่อพลังบรรลุถึงระดับคุมปราณ ข้าใช้เชียนจวินฟันได้กี่ดาบ"
"กี่ดาบหรือเ้าคะ"
"คำตอบคือ... สี่ดาบ"
สิ้นคำพูด ชิ้ง! ดาบยาวตวัดหลุดจากฝัก
แม้ระยะห่างเพียงแค่เอื้อม จ้าวยวี่เจี๋ยกลับมองวิถีการชักดาบของจ้าวหนิงไม่ทันแม้แต่น้อย รังสีดาบปะทุฉับพลัน ทุกสิ่งอุบัติขึ้นรวดเร็วปานอสนีบาต พริบตานั้น ประกายดาบเจิดจ้าสาดกระทบดวงหน้าตื่นตะลึงของจ้าวยวี่เจี๋ยจนซีดเผือด นางรวบรวมกำลังคิดถอยหนี ทว่าสายเกินกาล
คมดาบตวัดขวางราวกับทางช้างเผือกตัดผ่าน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องดุจจิ้งจอกาเ็ โลหิตอุ่นร้อนสาดกระเซ็นดั่งสาดน้ำหมึก เสียงตวาดกร้าวกัมปนาท ดุดันดั่งสัตว์ร้ายคำราม
ร่างของจ้าวยวี่เจี๋ยปลิวละลิ่วจากม้าหินราวกับว่าวขาดป่าน กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เืจากาแกลางอกสาดกระจายไปไกลถึงห้าก้าว ปากกระอักลิ่มเืออกมากองใหญ่ นางตะเกียกตะกายกุมาแ เงยหน้ามองจ้าวหนิงด้วยแววตาตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
ต่อให้นางจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาก่อนหน้านี้ แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า บุรุษที่เคยอ่อนโยนและหลงใหลนางจนโงหัวไม่ขึ้น จะลงมือสังหารนางอย่างอำมหิตเช่นนี้ เด็ดขาด ดุดัน และไร้ปรานี นางไม่อาจตอบสนองได้ทันแม้แต่เสี้ยวลมหายใจ
จังหวะที่จ้าวหนิงหยัดกายตวัดดาบ พลันบังเกิดกระแสลมกรดพุ่งจู่โจมจากหลังคอ ไม่ต้องหันไปมองก็รู้แน่ชัดว่าเป็กระบี่ของจ้าวตงผิงที่ตวัดขวางเข้ามา หากกระบี่นี้ััเป้าหมาย ศีรษะของจ้าวหนิงย่อมหลุดกระเด็นจากบ่า สิ้นชีพคาที่อย่างมิต้องสงสัย
คมกระบี่ของจ้าวตงผิงฟันทะลวงร่างเป้าหมาย ทว่าสิ่งที่ัักลับเป็เพียงภาพติดตา ก่อนภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็ควันจางหายไป
จ้าวหนิงใช้วิชาท่าเท้ากระจกวารีเร้นกายจากจุดเดิม มาปรากฏตัวอยู่กลางลานกว้าง เขาย่อตัวลงต่ำ เอียงคมดาบ ั์ตาสาดประกายคมกริบดุจลูกศร ทันทีที่เท้าขวากระทืบพื้น อิฐเขียวเบื้องล่างก็แตกร้าวเป็วงกว้าง ท่ามกลางเสียงกรอบแกรบ ร่างของเขาดีดทะยานพุ่งออกไปรวดเร็วปานสายฟ้า
ชายหนุ่มโผล่พรวดขึ้นเบื้องหน้าต้นหวยอวี้ สองมือกุมด้ามดาบชูขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนสับดาบที่สองลงมาอย่างดุดัน เส้นผมยาวสยายปลิวไสว ชายเสื้อสะบัดลู่ตามแรงเหวี่ยง
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ กำลังกระโจนจากนอกกำแพงขึ้นสู่ยอดไม้ มันได้ยินเสียงความวุ่นวายและคิดจะเข้าร่วมวงต่อสู้ ทว่ายังไม่ทันประเมินสถานการณ์ในลานให้แน่ชัดว่าควรลงมือจุดใด คลองจักษุก็ถูกรังสีดาบสว่างวาบกลืนกินไปจนสิ้น วินาทีต่อมา สติสัมปชัญญะของมันก็จมดิ่งสู่ความมืดมิดอนธการ
ร่างของมันขาดสะบั้นเป็สองซีก โลหิตสาดกระเซ็น ร่วงหล่นลงมาจากยอดไม้ดั่งเศษเนื้อไร้ค่า
"พี่รอง!"
จังหวะที่จ้าวหนิงรั้งดาบกลับและยังไม่ทันก่อรูปกระบวนท่าใหม่ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณอีกคนก็ตวัดหอกยาวพุ่งทะลวงเข้าใส่ ท่วงท่าดุดันบ้าคลั่ง ั์ตาแดงก่ำด้วยเพลิงแค้น คมหอกจ่อประชิดถึงลำคอจ้าวหนิงในชั่วพริบตา
จ้าวหนิงใช้ปลายเท้าแตะกิ่งไม้ ร่างกายพร่าเลือนกลายเป็เงาอีกครา ทว่าอีกฝ่ายจู่โจมรวดเร็วเกินไป แม้จ้าวหนิงจะมีท่าเท้ากระจกวารี แต่ในระยะประชิดถึงเพียงนี้ย่อมไม่อาจหลบหลีกได้พ้นทั้งหมด ถึงกระนั้นเขายังเบี่ยงตัวหลบจุดตายได้ทันท่วงที คมหอกจึงเพียงแค่กรีดเฉี่ยวหัวไหล่ไปเท่านั้น ชิ้นเนื้อและหยาดโลหิตสาดกระเซ็นหลุดลอย
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณผู้ใช้หอก เดิมทีหมายมั่นว่าการโจมตีนี้ย่อมปลิดชีพศัตรูได้แน่ คาดไม่ถึงว่าในสถานการณ์คับขันจวนตัว จ้าวหนิงยังเบี่ยงหลบจุดตายพ้น มันโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง สองมือกำด้ามหอกแน่นเตรียมกวาดตวัดหมายบั่นคอจ้าวหนิง ทว่าจู่ๆ ร่างกายของมันกลับแข็งทื่อ
ั์ตาสองข้างเบิกกว้างถลนราวกับกระดิ่งทองเหลือง มันก้มหน้าลงอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏคือดาบยาวเล่มหนึ่งกำลังชักถอนออกจากช่องท้องของตน ลากเอาเศษลำไส้และอวัยวะภายในทะลักตามออกมาด้วย มันแหกปากแผดร้องโหยหวนด้วยความสิ้นหวัง ร่างร่วงหล่นลงมาจากยอดไม้อย่างตื่นตระหนก สองมือตะเกียกตะกายไขว่คว้าสะเปะสะปะ หักกิ่งไม้และดึงรั้งใบไม้ร่วงกราวลงมานับไม่ถ้วน
"ไอ้เดรัจฉาน บังอาจฆ่าน้องข้า ข้าจะส่งแกไปลงนรก!"
ร่างสูงใหญ่ทะมึนดั่งหอคอยเหล็กกระโจนขึ้นจากกำแพงลานหลังต้นไม้ เรือนร่างกำยำบดบังแสงจันทร์สว่างไสวไปกว่าครึ่ง ค้อนคู่ั์ในมือราวกับง้างลงมาจากฟากฟ้า ทุบกระหน่ำเข้าใส่จ้าวหนิงสุดกำลัง รังสีสังหารกดดันหนักหน่วงราวกับภูตผีปีศาจทวงิญญา
จ้าวหนิงไร้หนทางหลบหลีก ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบนิ่งเยือกเย็น สองเท้าหยัดเหยียบกิ่งไม้ใหญ่จนมั่นคง ก่อนตวัดดาบสวนกลับขึ้นไป
ดาบปะทะค้อน เสียงกัมปนาทสนั่นดุจฟ้าผ่า แรงอัดกระแทกซัดกระจายออกรอบทิศราวกับคลื่นพายุคลั่ง เศษกิ่งไม้ใบไม้แตกละเอียดปลิวว่อนราวกับพายุหิมะ
เสี้ยววินาทีต่อมา ชายร่างั์ผู้ถือค้อนเบิกตากว้าง ความหวาดผวาลุกลามไปตามเส้นเืฝอยในลูกตาที่แทบจะถลนออกจากเบ้า ค้อนคู่ในมือมันเปราะบางราวกับก้อนเต้าหู้ ดาบยาวผ่าทะลวงอาวุธั์ออกเป็สองซีกอย่างง่ายดาย คมดาบเย็นเยียบตวัดขึ้นตรงๆ พุ่งทะยานเข้าหาลำคอมันด้วยความเร็วที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ฉัวะ!
ชายร่างั์บิดเอวหันหน้าหนีสุดชีวิต หลบเลี่ยงจุดตายที่ลำคอไปได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าแขนขวาของมันกลับโดนฟันขาดสะบั้นกระเด็นหลุดั้แ่หัวไหล่ เืพุ่งกระฉูดจากรอยตัดเผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน ร่างกายสูญเสียสมดุลกลางอากาศ ร่วงหล่นลงไปนอกลานใต้ต้นไม้ ร่างหนักหลายร้อยชั่งกระแทกพื้นเสียงดังโครม!
จ้าวหนิงทิ้งตัวจากยอดไม้ลงมายืนตระหง่านบนโต๊ะหิน จานชามที่รองรับน้ำหนักเท้าแตกกระจาย เศษกระเบื้องพุ่งกระเด็นออกไปราวกับลูกศร เขากระชับดาบหันกลับมา ท่วงท่าเย่อหยิ่งจองหอง ทอดสายตามองจ้าวตงผิงเบื้องล่าง อีกฝ่ายที่เพิ่งพุ่งตัวเข้ามาถึงกับชะงักงันตัวแข็งทื่อ
สนามรบที่เคยบ้าคลั่ง พลันเงียบสงัดลงในชั่วพริบตา สี่ดาบฟันจบสิ้น ศัตรูที่เชียนจวินชี้เป้า ตายสอง าเ็สอง
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวที่เพิ่งพุ่งพรวดเข้ามาในลาน เมื่อประจักษ์แก่สายตาต่างก็อ้าปากค้างตะลึงงัน
"แกบรรลุระดับคุมปราณแล้วงั้นรึ แกไม่ได้เก็บตัวบำเพ็ญเพียรด้วยซ้ำ เหตุใดจู่ๆ ถึงทะลวงระดับคุมปราณได้ ต่อให้แกจะเป็อัจฉริยะในรอบร้อยปีของตระกูลจ้าว ก็ไม่มีทางเป็ไปได้!" ั์ตาของจ้าวตงผิงแดงก่ำดั่งโลหิต ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ร้าย มันจ้องมองจ้าวหนิงนิ่งค้าง โกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง เพราะมันตระหนักดีแล้วว่าความแข็งแกร่งของศัตรูเบื้องหน้า คือขุนเขาที่มันไม่มีวันข้ามผ่านหรือเอาชนะได้
นี่คือโทสะของคนไร้น้ำยาโดยแท้ จ้าวหนิงมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ปรายตามองอย่างเ็า
"ต่อให้เป็เช่นนั้น แกก็ฟันไปครบสี่ดาบแล้ว แก..." ั์ตาของจ้าวตงผิงพลันลุกโชนด้วยไฟแห่งความหวัง มันขยับเท้าซ้ายไปข้างหน้า เตรียมพร้อมลงมือปลิดชีพ
จ้าวหนิงทอดมองจ้าวตงผิงด้วยสายตาราวกับมองตัวโง่งม "ข้าบอกว่าสี่ดาบ เ้าก็เชื่อหรือ"
จ้าวตงผิงไหล่กระตุกวาบ ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวที่มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ นอกจากกลุ่มที่ไล่ล่าตามสังหารนักฆ่าแขนขาดแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนกรีธาทัพเข้ามาในลานจนหมดสิ้น พวกเขายืนล้อมกรอบพื้นที่ไว้อย่างแ่าจนแม้มดสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้
จ้าวหนิงทิ้งตัวลงจากโต๊ะหิน เลิกใส่ใจจ้าวตงผิงอีกต่อไป เขาคืบเท้าเข้าหาจ้าวยวี่เจี๋ยทีละก้าว สายตาที่ทอดมองนางไม่ต่างจากมองดูแมลงวันชั้นต่ำตัวหนึ่ง น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยขึ้น "ส่งคนไปดักสังหารทายาทสายตรงตระกูลจ้าว หวังแย่งชิงทรัพยากรบำเพ็ญเพียร บ่อนทำลายรากฐานการฝึกฝนของข้า ครั้นแผนการแตกร้าว ยังกล้าชักนำผู้บำเพ็ญเพียรชาวยุทธ์บุกเข้ามาในจวนตระกูลจ้าวเพื่อฆ่าปิดปาก ขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้ ผู้ใดหนุนหลังเ้าอยู่"
ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบย่าง ฝุ่นดินใต้ฝ่าเท้าพลันกระจายออกเป็ระลอกคลื่น รังสีคุกคามแผ่ซ่านหนักหน่วงดั่งขุนเขกดทับ
จ้าวยวี่เจี๋ยใช้สองมือยันกายกึ่งนั่งกึ่งนอน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกชุ่มโชกไปด้วยโลหิต นางจ้องมองจ้าวหนิงที่คืบคลานเข้ามาใกล้ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ั์ตาคู่สวยเอ่อล้นด้วยความหวาดผวาจับขั้วหัวใจ
าแฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ เป็เครื่องยืนยันชัดเจนว่าคมดาบของจ้าวหนิงเมื่อครู่ หมายมั่นจะเอาชีวิตนางอย่างแท้จริง หากนางไม่ตอบสนองฉับไว ทิ้งตัวหงายหลังหลบในจังหวะเป็ตาย ศีรษะคงหลุดกระเด็นจากบ่าไปนานแล้ว
การที่ตวัดดาบเดียวแล้วไม่อาจปลิดชีพนางได้ จ้าวหนิงเองก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ เขาย่อมรู้ซึ้งดีว่าสตรีเบื้องหน้าคือตัวหายนะระดับใด พร์ในการบำเพ็ญเพียรของนางมิได้ด้อยไปกว่าเขาเลย เผลอๆ อาจจะเหนือล้ำกว่าเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อตัดสินใจลงมือสังหาร เขาย่อมไม่ออมรั้งพลังปราณแม้แต่น้อย ทว่าเห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้ร่มผ้าของจ้าวยวี่เจี๋ย มีเกราะอ่อนป้องกันภัยระดับสูงสวมใส่อยู่ หากมิใช่เพราะเกราะวิเศษชิ้นนั้น ป่านนี้นางคงโดนฟันขาดเป็สองท่อนดับดิ้นไปแล้ว
จ้าวยวี่เจี๋ยผู้มีใบหน้าซีดเซียวพยายามฝืนขยับตัว ทว่าเรี่ยวแรงเหือดหายจนไม่อาจแม้แต่จะยกแขนขึ้น นางเงยหน้ามองจ้าวหนิงที่ลงมือเด็ดขาดอำมหิต ภายในใจไม่อาจยอมรับได้จริงๆ ว่าบุรุษผู้นี้จะแปรเปลี่ยนเป็คนละคนอย่างกะทันหันเช่นนี้
เหตุใดเขาถึงล่วงรู้แผนการลับของข้าทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้... จ้าวยวี่เจี๋ยขบคิดเท่าไรก็ไม่อาจหาคำตอบ ยามััได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นของจ้าวหนิง ความตื่นตระหนกพลันตีตื้นขึ้นมาในอก ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจจนริมฝีปากบางสั่นระริก
"คุณหนูยวี่เจี๋ยส่งคนไปดักฆ่าคุณชายได้อย่างไร นางไปเอาความกล้าเทียมฟ้ามาจากที่ใด" คำถามนี้คือข้อกังขาที่อัดอั้นอยู่ในใจของผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวทุกคน ทว่าบัดนี้พวกเขากลับกระจ่างแจ้งแล้ว มิน่าเล่า ยามโดนลอบโจมตีเมื่อ่กลางวัน คุณชายถึงล่วงรู้ล่วงหน้า ที่แท้ก็ระแคะระคายแผนร้ายมาตั้งนานแล้ว
สายตาของผู้บำเพ็ญเพียรในลานที่จ้องมองจ้าวยวี่เจี๋ย บัดนี้อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
"จับกุมจ้าวยวี่เจี๋ยกับจ้าวตงผิงเดี๋ยวนี้!"
สิ้นคำสั่งของจ้าวหนิง เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่มีผู้ใดลังเลอีกต่อไป เมื่อครู่ยามที่จ้าวตงผิงลงมือลอบกัดจ้าวหนิง รวมถึงพวกชาวยุทธ์ที่บุกรุกเข้ามา พวกเขาล้วนประจักษ์แก่สายตา สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานมัดตัวชั้นดีว่าจ้าวยวี่เจี๋ยกับจ้าวตงผิงมีส่วนรู้เห็นเป็ใจ
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันพลันอุบัติขึ้น
ร่างเงารวดเร็วดุจภูตผีพุ่งทะยานออกจากเงามืดราวกับเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง ตัวคนยังไม่ทันถึง ปราณกระบี่ที่ซ้อนทับกันดั่งเกล็ดปลาก็สาดกระจายออกเป็วงกว้าง พุ่งทะลวงเข้าใส่ผู้คนในลานอย่างบ้าคลั่ง ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลจ้าวหลายคนเืสาดกระเซ็น ร่างปลิวละลิ่วล้มระเนระนาดไปตามๆ กัน
"ปราณกระบี่... ระดับคุมปราณขั้นกลาง!" ผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่งแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก
จ้าวหนิงหรี่ตาลงแคบ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นต้น แม้จะหลอมรวมลมปราณแท้เพื่อใช้ต่อสู้ได้ แต่ลมปราณแท้ไม่อาจปลดปล่อยออกนอกร่างจนสร้างอานุภาพพุ่งทะลวงดั่งลูกศรเช่นนี้ได้ ยอดฝีมือที่สามารถใช้ศาสตราปราณซัดปราณกระบี่ออกมาได้ อย่างต่ำต้องบรรลุถึงระดับคุมปราณขั้นกลางเป็อย่างน้อย
ยอดฝีมือลึกลับผู้ปิดบังใบหน้า พุ่งทะยานถึงตัวจ้าวยวี่เจี๋ยในชั่วพริบตา อาศัยจังหวะชุลมุนตวัดแขนรวบเอวนางขึ้นมา ส้นเท้ากระทืบพื้นส่งแรง กระโจนทะยานขึ้นหลังคาราวกับวิหคเหิน เพียงพริบตาก็เร้นกายกลืนหายไปในความมืดมิด ทุกท่วงท่าลื่นไหลรวดเร็วต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งเหนือชั้นของผู้บำเพ็ญเพียรระดับคุมปราณขั้นกลางอย่างแท้จริง
"ทิ้งกำลังไว้หน่วยหนึ่ง ที่เหลือตามล่ามันไป" จ้าวหนิงออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
"ขอรับ!"
"ส่งคนไปที่จวนที่ทำการเมือง ไปเค้นถามข้าหลวงเมืองไต้โจว ว่าในเมืองไต้โจวภายใต้การปกครองของมัน มีพวกเดนตายซุกซ่อนอยู่อีกเท่าใด ความปลอดภัยของจวนตระกูลจ้าวข้า ยังมีสิ่งใดเป็หลักประกันได้อีกหรือไม่"
"ขอรับ!"
จ้าวหนิงสะบัดเก็บดาบเข้าฝัก เดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะหินตามเดิม
"คุณชาย เ้านี่คิดหลบหนี พวกเราสกัดจับตัวมันไว้ได้ทันขอรับ" ผู้บำเพ็ญเพียรที่คอยอารักขาอยู่ด้านนอกลาน กดหัวลากตัวนักฆ่าระดับคุมปราณแขนขาดเข้ามา อีกฝ่ายาเ็สาหัส ซ้ำยังโดนรุมล้อมปิดทาง ย่อมยากจะหลบหนีรอด เ้านี่ก็นับว่าเป็คนจริงผู้หนึ่ง แม้จะสูญเสียท่อนแขนไปข้างหนึ่งแถมยังพลาดท่าเสียที ก็ยังขบกรามแน่นกรอด ไม่ปริปากร้องขอชีวิตแม้แต่ครึ่งคำ
จ้าวตงผิงยืนตัวสั่นอยู่มุมหนึ่งของลาน โดนผู้บำเพ็ญเพียรนับสิบคนล้อมกรอบไว้ จะขยับก็ไม่กล้า จะหนีก็หมดทาง สีหน้าซีดเผือด หวาดผวาไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก ด้วยขุมพลังระดับคุมปราณของมัน ยามต้องเผิญหน้ากับระดับฝึกกายนับสิบคน ต่อให้สู้รบเอาชนะไม่ได้ ก็ยังพอมีลู่ทางหนีเอาตัวรอด ทว่าจ้าวหนิงกลับนั่งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดาบยาวเชียนจวินก็วางพาดอยู่ใกล้มือ มันจึงไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวกระทำการใด
"ลุงผิง ท่านคือคนของตระกูลจ้าว ต่อให้ก่อนหน้านี้ด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ท่านยอมสวามิภักดิ์รับใช้จ้าวยวี่เจี๋ยและขายชีวิตให้นาง ทว่าวันนี้ยามพวกเราโดนดักสังหาร ท่านมิได้ลงมือกับข้า เมื่อครู่ก็มิได้สร้างความลำบากให้ข้าสักเท่าใด ท่านยังมีโอกาส... กลับตัวกลับใจได้"
จ้าวหนิงปรายตามองจ้าวตงผิงอย่างเ็า น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าแฝงความเด็ดขาดราวกับการพิพากษา "หากท่านเปิดโปงความผิดทั้งหมดของจ้าวยวี่เจี๋ยออกมาได้ ก็ยังนับว่าเอาความดีความชอบมาไถ่โทษ ข้าเอ่ยเพียงเท่านี้ ลุงผิงลองเก็บไปตรึกตรองดูให้ดี ข้าให้เวลาท่านแค่ครึ่งเค่อ"
เอ่ยจบ จ้าวหนิงก็เลิกใส่ใจปฏิกิริยาของจ้าวตงผิง ปล่อยให้สติของตนจมดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์ความคิด