ตอนที่ 22 : คลานขึ้นได้ก็กลิ้งลงได้ “ท่านอย่าจ้องข้าเยี่ยงนั้นสิ… ฟังข้าอธิบายก่อน… ไม่มีใครเห็นยอดเขาเจียฮว๋าซานมานานแล้วเพราะถูกควันปกคลุมใช่หรือไม่… เช่นนั้นการฝืนเข้าไปย่อมอันตราย… หากปากปล่องภูเขาเปิดหรือขยายกว้างขึ้น การดันทุรังเดินฝ่าเข้าไปทั้งที่ไม่เห็นทางอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร่วงหล่นลงไปได้… ทางที่ดีเราควรค่อยๆ เดินไปอย่างระวังและผูกเชือกเกี่ยวตัวกันไว้ก่อนไม่ดีหรือ?”จบคำแนะนำ ลู่หลินสังเกตเห็นว่าโจวหยางอ๋องมีท่าทีลังเลเล็กน้อยพร้อมกับหันไปสบตากับท่านกุนซือซุนอวี้เซวียนอย่างขอคำปรึกษา จังหวะที่ท่านกุนซือผละสายตามามองลู่หลิน เจ้าตัวดีก็รีบพยักหน้าหงึกหงักขยิบตายึกยักเป็นการส่งสัญญาณ‘เชื่อข้าเถอะ!’ ‘เชื่อข้าสิ!’ ‘ข้าพูดจริงนะ!’ ‘ข้าไม่ได้โกหก’ทำเอาซุนอวี้เซวียนถึงกับหน้าเหวอ เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบลับๆ ที่โจ่งแจ้งสิ้นดี… แล้วเขาควรจะต้องตอบรับอย่างไร? ปฏิเสธได้รึ?“พอเลย ตาเจ้าจะถลนออกมาแล้ว… ฮึ…”เป็นโจวหยางอ๋องที่ทนมองภาษากายโจ่งแจ้งนี้ไม่ไหว ต้องรีบออกคำสั่งให้ทำตามคำแนะนำของป๋ายอี้หลินในทันที ไม่ใช่ว่าเชื่อโดยสนิทใจ แต่เวทนาในความประเจิดประเจ้อ….ป๋ายอี้หลินคนนี้มิใช่ไร้เล่ห์กล แต่กลับมีเล่ห์กลที่ชวนให้ขบขันอย่างยิ่ง… หลังจากทำตามคำแนะนำของลู่หลินเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ขบวนเดินทางจองโจวหยางอ๋องก็เคลื่อนพลอีกครั้ง แต่เพราะครั้งนี้ที่ร่างของทุกคนมีเชือกผู้โยงติดกันไว้ที่ช่วงเอว การเดินทางจึงทำได้ช้านักผ่านไปสองชั่วยาม ลู่หลินสังเกตได้ว่านอกจากฝุ่นควันจะหนามากจนมองไม่เห็นคนที่เดินอยู่ด้านหน้าแม้จะห่างกันเพียงแค่สี่ห้าก้าวแล้ว อุณหภูมิในบริเวณนี้กลับยังเพิ่มสูงขึ้นมากจนน่าใจหายดูท่าว่าภายใต้ฝุ่นควันที่ปกคลุมจนมองสิ่งใดไม่เห็นนี้ ชะรอยปากปล่องภูเขาไฟคงเปิดกว้างมากแล้ว และคนที่เดินอยู่หน้าขบวนสุดคงใกล้ถึงขอบปากปล่องภูเขาไฟในไม่ช้าขณะที่กำลังคิดว่าจะเอ่ยปากบอกท่านอ๋องให้เตือนหัวขบวนให้เพิ่มความระมัดระวังเลยดีหรือไม่ เหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนกก็เกิดขึ้นที่หัวขบวนซะก่อน“ว๊ากกก ช่วยข้าด้วย!!!!”นั่นประไร… คงเตือนไม่ทันการแล้ว เพราะคนนำขบวนน่าจะก้าวตกลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!“ระวัง! ขืนแรงยึดพื้นให้มั่น!! อย่างให้เชือกดึงรั้งพวกเจ้าให้ร่วงลงไป!!!”เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นจากหัวขบวน แน่นอนว่าลู่หลินมองสิ่งใดไม่เห็นเพราะควันหนาเกินไป คาดว่าอีกไม่กี่นาทีคงจะรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกของเชือกที่เอว แต่ก็ผิดคาด เมื่อแรงฉุดรั้งมาไม่ถึงเขาที่อยู่กลางขบวน เพราะด้านหน้าของเขามีโจวหยางอ๋องที่พลังยุทธ์แก่กล้าปักหลักยืนได้อย่างมั่นคงจนลู่หลินไม่รู้เลยว่าที่ด้านหน้ากว่าสิบชีวิตนั้นตกลงไปห้อยอยู่ในปล่องกี่มากน้อย“องครักษ์เจิ้ง! รายงานเหตุการณ์เดี๋ยวนี้!!”โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยาง แม้จะออกแรงรั้งตั้งรับสถานการณ์ได้ทัน แต่ควันที่หนาแน่นก็ทำให้ไม่สามารถเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าได้เช่นกัน จึงต้องร้องถามขึ้น“สี่คนข้างหน้ากระหม่อมตกลงไปในหุบเหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!! ที่ก้นเหวมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งใด แต่มีแสงสว่างจ้าสีทองอร่ามเต็มไปหมด หรือว่าจะเป็นขุมสมบัติ???”เสียงตะโกนตอบรับขององครักษ์เจิ้งกล่าวรายงานตามที่เห็น เขารู้แค่ว่าตัวเองอยู่ใกล้ยอดเขาในตอนนี้ ไม่รู้ว่าปากปล่องภูเขาสามารถเปิดได้จึงคิดไปเองว่าเป็นหน้าผา ส่วนแสงสีทองที่เห็นก็ไม่ทราบว่าเป็นสิ่งใด รู้แค่ว่ามันร้อนอาบกายจนเหงื่อท่วม รู้สึกเหมือนทั้งตัวกำลังจะไหม้ น้ำเสียงจึงกระท่อนกระแท่นเต็มที“นั่นไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นลาวาที่ร้อนมากที่สุด อุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส เผาทำลายได้แม้เหล็กกล้า จุดที่คนตกลงไปก็ไม่ใช่ขอบเหว แต่เป็นปากปล่องภูเขาไฟ! ต้องรีบดึงรั้งคนที่ตกลงไปให้กลับขึ้นมาเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นทุกคนจะโดนความร้อนเผาไหม้จนตาย!”เป็นลู่หลินที่เอ่ยปากตะโกนบอกออกไป ในสถานการณ์อันตรายแบบนี้เขาลืมกลั่นกรองถ้อยคำให้เหมาะสม หลุดพูดคำสมัยใหม่ออกไปหลายคำ ในใจก็คิดแต่ว่าจะให้ทุกคนช่วยกันออกแรงดึงให้คนที่ห้อยอยู่ได้กลับขึ้นมาอย่างเดียวแต่ยังไม่ทันได้แนะนำตามที่คิดก็พลันรู้สึกได้ถึงการขยับตัววูบใหญ่ ก่อนที่จะได้ยินเสียงของโจวหยางอ๋องลอยผ่านมาให้ได้ยินทั้งที่ไม่เห็นกาย“เจ้ารออยู่ที่นี่ อย่าขยับตัวแม้แต่นิด เดี๋ยวข้ากลับมา!”รู้ตัวอีกทีเชือกที่ผูกรั้งไว้ระหว่างเอวของตัวเองและบุรุษตรงหน้าก็ขาดลง ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะมาจากทางปากปล่อง“ท่านอ๋อง!” “ท่านอ๋อง!” “ท่านอ๋อง!” “ขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!!!!”เสียงเหล่านั้นตะโกนโหวกเหวกอยู่พักใหญ่ ไม่นานกลุ่มคนเกือบสิบคนก็ถอยร่นกลับลงมาสมทบกับเขาในขณะที่ซุนอวี้เซวียนที่อยู่ด้านหลังของเขากับคนอื่นๆ ก็ตามมาสมทบในจุดที่เขาอยู่เรียบร้อยแล้ว แม้ฝุ่นควันจะยังหนาแน่น แต่เมื่อได้รวมกลุ่มกันใกล้ชิดก็สามารถมองเห็นหน้าค่าตากันได้มากขึ้นจนพอจะพูดคุยสนทนากันได้“ข้ากับซุนอวี้เซวียน องครักษ์เจิ้ง และป๋ายอี้หลินจะขึ้นไปต่อแค่ 4 คน พวกเจ้าที่เหลือรีบพาคนเจ็บกลับไปรักษา!”คำสั่งการแบบรวบรัดของโจวหยางอ๋อง ทำให้ลู่หลินรู้ทันทีว่าคนที่ตกลงไปก่อนหน้านี้คงจะอาการสาหัสไม่ใช่น้อย ถึงต้องรีบออกคำสั่งให้คนที่เหลือรีบพากันกลับไป เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนที่จะยังต้องขึ้นไปต่อ“ท่านเห็นแล้วหรือไม่ ว่าที่ยอดเขาเป็นอย่างไร?” ลู่หลินถามขึ้นมาอย่างสงสัย ก็ในเมื่อขึ้นไปจนช่วยคนกลับลงมาได้ขนาดนี้ย่อมต้องเห็นแล้วไม่ใช่รึ ไยต้องให้พวกเขาฝ่าขึ้นไปดูอีก?“เห็นแล้ว แต่ข้าอยากให้เจ้าและซุนอวี้เซวียนขึ้นไปเห็นด้วย! ถ้าเป็นจริงตรงตามที่ข้าคิด ข้าต้องการให้ทุกคนช่วยคิดหาวิธีแก้ไขโดยด่วน!”อ่าฮะ… เป็นอันเข้าใจ… แม้จะเป็นท่านอ๋องที่เก่งกาจและปรีชาสักเพียงใด เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน ย่อมต้องการการยืนยันจากคนที่ไว้ใจ… นี่แปลว่าระดับความเชื่อใจในตัวเขาเทียบเคียงได้กับท่านกุนซือซุนอวี้เซวียนแล้วงั้นสิ?“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง!”จบคำตอบรับ คนที่เหลือก็ทยอยเคลื่อนพลกลับลงไป เหลือเพียงคนที่ถูกเอ่ยชื่อเท่านั้นลู่หลินขอสารภาพจากใจจริงว่าในตอนนี้ความอยากเห็นภูเขาไฟของจริงที่ยังมีพลังอยู่นั้นไม่หลงเหลืออยู่แล้ว เพราะสภาพร่างกายของป๋ายอี้หลินนั้นร่อแร่เต็มที ที่ผ่านมาก็ฝืนจนสุดจะฝืนแล้ว แต่งานสำรวจและให้ข้อมูลที่จำเป็นกับโจวหยางอ๋องเพื่อให้ได้เตรียมการแก้ปัญหาได้ทันก็สำคัญเช่นกัน ทำให้ตอนนี้เขาจำเป็นต้องเอ่ยคำขอร้องที่น่าอายขึ้นมา ยอมละทิ้งซึ่งความเย่อหยิ่งทั้งหมดออกไปก่อน“ข้าคงเดินไปอีกไม่ไหวแล้วท่านอ๋อง โปรดให้ท่านองครักษ์เจิ้งมาอุ้มข้าขึ้นไปเถิด….”พูดกล่าวกับท่านอ๋องจบก็หันไปส่งสายตาวิงวอนปิ๊งๆ ให้องครักษ์เจิ้งทันที หากไม่ได้ตัวช่วยเดี๋ยวนี้ เขาต้องเหี่ยวตายที่นี่แน่“!!! O_O!!!” องครักษ์เจิ้งตกใจมาก….“……….” โจวหยางอ๋องเริ่มมีสีหน้าเย็นชา….เมื่อกลั้นใจเอ่ยขอแล้วไม่ได้รับการตอบรับ อีกทั้งคนที่ถูกเอ่ยนามขอให้ช่วยอุ้มก็ยังรีบส่ายหน้าส่ายหัวเป็นพัลวันพร้อมกับทำสีหน้าสุดประหลาด ลู่หลินจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“โอเคๆ ไม่อุ้มก็ไม่อุ้ม ข้าเดินไม่ไหว คลานไปก็ได้!”พูดจบก็ลงมือทำจริงอย่างที่พูด เตรียมออกเดินต่อไปทั้ง ๆ ที่เหนื่อยล้าเต็มที คิดซะว่าเหนื่อยขาขึ้นซะให้พอใจ ขากลับลงไปก็กลิ้งเอาแล้วกัน! …หมับ!!!“เจ้าพูดจาอะไรประหลาดนัก? ผีเข้ารึ? ….”“!!!!”คำพูดของโจวหยางอ๋องช่างเชือดเฉือนนัก แต่การกระทำกลับช้อนอุ้มตัวเขาขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะก้าวเดินขึ้นไปทางยอดเขาต่อไป ทำให้ลู่หลินได้มีโอกาสมองหน้าอีกฝ่ายในระยะประชิด…‘งุ้ยย คนบ้าอะไร… หล่อจนใจเจ็บ… ลู่หลินจะไม่ทนนนนนน'
_______________________Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่าE-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาทE-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาทสนใจสั่งซื้อเข้าไปที่ Meb กดค้นหานักเขียน Giffyguf เจอเลยค่ะ สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<