“พี่เว่ยยาง เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม” กลุ่มผู้หญิงพยุงหลี่เว่ยยางนั่งลงแล้วถามอย่างเป็นห่วง
หลี่เว่ยยางไม่รู้ว่าโจวเหวินจะรับมือได้ไหม แต่โจวเหวินเป็นเพื่อนของหลี่เสวียน และดูจากนิสัยบรรดาเพื่อนของหลี่เสวียนแล้ว ก็คงไว้ใจไม่ค่อยได้
แต่หลี่เว่ยยางจะพูดคำพูดเหล่านี้ออกมาไม่ได้ ทำได้แค่พูดปลอบ “ในเมื่อเขากล้าขึ้นสังเวียน ก็น่าจะมีฝีมืออยู่บ้าง”
คำพูดของเธอเหมือนเป็นการปลอบใจเพื่อน แต่ความจริงเป็นการปลอบตัวเองมากกว่า
โจวเหวินยืนอยู่ตรงหน้ากู่เตี่ยน ทั้งที่ตัวเขาไม่ได้ถือว่าเตี้ยในหมู่ผู้ชาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากู่เตี่ยนกลับดูเตี้ยลงมาก
ร่างกายของกู่เตี่ยนดูแข็งแกร่งกำยำมาก เขาไม่เพียงแต่ตัวสูงใหญ่ อีกทั้งกล้ามเนื้อยังแน่นมาก ทั้งร่างกายดูอัดแน่นไปด้วยแรงระเบิด ปราศจากความอ่อนแอแม้แต่น้อย
ตอนที่กู่เตี่ยนสู้กับหลี่เว่ยยาง โจวเหวินมองออกว่าเขาได้ฝึกสกิลประเภทป้องกันระดับสูง ไม่เช่นนั้นต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขนาดไหม ก็รับมือการโจมตีจากสกิลไม่ได้
กู่เตี่ยนจ้องโจวเหวินด้วยสายตาที่เย็นเยือกราวกับภูตผีปีศาจ และกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เข้ามาเถอะ อย่ามัวเสียเวลา”
“นายระวังตัวหน่อยนะ หมัดฉันแรงมาก” โจวเหวินพูดเตือนก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ ตั้งหมัดขึ้น
ซูเหมยได้ยินโจวเหวินพูดอย่างนี้แล้วรู้สึกตลกทันที เธอพูดอย่างเย้ยหยันว่า “แรงเยอะก็ดีแล้ว กู่เตี่ยนชอบความรุนแรงเป็นที่สุด นายออกแรงให้มาก ๆ นะ อย่าทำให้เขาผิดหวัง”
คำพูดของซูเหมยเหมือนเป็นการหยอกล้อ แต่ความจริงกลับแฝงด้วยเจตนาร้าย วิชาเม่นของกู่เตี่ยนมีพลังสะท้อนที่น่ากลัว ยิ่งโจวเหวินใช้พลังมากแค่ไหน ก็จะยิ่งได้รับบาดเจ็บหนักเท่านั้น
ถึงแม้เกาหยางไม่ได้พูดอะไร แต่ก็กำลังเฝ้ารอฉากสนุกเหมือนกัน
มหาวิทยาลัยซีหยางมีนักศึกษาที่แข็งแกร่งอยู่จำนวนมาก แต่ในระดับธรรมดากลับไม่มีใครเอาชนะกู่เตี่ยนได้
“ถ้าไม่กลัวตายก็ต่อยมาให้เต็มที่” กู่เตี่ยนสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย แต่กลับดูน่ากลัวมาก
โจวเหวินชกหมัดขวาออกโดยที่ไม่พูดอะไรต่อ หมัดเฮอร์คิวลิสระเบิดพลังที่รุนแรง ทำให้หมัดของเขาดูขยายใหญ่กว่าปกติราวกับเป็นค้อนเหล็ก
กู่เตี่ยนหรี่ตาลง ขาทั้งสองข้างออกแรงยืนมั่น ร่างกายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับเปลวไฟลุกโชน
เกาหยางรู้ว่านี่คือจุดเด่นของวิชาเม่น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งเห็นชัด
เมื่อหลี่เว่ยยางเห็นความผิดปกติของร่างกายกู่เตี่ยนก็นึกบางอย่างได้ทันที เธอรีบตะโกนบอกโจวเหวินโดยที่ไม่สนใจอาการบาดเจ็บบนร่างกาย “อย่าต่อยนะ นั่นมันวิชาเม่น มีพลังสะ...”
ปัง !
น่าเสียดายเธอยังพูดไม่ทันจบ หมักของโจวเหวินก็ปะทะเข้าช่วงท้องของกู่เตี่ยนแล้ว
โจวเหวินตั้งใจเลือกตำแหน่งนี้ เพราะช่วงท้องเป็นจุดที่ทนรับแรงกระแทกได้ดีที่สุด ลดโอกาสเกิดอันตรายถึงชีวิต
กำปั้นที่แข็งแกร่งดุจเหล็กปะทะเข้ากับกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง แค่ฟังจากเสียงที่ดังสนั่นขึ้น ก็รู้สึกเหมือนเป็นเสียงโลหะปะทะกัน
โจวเหวินกับกู่เตี่ยนต่างหรี่ตาพร้อมกัน จากนั้นในสายตาที่เหลือเชื่อของเกาหยางและซูเหมย ร่างกายที่แข็งแกร่งของกู่เตี่ยนกลับงอลงเล็กน้อยเหมือนกับกุ้งแห้ง ขาทั้งสองข้างไถลถอยไปสามสี่เมตรราวกับอยู่บนพื้นน้ำแข็ง
บนพื้นยางชนิดพิเศษเกิดรอยดำสองเส้นที่ยาวสามสี่เมตร ดูคล้ายรอยยางรถที่เบรกกะทันหัน
หลี่เว่ยยางมองโจวเหวินอย่างตะลึง ไม่กล้าเชื่อว่าพลังหมัดของโจวเหวินจะสามารถทำให้กู่เตี่ยนที่ใช้วิชาเม่นถอยไปถึงสามสี่เมตร
ผู้หญิงที่เหลือต่างส่งเสียงเชียร์ นี่ไม่ใช่แค่สามก้าวแล้ว แต่เป็นระยะสามสี่เมตร เทียบได้กับเจ็ดแปดก้าวเลย
“เกาหยาง นายคงไม่คืนคำหรอกนะ” โจวเหวินเก็บกำปั้นที่สั่นเทากลับ พูดพลางมองเกาหยาง
หมัดของเขาทำให้กู่เตี่ยนถอยไปได้ก็จริง แต่เขาเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก จนถึงตอนนี้กำปั้นของเขายังคงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เกาหยางไม่ได้พูดอะไร แค่มองไปที่กู่เตี่ยน ส่วนกู่เตี่ยนก็พูดอย่างเย็นชา “ฉันแพ้แล้ว”
เกาหยางพยักหน้าพูดกับซูเหมยที่อยู่ข้าง ๆ “เอาไข่สัตว์คู่หูให้พวกเขา”
ซูเหมยรีบลุกขึ้นตะโกนเสียงดัง “เรื่องอะไรต้องให้พวกเขา นี่เป็นข้อตกลงระหว่างพวกเขา ฉันไม่ได้ตกลงว่ากู่เตี่ยนถอยถึงสามก้าวแล้วถือว่าแพ้ ข้อตกลงนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย อีกทั้งกู่เตี่ยนยังไม่ได้ขยับเท้าด้วยซ้ำ นี่นับได้แค่ก้าวเดียว ลองให้เขาสู้กับกู่เตี่ยนอีกครั้งสิ ถ้าล้มกู่เตี่ยนลงได้ถึงถือว่าเขาชนะ อีกอย่าง เขายังไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยซีหยาง...”
“ป้าบ...” ซูเหมยยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเกาหยางตบเข้าที่ใบหน้า จนซูเหมยถึงกับนิ่งงัน
“ต้องให้ฉันพูดซ้ำอีกครั้งไหม แพ้ก็คือแพ้ ฉันเกาหยางพูดอะไรแล้วไม่เคยคืนคำ หรือเธอคิดว่าไข่สัตว์คู่หูแค่ฟองเดียว สำคัญกว่าคำสัตย์ของฉันงั้นเหรอ” เหาหยางพูดพร้อมกับจ้องซูเหมยอย่างเย็นชา
ซูเหมยทำหน้าน้อยใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ หยิบไข่สัตว์คู่หูฟองหนึ่งออกจากกระเป๋าด้วยความไม่เต็มใจ ฟัดฟันยื่นให้เกาหยางแล้วหันหลังเดินจากไปด้วยความขุ่นเคือง
เกาหยางไม่สนใจซูเหมย ถือไข่สัตว์คู่หูเดินไปตรงหน้าโจวเหวินก่อนจะโยนให้เขา จากนั้นจ้องเขาแล้วพูดว่า “นายชื่ออะไร”
“โจวเหวิน” โจวเหวินตอบอย่างเรียบนิ่ง
“โจวเหวินสินะ ฉันจะจำนายไว้ ในเมื่อหลังจากนี้นายจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยซีหยาง งั้นต่อไปเราก็จะมีเวลาค่อย ๆ ทำความรู้จักกัน” เกาหยางพูดอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังพานักศึกษาอีกกลุ่มเดินจากไป
กู่เตี่ยนมองโจวเหวิน แต่ก็ตามพวกเขาเดินจากไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
“โจวเหวิน ดูไม่ออกเลยว่าหน้าขาว ๆ อย่างนาย จะมีพลังแข็งแกร่งขนาดนี้” หลี่เว่ยยางเดินเข้ามามองโจวเหวินแล้วพูด
“โจวเหวิน นายเป็นรุ่นน้องพวกเราจริงเหรอ”
“เดี๋ยวนี้นักเรียนมัธยมปลายแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ”
“รุ่นน้อง หมัดเมื่อกี้นี้ของนายเป็นสกิลชนิดหนึ่งสินะ สุดยอดมากเลย มันมีชื่อว่าอะไรเหรอ”
กลุ่มผู้หญิงล้อมถามโจวเหวินอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนจะสนใจโจวเหวินมากกว่าไข่สัตว์คู่หูที่เขาถืออยู่เสียอีก
“ครั้งนี้ฉันแค่ชนะด้วยความโชคดีเท่านั้น คนที่อย่างกับปีศาจร้ายนั่นน่ากลัวมาก ถ้าต่อสู้กันจริง ๆ ก็ตอบยากว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ” โจวเหวินคืนไข่สัตว์คู่หูให้หลี่เว่ยยาง จากนั้นยกมือที่ต่อยออกขึ้นมาดู เห็นว่าหลังมือมีรอยแผลที่เหมือนกับรูหนามจำนวนมาก และมีเลือดไหลซึมออกมา โชคดีที่เลือดไหลไม่มาก
“นายบาดเจ็บเหรอ” หลี่เว่ยยางเห็นรอยแผลที่ราวกับรูหนามบนหลังมือของโจวเหวินแล้วตกใจทันที
หลี่เว่ยยางไม่รอให้โจวเหวินตอบ เธอเอาไข่สัตว์คู่หูให้ผู้หญิงกลุ่มนั้นแล้วบอกให้พวกเธอกลับไปก่อน จากนั้นจูงโจวเหวินออกไปข้างนอก “ไปกันเถอะ ฉันจะพานายไปตรวจบาดแผล”
“ไม่ต้องหรอก แค่แผลถลอกนิดหน่อย ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก” โจวเหวินรีบกล่าว
“ต้องตรวจให้แน่ชัด ไม่งั้นถ้าปล่อยให้มีผลตามมาก็จะลำบาก” หลี่เว่ยยางลากโจวเหวินตรงไปที่ห้องพยาบาลโดยที่ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ
ในสนามประลองสัตว์เลี้ยงคู่หูมีห้องพยาบาลโดยเฉพาะ แต่เมื่อถึงห้องพยาบาล บาดแผลบนหลังมือของโจวเหวินก็เริ่มตกสะเก็ดแล้ว แค่ทำแผลเล็กน้อยก็ไม่มีปัญหาแล้ว แต่บาดแผลของหลี่เว่ยยางกลับไม่เบา ไหล่ข้างหนึ่งหลุด และต้องทำแผลบนใบหน้า สุดท้ายกลับกลายเป็นโจวเหวินที่ต้องวิ่งวุ่นช่วยจัดการให้เธอ