ตอนที่ 43มีเหย้าก็ต้องไปเยื่อน
เสือน้อยที่มีความสุขกำลังบรรเลงเพลงพร้อมชวนเธอร้องเพลงกันอยู่สองคน โดยไม่มีใครมาคั่นกลาง ไม่มีใครเข้ามาแทรก
ทำให้เสือน้อยอดนึกถึงละครเรื่อง ‘สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย’ ที่เติ้ลตะวัน กับนุ่น วรนุชเล่นไว้ชื่อของไอ้หรั่งกับบทละครสุดโรแมนติก มันยังตราตรึงฝังใจเสือน้อยจวบจนทุกวันนี้
เขาเองก็คิดว่าตัวเองได้รับอิทธิพลจากละครเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ใจหนึ่งเขามีความคิดอยากจะชวนเธอให้อยู่จนถึงตอนกลางคืน ยามที่พระจันทร์ลอยอยู่กลางฟากฟ้า
เขาหมายมั่นจะพาเธอไปเหยียบดวงจันทร์เต้นรำคลอเคลียกันอยู่เพียงแค่สองต่อสอง
เสือน้อยพอนึกได้ดังนั้นจึงบอกเล่าความคิดของตนให้เหมือนฝันฟัง ทำเอาเด็กสาวอายใบหน้าแดงระเรื่อ
แน่นอนว่าเธอต้องเคยดูละครเรื่องนี้อยู่แล้วในบางครั้งเธอหรือว่าพวกผู้หญิงหลาย ๆ คน ก็ยังคิดฝันว่าตัวเองคือ ‘นุ่น วรนุช’จากในละคร
แต่กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงเมื่อพลบค่ำแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องได้จากลา
เสือน้อยจึงเลียนเสียงพูดหวานๆ คล้ายดีเจในคลื่นวิทยุ เขากระแอมดัดเสียงเล็กน้อยให้ดูนุ่มนวล“ก่อนจากกันไปในวันนี้ขอฝากเพลงความหมายซึ้ง ๆ กินใจให้ท่านผู้ฟังไว้อีกหนึ่งบทเพลง…”
“เรียนเชิญท่านรับฟัง ‘เพลงหวานใจ’ ของวงบางแก้วครับ”ตัวเขาเองเตรียมซ้อมเพลงนี้ไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว
สองมือของเสือน้อยก็บรรเลงเมโลดี้เสียงร้องก็ดังออกจากปากของเด็กหนุ่ม และพอได้ยินแล้ว ไพเราะเสนาะหูเป็นอย่างมากเสียงของเด็กหนุ่มมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว สามารถเอาดีด้านนักดนตรีได้สบาย ๆ
♪ “เข้านอนเร็ว ๆนะหวานใจ ไม่สบายไปฉันคงเหงา เดี๋ยวไม่เจอกัน ในตอนเช้าของวันใหม่ จะอยู่อย่างไรพรุ่งนี้…” ♪
เหมือนฝันก็เหนียมอายเธอทำตัวไม่ถูกเช่นกันได้แต่นั่งยิ้มหวาน สองมือจับผ้าเช็ดหน้าบิดไปมา…ตอนนี้เธอเขินแทบจะแย่อยู่แล้ว!
“ร้ายนักนะไอ้เสือ!”แม่ชบายิ้มขณะเดียวกันก็หมั่นไส้
นกแก้วที่นอนหมอบเท้าคางอยู่กับพื้นขาก็แกว่งไปแกว่งมาฟังเพลงที่พี่ชายร้องอย่างมีความสุข เธอหันไปมองป้าของตนพลางพูดขึ้น“ป้าหนูอยากเรียนดนตรีบ้างจัง!”
“เรื่องนี้ก็ไปอ้อนขอลุงหนูเอาโน่นแน่ะไอ้เสือน้อยมันก็เรียนมาจากลุงผันนั่นแหละ” แม่ชบาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่สายตามองไปยังหนุ่มสาวที่กำลังหวานซึ้งกันอยู่ที่ศาลาริมน้ำ
จากนั้นแม่ก็อาสาขับรถไปส่งที่บ้านอีกทั้งยังไม่อนุญาตให้สาวน้อยได้ปฏิเสธเด็ดขาด
ระหว่างทางก็ชวนคุยเรื่องประสาผู้หญิงถามเรื่องอื่น ๆ ไปเรื่อย ด้วยเป็นคนคุยสนุกคุยเก่งทั้งคู่จึงเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว
……
ส่วนเสือน้อยที่อาบน้ำประแป้งก็นอนหลับกอดหมอนข้างอารมณ์ดี ยังไม่ลืมส่ง SMS ไปบอกฝันดีด้วย
ช่วงนี้อะไร ๆเขาก็มักคิดถึงเหมือนฝันไว้ก่อน รูปถ่ายแปะอยู่บนกระดานที่เตรียมมาเป็นพิเศษเป็นรูปที่ให้ไอ้เข้มแอบถ่ายแบบเผลอ ๆ โดยไม่ให้เจ้าหล่อนรู้ตัว จากนั้นก็ปิดไฟนอนแถมยังหลับฝันดีตลอดคืน
พอเช้าวันรุ่งขึ้นตัวเขาก็รีบตื่นไปยืนขายหมูปิ้งตามปกติ แต่พอขายเสร็จเขาก็รีบวิ่งห้อไปหาเหมือนฝันเขาทำอย่างนี้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีขาดบ้างหากช่วงไหนยุ่ง ๆแต่ว่าก็จะโทรไปบอกเธอก่อนเสมอเช่นกัน
ทางด้านเหมือนฝันเองตั้งแต่ที่ไปเยี่ยมบ้านเสือน้อย เธอก็เปิดใจรับเด็กหนุ่มเข้ามาเต็มหัวใจเธอยังหลงใหลในลีลาท่าเต้น พร้อมทั้งเสียงเพลงขับกล่อมในตอนท้ายของวัน เหมือนฝันเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฟังอยู่เช่นกัน
แม่ของเหมือนฝัน ก็ได้ถามถึงเสือน้อยอยู่เหมือนกันวันก่อนตอนแม่ชบาขับรถมาส่งก็ยังสวัสดีทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง
แม่ยังกระเซ้าเย้าแหย่ให้พาแฟนมาพบพ่อแม่บ้างไปเยือนบ้านเขาแต่ไม่ยอมชวนเขามาบ้าน เดี๋ยวจะเสียมารยาทเอา
แม่พยายามหว่านล้อมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนวันหนึ่งเธอก็ยอมตกปากรับคำ
นึก ๆไปแล้วเธอก็คลี่ยิ้มออกมา ลูกสาวโตเป็นสาวจนมีพวกหนุ่ม ๆ มาติดพันเสียแล้วเธอนึกย้อนกลับไป ตอนที่เหมือนฝันพึ่งเกิด ที่ตั้งชื่อนี้
ก็เป็นเพราะว่าทั้งเธอและสามีกว่าที่จะมีลูกได้จำเป็นต้องไปหาหมอทำทุกวิถีทาง และใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะประสบผลสำเร็จ
ดังนั้นพอตั้งท้องก็เลยรู้สึกว่า“เป็นเหมือนฝันเลยที่เธอกับสามีได้มีลูก…”
เหมือนฝันเองก็เคยถามที่มาที่ไปของชื่อเสือน้อย
ส่วนเสือน้อยก็ย่อมอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงชื่อว่าเหมือนฝันขณะนี้ทั้งคู่ดูเหมือนว่าโลกใบจะกลายเป็นสีชมพู พวกเขาก็เปิดใจคุยกันแทบทุกเรื่อง…และเมื่อมีมาย่อมมีไป
วันหนึ่งเหมือนฝันก็มาบอกเสือน้อยว่าพ่อกับแม่ของเธอชวนไปกินข้าวที่บ้าน จึงทำเอาเด็กหนุ่มหัวใจเต้นตึกตักดังระรัวตอนนี้เองเสือน้อยเริ่มเข้าใจความประหม่า ตอนเหมือนฝันไปที่บ้านเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
จึงแอบไปปรึกษาพ่อกับแม่ทันทีที่กลับบ้านเสือน้อยรู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก จึงได้พ่อกับแม่ช่วยปลอบใจทั้งยังเตรียมเอากระเช้าของขวัญไว้ให้ เอาไปฝากบ้านโน้นด้วยเลยเสือน้อยยังซักซ้อมเหมือนจริงกับพ่อผัน
แม่ชบาก็ยิ้มขำมองดูไปคล้ายกระต่ายตื่นตูมเสียก็ไม่ปานในใจด่าขำ ๆ ว่า “เจ้าเสือโง่เอ๊ย!”
พอถึงวันนัดมาถึงวันนัดทั้งวันเสือน้อยไม่เป็นอันเรียน เขาดูกระวนกระวายดูไม่สงบนิ่งเหมือนอย่างปกติที่สนุกสนานปล่อยมุกเล่นมุกตลกเฮฮา จนเพื่อน ๆร่วมในกลุ่มจับสังเกตก็ได้ แต่เสือน้อยก็ไม่ยอมปริปากบอกว่าเป็นอะไร
พอตกเย็นหลังจากลงจากรถแท็กซี่เสร็จเสือน้อยก็มองไปที่บ้านเดี่ยวสองชั้น สภาพใหม่เอี่ยมดูเหมือนได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี
แตกต่างจากบ้านด้านข้างอย่างชัดเจนในหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก
เสือน้อยหิ้วกระเช้าของขวัญที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้มาด้วยตอนเช้าเขาเอาไปฝากไว้ที่ร้านทองสุข เหมือนฝันที่ลงมาจากแท็กซี่ด้วยเช่นกัน ก็ยืนดูเสือน้อยตื่นตัวเธอแอบยิ้มหัวเราะในใจ แต่ก็ตีหน้านิ่ง!
เสือน้อยทวนคำพูดของพ่อกับแม่ทั้งคู่บอกให้ไม่ต้องลนลาน หรือทำอะไรมาก และไม่ต้องกระวนกระวายเป็นตัวของตัวเองนั่นแหละดีที่สุด จึงทำให้เขาลดอาการประหม่าลงไปได้พอสมควร!
ไม่นานเหมือนฝันก็กดกริ่งบอกสัญญาณว่ากลับมาแล้ว ซึ่งปกติแล้วเธอจะเปิดประตูเข้าบ้านไปเลยทว่าวันนี้มีคนพิเศษมาด้วย เมื่อเห็นอาการประหม่าของเสือน้อยเหมือนฝันก็หัวเราะในใจ จนบางครั้งหลุดขำออกมาไม่ได้จริง ๆ
เสือน้อยเดินตามเหมือนฝันเข้าไปในบ้านจนเห็นว่าบนโต๊ะมีอาหารวางเรียงรายอยู่เป็นระเบียบดูท่าพ่อแม่ของเธอจะใส่ใจมากเป็นพิเศษกับอาหารมื้อนี้!
ไม่นานก็เห็นหนุ่มใหญ่วัยสามสิบเกือบสี่สิบกว่าๆ เดินออกมา เขาวางมาดนิ่ง หน้าตาและใบหน้าก็เย็นชาเป็นแบบนี้ทำให้เสือน้อยเดาทางไม่ถูกไปใหญ่ปกติแล้วเขาก็คิดว่าตัวเองสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีพอสมควร
แต่ทว่า เสือน้อยที่ตื่นตัวก็ลุกขึ้นเตรียมกล่าวทักทาย“สวัสดีครับคุณพ่อ…ผ…ผม”ยังพูดคำว่าผมไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงพูดตัดบทดังขึ้นมาแทน
“หือ…ใครพ่อแก?”คุณพ่อวางมาด ทำเสียงเข้มใส่ทันทีที่เจอ
เสือน้อยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า“แล้วคุณพ่อ...เอ๊ย...คุณลุงจะให้ผมเรียกว่าอะไรดีล่ะครับ”
“เรียกฉันว่าคุณอาก็พอถ้าจะให้ดีเรียกคุณมิ่งจะดีมาก ฉันยังไม่อยากนับญาติกับใคร!”ระหว่างนั้นคุณมิ่งก็ลูบหนวดไปพลาง ๆ
เสือน้อยแก้ตัวใหม่อีกรอบเขายิ้มแห้ง ๆ “เอ่อ....สวัสดีครับคุณอามิ่ง!” เขาเรียกรวบไปเลยทีเดียว...
“นี่แกย้อนฉันเหรอ?”คุณอามิ่งพูดเสียงเข้ม
“เปล่าครับคุณอามิ่ง”เสือน้อยพูดลนลาน มือโบกไปมาเป็นพัลวัน
เหมือนฝันเดินไปข้างๆ พ่อของเธอ ก่อนกระซิบที่หูพ่อเธอเบา ๆ “พ่อเลิกเก๊กเสียงได้แล้วน่า!หนูเห็นแล้วเจ็บคอแทน!”
ขณะนั้นเองก็มีหญิงสาวสวยเดินเข้ามาพร้อมอาหาร มองดูแล้วน่าจะเป็นพี่สาวอายุราว ๆ ยี่สิบกว่าปี
เสือน้อยก็ลุกขึ้นยืนกล่าวสวัสดีมือไม้อ่อน “สวัสดีครับ…พี่” ก่อนหันไปมองทางเหมือนฝันทำทีว่าให้ช่วยแนะนำ แต่เธอดันหลุดขำออกมาเสียนี่!
“เจ้ากรรม…เออใช่จำไม่เห็นได้ว่าเธอมีพี่สาว?”เสือน้อยคิดขึ้นมาได้
เหมือนฝันหลุดหัวเราะร่าเสียงดังใช้มือป้องปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแนะนำว่า “นี่แม่เราเอง…แม่ขวัญ!”
ส่วนแม่ก็ยืนระบายยิ้ม...ผู้หญิงมีอายุคนไหนบ้างที่ไม่อยากให้คนชมว่าสวยหรือดูเด็กเธอเองก็อดป้องปากหัวเราะเหมือนลูกสาวไม่ได้
ส่วนคุณอามิ่งที่ตอนนี้หนวดกำลังกระตุกพูดเสียงเข้ม “ปากหวานเชียวนะเอ็ง!”
เสือน้อยที่ยิ้มแก้เขินทำตัวไม่ถูกก่อนจะพูดว่า“คุณแม่ดูเด็กมาก! ผมนึกว่าพี่สาวจริง ๆ นะครับ” เขายืนยันเสียงแข็ง
“ขอบใจจ้ะพ่อหนุ่มน้อย…มาสิเชิญกินข้าวกัน”เธอยิ้มดูมีเสน่ห์ ไม่แปลกเลยเหมือนฝันสวยได้ใครมา โบราณว่าดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
“พอดีพ่อแม่ของผมฝากกระเช้าของขวัญมาให้…คุณน้ากับคุณอาน่ะครับ”เสือน้อยประคองส่งกระเช้าให้คุณอามิ่ง ก่อนจะเริ่มกินข้าวกัน
อามิ่งก็ทำได้แต่เพียงวางมาดตีหน้านิ่ง“ขอบใจนะ”
หลังจากที่กินไปได้ไม่นานแม่ขวัญก็ชวนคุย“เหมือนฝันบอกว่า เห็นเสือน้อยขายของกิน หน้าโรงเรียนทุกวันเลยใครจ้างหรือทำเองเหรอจ๊ะ?”
เสือน้อยคิดคำตอบในใจครู่หนึ่งพอกลืนข้าวเสร็จก็ตอบว่า “จ้างตัวเองขายครับ” ทุกคนก็ฟังผ่าน ๆ ไม่ได้คิดอะไรได้ยินคำว่าจ้างก็เป็นพอ
แม่ขวัญก็ถามสืบประวัติต่อ“แล้วที่บ้านทำมาหากินอะไรกันหรือลูก?”
เสือน้อยก็ตอบไปตามความจริงทั้งยังเสริมอีกว่า “ตอนเด็ก ๆ ผมเนี่ย…ช่วยแม่ขายของแลกค่าจ้างเป็นประจำเลยครับ”
จากนั้นก็ถามถึงเรื่องเรียนอนาคตโน่นนี่นั่น ส่วนเสือน้อยก็ตอบแบบเท่าที่คิดออก
“ก็พ่อแม่บอกให้เป็นตัวของเราเองนี่เนอะ”เขายึดหลักการนี้ไว้
“แล้วนี่จะกลับบ้านยังไงให้คุณอามิ่งหรือน้าไปส่งดีมั้ย?” แม่ขวัญถาม
“อันที่จริงถ้าค่ำเกิน…หารถกลับไม่ได้ก็คงต้องเรียกคนมารับหรือขอร้องให้คุณน้าคุณอาขับรถไปส่งนี่แหละครับ แต่ถ้าอยู่ช่วงหัวค่ำแท็กซี่น่าจะมีอยู่ไม่น่าจะมีปัญหาครับ” เขายิ้มหวานตอบตามจริง
หลังจากคุยกันอยู่นานสองนานสรุปแล้วคุณอามิ่งก็ได้รับบทเป็นคนขับรถจำเป็นพาเสือน้อยกลับบ้าน
ก่อนกลับสองสามีภรรยาปรึกษากันว่า“ตอนเหมือนฝันไปบ้านโน้น แม่เขายังขับรถมาส่งลูกเราเลย จะได้ดูไม่เสียมารยาทนี่คุณไปส่งด้วยตัวเองดีกว่านะ” จึงเป็นที่มาทำให้เสือน้อยนั่งเกร็งอยู่บนรถ
เพราะตลอดทางคุณอามิ่งก็ไม่ลืมเก๊กลูบหนวดแถมทำเสียงเข้มใส่ ทำเอาเสือน้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ