หลังจากมาถึงอาศรมคทานนในสภาพสะบักสะบอมวิฬาร์ก็ผล็อยหลับไปแทบจะในทันที ก่อนจะเดินงัวเงียออกมาในตอนเช้าก็เห็นท่านนั่งทำอะไรง่วนอยู่บนแคร่ไม้หน้ากระท่อม
“นั่งลงสิเ้าควรกินอะไรสักหน่อย” ท่านเลื่อนถาดใส่ผลไม้มาให้เขา แม้ว่าในนั้นจะมีผลไม้บางชนิดที่เขาไม่รู้จักแต่เขาก็หยิบขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
วิฬาร์นั่งกินผลไม้พลางชมความงามของธรรมชาติอย่างอิ่มเอมใจพลางนึกอิจฉาNPCในโลกนี้ขึ้นมาไม่น้อยที่ยังมีธรรมชาติเหล่านี้ให้เชยชมต่างจากโลกความจริงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
โลกที่ธรรมชาติแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว
อากาศถูกสูดผ่านเข้าออกร่างกายของเขาอย่างเชื่องช้าทำให้ลมหายใจเร่งร้อนพลันสงบนิ่ง ยิ่งเขาทอดสายตามองป่าเขาเบื้องหน้ามากเท่าไหร่ในใจของเขาก็ยิ่งััถึงความสงบได้มากขึ้นเท่านั้น วินาทีนั้นวิฬาร์พลันััได้ถึงความเข้มข้นของละอองเวทมนตร์ในอากาศว่าในพื้นที่บริเวณนี้มันมีความหนาแน่นสูงกว่าพื้นที่ทั่วๆ ไป อย่างน้อยสิบเปอร์เซ็นต์
ตัวเลขสิบเปอร์เซ็นต์นี้แม้ว่าจะฟังดูไม่มาก แต่กลับส่งผลแตกต่างอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้และใช้งานเวทมนตร์
พื้นที่ที่ละอองหนาแน่นจะทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ง่ายขึ้น รุนแรงขึ้น และฟื้นฟูเวทมนตร์ที่เสียไปได้เร็วขึ้นเรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้ แต่พื้นที่ประเภทนี้หาได้ยากยิ่งเพราะละอองเวทมนตร์ก็ไม่ต่างจากน้ำในทะเลที่จะรักษาระดับของมันไว้เท่าๆ กันทั่วทั้งโลกทำให้ไม่ว่าจะที่ไหน เวทมนตร์ก็มีอัตราความเข้มข้นพอๆ กันยกเว้นแต่ว่าบางสถานที่ที่มีสภาวะพิเศษ แต่นั่นก็ไม่ใช่เื่ที่พบเจอได้ดาษดื่น
แต่ต่อให้มีพื้นที่ประเภทนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่ก็ยังตรวจจับได้ยากเพราะแม้ว่าทักษะของผู้เล่นทุกคนในเกมจะมีความสัมพันธ์กับเวทมนตร์อย่างแแ่ แต่ผู้เล่นทั่วไปกลับใช้มันเสมือนเป็เครื่องมือทุ่นแรงเท่านั้น
มีเพียงยอดฝีมือที่จะใช้และเข้าถึงมันได้อย่างแท้จริง
แม้แต่ตัววิฬาร์เองกว่าจะมีความสามารถในการััรับรู้ถึงละอองเวทมนตร์ก็ต้องใช้เวลาเล่นเบต้าเทสต์กว่าสามปีเต็มในเกมจึงจะเริ่มเข้าถึงความลับบางเื่ของเวทมนตร์ ความสามารถนี้ไม่ใช่ทักษะแต่เป็เสมือนความเข้าใจในตัวเวทมนตร์ทำให้แม้ว่าตอนนี้วิฬาร์เพิ่งเริ่มเล่นเกมใหม่อีกครั้งด้วยระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินเขาก็ยังสามารถััละอองเวทมนตร์ได้บ้าง
เขาปล่อยใจล่องลอยไปกับความคิดจนเข้าสู่สภาวะสมาธิชั้นสูงโดยไม่รู้ตัวห้วงความคิดหลงใหลดื่มด่ำไปกับธรรมชาติ สิ่งซึ่งเกี่ยวพันกับเวทมนตร์อย่างลึกล้ำไม่ต่างจากมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร
แม้ว่าต้นไม้จะขึ้นอย่างไร้ระเบียบมวลแมลงพากันดูดน้ำหวานจากดอกไม้อย่างที่เป็มาเนิ่นนาน หมู่สรรพสัตว์เหยียบย่ำอุ้งเท้าลงบนผืนป่าแทะเล็มยอดหญ้าพลางเหลือบซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง สายลมอันอ่อนบางที่โลมไล้ไปทั่วสรรพางค์กายแต่เื่พวกนี้ก็เป็เื่ธรรมดาที่เกิดขึ้นเหมือนกันแบบนี้ทุกวันมานานนับอสงไขย*
[*อสงไขย=่เวลาอันยาวนานจนไม่สามารถนับได้]
สิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปในธรรมชาตินี้ความจริงแล้วคือสิ่งตอกย้ำความไม่ธรรมดาที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้น
ว่ากันว่าโลกในยุคก่อนสิ่งมีชีวิตมีเพียงแร่ธาตุอันขุ่นข้น บรรยากาศที่เป็พิษ ท้องฟ้าแสนขมุกขมัวอันตราย
แต่แล้ววันหนึ่งในท้องทะเลอันเวิ้งว้างโกลาหล และส่วนผสมที่จำแนกไม่ได้ ชีวิตแรกพลันอุบัติขึ้น
จากนั้นมันก็จำลองตัวเองเพิ่มขึ้นวิวัฒน์ พัฒนา กัดกิน เติบโต แพร่พันธุ์ จนเต็มไปทั่วทุกพื้นที่บนโลก
เติมชีวิตชีวาให้โลกไร้ชีวิตนี้มีสีสันอันฉูดฉาดและงดงามราวแดน์
เป็ปาฏิหาริย์ที่เจิดจ้าและล้ำค่าที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในห้วงจักรวาล
หากปาฏิหาริย์นี้มิใช่เวทมนตร์แล้วจะเป็สิ่งใดได้อีก
ณที่แห่งนี้ เวทมนตร์คือสิ่งค้ำจุนของชีวิตทำให้ทุกสรรพสิ่งดำเนินเป็มาดังเช่นทุกวันนี้
การได้ัักับธรรมชาติอันแสนธรรมดาที่ดูคล้ายจะน่าเบื่อแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกเป็สุขและอิ่มเอมไปกับมันจนเขาพริ้มตาหลับลงโดยไม่รู้ตัว
วินาทีนั้นคล้ายกับเกิดสิ่งอัศจรรย์
ละอองแสงหลากสีผุดขึ้นอย่างไม่รู้ที่มามันล่องลอยมาตามสายลม หมุนวนรอบตัววิฬาร์คล้ายกับพวกผึ้งที่หาดอกไม้เพื่อผสมเกสร เกิดเป็วงแหวนส่องประกายระยิบระยับชั้นแล้วชั้นเล่า
ยิ่งเนิ่นนานยิ่งเปล่งประกาย
ฤๅษีคทานนมองภาพตรงหน้าอย่างระทึกใจพลางสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่ไปรบกวนการเข้าถึงธรรมชาติของวิฬาร์ ใจที่ตื่นเต้นรัวไม่เป็ส่ำจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ความสามารถในการเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้ถึงระดับนี้ช่างมหัศจรรย์เหลือประมาณเป็พร์ที่พบเจอได้ยากมาก แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างฤๅษีด้วยกันเองภาพที่เห็นตรงหน้าจึงทำให้ท่านส่ายหัวอย่างนึกอิจฉาในความสามารถของวิฬาร์
‘นับว่าเลือกคนได้ไม่ผิดจริงๆ’
ละอองแสงสีพร่างตาวิ่งวนรอบกายเขาช้าลงเรื่อยๆจนคล้ายกับจะหยุดนิ่ง แต่ยังเห็นความเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนและเชื่องช้า วิฬาร์เสมือนเปลี่ยนร่างเป็ดาวเสาร์ที่มีวงแหวนพิสดารล้อมรอบอยู่หลายชั้นหากในวินาทีนี้ ผู้ที่นั่งเคียงข้างวิฬาร์อยู่เป็เพียงผู้เล่นคนอื่นในเกมแล้วละก็เจ็ดในสิบจะไม่สังเกตเห็นความมหัศจรรย์นี้แม้แต่นิดเดียว เพราะฝีมือยังต่ำต้อยเกินไป
แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็ยอดฝีมือที่ไหนสักคนแล้วละก็เขาจะต้องอ้าปากค้างจนคางเกยพื้นอย่างแน่นอน
เพราะอัตราการเชื่อมต่อกับธรรมชาติจะเป็เหมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างตัวผู้เล่นกับละอองเวทมนตร์ในโลกแห่งเกมสะท้อนออกมาในรูปแบบของความสามารถในการใช้เวทมนตร์
ยิ่งมีอัตราเชื่อมโยงสูงก็ยิ่งใช้เวทมนตร์ได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ใหญ่ขึ้นนั่นเอง
อึดใจต่อมาละอองแสงสีเ่าั้ มันก็ค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้ามาในร่างสมส่วนของวิฬาร์จนหมดสิ้น
พร้อมกับวินาทีที่เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างสุขใจแล้วลืมตาขึ้นโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเมื่อครู่เกิดเหตุอะไรขึ้น
“ผู้เล่นวิฬาร์ทำการเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้รับพร ผู้เชื่อมต่อกับโลก ค่าพลังชีวิตและพลังเวทมนตร์สูงสุดเพิ่มขึ้น 21%”
“หา?”เขาเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจกับเสียงของระบบที่ดังขึ้นในหัวทำให้ฤๅษีคทานนที่นั่งมองเขาอยู่ข้างๆ ส่งเสียงถามออกมาอย่างแปลกใจ เขาจึงเล่าให้ท่านฟังว่าอยู่ดีๆก็ได้รับพรแปลกๆ มาอย่างหนึ่ง
“เ้าไม่ต้องสนใจและอย่าคิดจะสนใจพรข้อนี้เลย คิดซะว่าเป็ของขวัญอย่างนึงก็แล้วกันเพราะยิ่งคิดถึงมัน หรืออยากได้มันมากขึ้นเท่าไหร่เ้าก็จะยิ่งห่างไกลจากมันมากขึ้นเท่านั้น” ท่านบอกแต่เพียงว่ามันเป็ของขวัญที่หาได้ยากยิ่งแกล้งทำเป็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ทำให้วิฬาร์ได้แต่พยักหน้ารับทั้งๆที่ยังมีความสงสัยอัดแน่นอยู่เต็มอก โดยที่ตัวเองไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงไรกับตัวเอง
ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปครู่ใหญ่เพราะฝั่งหนึ่งกำลังงุนงงว่าทำไมอยู่ๆ ตัวเองก็ได้รับพรแปลกๆ มา ส่วนอีกท่านก็กำลังไตร่ตรองว่าจะสอนอะไรให้กับเ้าของร่างอวตารอันยิ่งใหญ่คนนี้ดี
จากนั้นวิฬาร์ที่เห็นว่าบรรยากาศดูเงียบเชียบพิกลก็เอ่ยปากขึ้นทำลายความเงียบขัดจังหวะท่านที่กำลังนั่งสานเสื่ออย่างเหม่อลอยอยู่ข้างๆ
“ให้ผมช่วยมั้ยครับ?”
“หืม? เ้าทำเป็รึ?”ท่านเอ่ยปากถามพร้อมเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจผู้คนสมัยนี้พึ่งพาเวทมนตร์และเทคโนโลยีมากมายจนแทบทำเื่พวกนี้กันไม่เป็แล้วท่านจึงแปลกใจที่เด็กหนุ่มคนนี้ถามขึ้น
“ไม่เป็ครับแต่ถ้าท่านสอนผมได้ ผมก็จะลองดูครับ”
ท่านเหม่อมองวิฬาร์ด้วยสายตาประหลาดคู่หนึ่งก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นจนเขาสะดุ้งโหยงแทบหล่นจากแคร่ไม้
“ฮ่าๆๆๆเ้านี่ประหลาดคนจริงๆ ที่ผ่านมามีคนตั้งหลายคนพยายามมาขอพบข้าเพื่อร่ำเรียนเวทมนตร์ต่างๆแต่เ้ากลับขอให้ข้าสอนสานเสื่อให้เนี่ยนะ? ฮ่าๆๆๆ ถ้าเพื่อนข้าคนอื่นๆ รู้เข้าคงถูกเอาไปล้อสามปีเจ็ดปีแน่ๆฮ่าๆๆๆ”ท่านหัวเราะน้ำตาเล็ดพลางเอามือตีขาตัวเองป้าบๆๆ อย่างสะใจ แต่ทว่าวิฬาร์กลับมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกขนลุกเกรียว
เพราะเสียงฝ่ามือที่กระทบต้นขาท่านเสียงมันดังราวกับเสียงปืน!
ท่านหัวเราะอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเช็ดน้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมา
“เอาเถอะถ้าเ้าว่าอย่างนั้น ข้าก็จะไม่ขัดศรัทธาแล้วกัน”
‘ฉิบหาย!’ วิฬาร์นั่งอึ้งที่ท่านตกปากรับคำอย่างง่ายดายความจริงนี่ก็เป็สิ่งที่เขากังวลมาั้แ่แรกอยู่นานว่าจะเอ่ยปากขอให้ท่านสอนวิชาอย่างไรถึงจะดูไม่น่าเกลียดเพราะใน่ที่เคยเล่นเกมมาก่อน เขาก็เคยเจอ NPC ฤๅษีมาหลายตนแต่ละตนก็มีความเป็ของตัวเอง มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากมนุษย์จริงๆดังนั้นจึงพยายามเข้าหาแบบค่อยเป็ค่อยไป แทนที่จะเข้าหาแบบมุ่งหวังผลประโยชน์
ลองนึกดูว่าหากใครสักคนมีวิชาที่ตนฝึกฝนมาอย่างยากลำบากอยู่ในมือหากจะหาผู้สืบทอดก็จะต้องเลือกเฟ้นอย่างดีว่าสุดท้ายจะไม่เอาวิชาของตนไปใช้ทิ้งๆขว้างๆ หรือเอาไปใช้ในแนวทางที่แตกต่างจากที่ตนเองมุ่งหวัง ดังนั้นการที่อยู่ๆจะยอมสอนวิชาอันหวงแหนของตนให้นาย ก. นาย ข. ก็ย่อมจะเป็ไปไม่ได้
“คือว่า…ถ้าท่านมีวิชาอื่นที่อยากจะสอนเพิ่ม ผมก็ยินดีที่จะเรียนรู้นะครับ”วิฬาร์รีบเค้นสมองหาถ้อยคำที่ดูนุ่มนวลที่สุดในการตอบรับน้ำใจของท่านพร้อมกับเปิดทางถอยให้ตัวเองได้เรียนวิชาอื่นเพิ่มด้วย
“ไม่ต้องรีบร้อนเ้าเรียนวิชาทอเสื่อไปก่อนน่ะดีแล้ว”
ปึง!
แต่รู้สึกเหมือนว่าทางถอยที่เขาพยายามจะเปิดจะถูกปิดลงแล้วเนี่ยสิ…
“ก็ได้ครับ…”
วิฬาร์รับคำด้วยความรู้สึกน้ำตาท่วมหน้า
………………..
หลังจากออฟไลน์และออนไลน์ใหม่อีกครั้งนี่ผ่านไปสามวันแล้ว วิฬาร์เองก็ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ อีกไม่น้อยไม่ว่าจะเป็ทักษะเย็บปักถักร้อยที่ตอนนี้เลื่อนขึ้นมาเป็ระดับห้าหลังจากทอเสื่อเสร็จไปสามผืนกับชะลอม กระด้ง และเครื่องใช้พื้นบ้านอีกหลายชิ้น
นอกจากนี้เขายังต้องทำงานอีกหลายอย่างชวนให้ความรู้สึกเหมือนเป็ศิษย์ก้นกุฏิวัดยังไงยังงั้น
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้ฝึกทักษะที่มีประโยชน์มาอย่างหนึ่ง
มันคือมนตร์เรียกเนื้อ
ความจริงการล่าสัตว์หาอาหารไม่นับว่าเป็เื่ยากสำหรับท่านที่มีเลเวล150 แม้แต่น้อย แต่เพราะว่าท่านเป็ผู้บำเพ็ญเพียร ทำให้ต้องละการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตท่านจึงฝึกฝนมนตร์บทนี้เพื่อหาซากสัตว์ที่เพิ่งตายในระยะเวลาไม่นานสำหรับนำมาเป็อาหาร
ทว่าเมื่อวิฬาร์เริ่มฝึกฝนกลับพบว่าเมื่อเรียกใช้ทักษะจะบอกแค่ว่ามีสิ่งมีชีวิตในรัศมีขนาดหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถตรวจสอบซากสิ่งมีชีวิตได้เหมือนท่าน คงเป็เพราะระดับทักษะของเขาต่ำเกินไป
แต่วิฬาร์เล็งเห็นแล้วว่าทักษะแบบนี้มีประโยชน์แม้ว่าตอนนี้มันจะระดับต่ำมาก ทำให้แค่บอกได้แบบเลือนรางประมาณว่าทางซ้ายมีสิ่งมีชีวิตอยู่ หรือทางขวามีสิ่งมีชีวิตอยู่แต่หากพัฒนาจนระดับสูงมากกว่านี้ ทักษะจะขยายระยะทำการรวมทั้งบอกรายละเอียดเพิ่มเติมได้อีก ชัดเจนว่าน่าจะมีประโยชน์มากในอนาคต
‘แบบนี้ก็อาจเอาไปใช้ในการต่อสู้ได้ด้วย’ วิฬาร์คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็พบว่าถ้าหากสงสัยว่าพื้นที่ใกล้ๆ มีศัตรูซ่อนอยู่ ก็สามารถใช้ทักษะนี้ในการสแกนหาสิ่งมีชีวิตเพื่อป้องกันการถูกซุ่มโจมตีได้
แต่ด้วยความสามารถดีขนาดนี้ทำให้ทักษะนี้ถูกจำกัดให้ใช้ได้แค่วันละครั้งเท่านั้น
และหลังจากทำงานวันนี้เสร็จทั้งสองก็หาข้าวปลาอาหารกินกันจนอิ่ม ก่อนที่ท่านฤๅษีจะเอ่ยปากบอกสิ่งที่ทำให้เขาต้องตกตะลึง
“พรุ่งนี้เช้าเ้าต้องฝึกวิชาหอกจากข้า คืนนี้จงพักผ่อนให้เต็มที่”
เขานั่งอึ้งอยู่พักหนึ่งเพราะเป็เื่ที่เขาคาดหวังมาหลายวันว่าเมื่อไหร่ท่านถึงจะสอนทักษะอะไรให้ก่อนจะรีบเอ่ยปากขอบคุณอย่างยินดี
“ครับพระอาจารย์”
เมื่อเป็วิชาหอกก็เห็นได้ชัดว่าเป็วิชาสายยุทธเวทแบบหนึ่ง
ตัววิฬาร์เองนั้นเดิมทีก็เชี่ยวชาญเวทมนตร์หลายสายเนื่องจากเคยเล่นเกมนี้ใน่ทดสอบมาก่อนและความรู้ที่เขามีให้กับเวทมนตร์ทั้งแปดสายก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่เื่ราวต่างๆย่อมมีข้อยกเว้น
ตัวเขาเองเชี่ยวชาญในด้านธาตุเวทมายาเวท และมรณเวทมากกว่าสายอื่น ส่วนด้านที่เหลือนั้นแม้จะมีความเข้าใจในระดับสูง แต่ก็ยังห่างชั้นกับ NPC ระดับฤๅษีพวกนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายยุทธเวทและรสายนเวทที่เขาอ่อนด้อยที่สุด
ว่ากันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าวิฬาร์รู้ดีว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดทุกครั้งที่เขามีโอกาสจะได้เรียนรู้ทักษะใหม่ก็จะตั้งใจเป็อย่างยิ่งอย่าว่าแต่ตอนนี้ที่เพิ่งเข้าเกมมาหมาดๆทักษะทั้งหลายแหล่ที่เขาเคยมีในครั้งอดีตนั้นเป็เพียงแค่ปุยเมฆเท่านั้น วินาทีนี้ต่อให้วิฬาร์มีความรู้มากมายมหาศาล แต่ก็เอาปุยเมฆไปตีรันฟังแทงกับคนอื่นไม่ได้เมื่อโอกาสมากองอยู่ตรงหน้า เขาก็ยิ่งต้องคว้าไว้ในมั่นที่สุด
แม้ไม่รู้ว่าฤๅษีคทานนจะสอนวิชาหอกแบบไหนให้เขาแต่วิฬาร์มั่นใจว่าทักษะที่เขาจะได้ฝึกจะต้องไม่ใช่วิชาธรรมดาอย่างแน่นอนถึงมันจะเป็สายยุทธเวทที่เขาไม่เคยฝึกฝนแบบจริงจัง แต่เขาก็คิดว่าน่าสนใจไม่น้อยไม่ได้คิดปิดกั้นตัวเองด้วยการขอเรียนในสายพลังที่ตนถนัดเหมือนก่อน
และเมื่อถึงเวลาเช้ามืดท่านฤๅษีก็ให้วิฬาร์เข้าไปลากหีบหนักอึ้งใบหนึ่งออกมาเมื่อเปิดดูก็พบกับหอกไม้กว่าสิบเล่มแต่ละอันดูเก่าคร่ำคร่าคล้ายผ่านกาลเวลามานานนับสิบปี
“หยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปที่ลานตรงโน้น”
เขาหยิบหอกขึ้นมาอันหนึ่งโดยไม่ได้เลือกเพราะสภาพมันแทบไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ก่อนจะเดินไปที่ลานโล่งๆ ข้างกระท่อมที่พระอาจารย์ยืนรออยู่
“หอกเป็ศาสตราวุธที่ค่อนข้างยาวทำให้การใช้งานต้องประคองไว้ด้วยสองมือเพื่อเพิ่มความมั่นคงในการใช้งาน ซึ่งส่วนนี้นับเป็หนึ่งในข้อดีและข้อเสียของมันเ้ารู้หรือไม่ว่าคืออะไร” พระอาจารย์จับหอกตั้งกับพื้นอย่างมั่นคงพลางเอ่ยปากสอนเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
เขาลองจินตนาการพลางนึกถึงการใช้งานภายในหัวความจริงแล้วเขาเองก็มีประสบการณ์ในการใช้อาวุธไม่หลากหลายนัก ไม่ได้รู้หลักการใช้งานของมันจริงๆจึงลองวิเคราะห์แล้วเดาดูแบบมีเหตุผล
“ข้อดีคงจะเป็เื่พลังการโจมตีและความแม่นยำเพราะการถือด้วยสองมือ ทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ได้ละเอียดกว่าการจับอาวุธด้วยมือเดียวอย่างดาบสั้นหรือมีดนอกจากนี้การจับด้วยสองมือยังทำให้สามารถใช้แรงได้ง่ายขึ้นด้วย”
พระอาจารย์ได้ฟังคำตอบก็ยิ้มบางๆอย่างพอใจ แล้วเอ่ยต่อ
“ถูกแล้วการจับสองมือ จะทำให้เ้าถ่ายเทแรงทั้งหนักเบามากน้อยปรับเปลี่ยนระยะได้ดั่งใจโดยทั่วไปจะสามารถใช้มือซ้ายซึ่งเป็ข้างที่ไม่ถนัดในการประคองตัวหอกส่วนมือขวาจะใช้ในการเล็งใส่จุดที่เ้าจะโจมตีและเป็ต้นกำลังในการใช้แรงโดยทั่วไปหอกสามารถใช้ได้ในทั้งการรุกและรับ แบบนี้”
ท่านกระชับหอกขึ้นมาถือในมือคล้ายจะแสดงให้ดูเป็ตัวอย่างมือซ้ายถือประคองหอกที่บริเวณกึ่งกลาง ส่วนมือขวาจับเข้าที่ด้ามจากนั้นก็เริ่มบังคับทั้งแทง ตัด ตวัด ฟาด ให้เขาดูอย่างช้าๆถึงจะเป็กระบวนท่าธรรมดาแต่กลับแฝงไปด้วยความอันตรายอย่างยิ่งยวด แม้ว่าออกกระบวนท่าด้วยความเชื่องช้าแต่วิฬาร์กลับััถึงรังสีสังหารอ่อนๆ จากหอกไม้หน้าตาไร้ความน่าเชื่อถือนั้นได้
ท่านเริ่มทวีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยิ่งควงหอกยิ่งออกกระบวนท่ามามากกว่าเดิมจนสายตาเขามองไม่ทัน หอกธรรมดาเพียงหนึ่งเล่มกลับแปรเปลี่ยนเป็เหมือนกรงเล็บพยัคฆ์ที่ล้อมรอบกายยิ่งมองยิ่งตาลายคล้ายกับเห็นภาพหลอนวินาทีนี้เขารู้สึกว่าเืในกายทวีความข้นหนืดขึ้นสิบเท่าจนหายใจแทบไม่ออกในขณะที่ภาพฤๅษีคทานนตรงหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนไปจากเดิม
ร่างมนุษย์ที่เคยสูงราวๆเมตรเจ็บสิบอีกทั้งส่วนหลังยังงองุ้มลงเล็กน้อย บัดนี้กลับสูงร่วมวาเศษท่อนแขนผอมแห้งกลับเสมือนมีกล้ามเนื้อพองโตขึ้นหนังเสือที่ท่านห่มกลับแปรเปลี่ยนไปกลายเป็เกราะโลหะสีเงินยวงลายพร้อยไปด้วยร่องเหลี่ยมมุมต่างๆ วิจิตรพิสดาร คล้ายกับนักรบผู้หนึ่งที่ยืนหยัดอยู่กลางสมรภูมิอย่างเด็ดเดี่ยวใบหน้าที่เคยกอปรไปด้วยเมตตาจิต ตอนนี้กลับดุดันราวเพชฌฆาต และที่มุมปาก…
มีเขี้ยวงอกออกมาทั้งสองข้าง!!!
วิฬาร์จะรอดจากการฝึกมั้ย? ติดตามกันนะครับ