บทที่ 23 แสร้งเป็หมูเพื่อกินเสือ
จางเซี่ยงหรงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อ ร่างอวบอ้วนเบียดอยู่ในรถม้าอันคับแคบ ข้างบนเต็มไปด้วยหีบสัมภาระ
เขาต้องอยู่ในคุกหลายวัน ได้รับความลำบากมาไม่น้อย แม้ตอนเพิ่งออกมาจากคุกจะถูกลุงเขยไล่ตะเพิดกลับบ้านเกิดในสภาพคอตก แต่เื่นี้กลับไม่เป็อุปสรรคต่อการท่องเที่ยวระหว่างทาง
จนกระทั่งไปได้ยิน ‘ห้วงฝันยวนยาง’ ในโรงงิ้วเมื่อครู่นี้ ทำเอาจางเซี่ยงหรงใจนิญญาเตลิดออกจากร่าง
ตอนอยู่ในคุก เขาอยากออกจากคุกโดยเร็วจึงบอกลุงเขยไปว่าเื่นี้พุ่งเป้ามาที่โจวเป่าหลิน แต่คิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าตนเองจะเดาถูก
ย้อนนึกกลับไปถึงคืนที่ถูกตี ท่ามกลางความวิงเวียนมึนงงเหมือนจะได้ยินกู้ซื่อจื่อกล่าวว่า ‘วันเวลาดี ๆ ของนางจวนจะถึงจุดจบแล้ว’ ยังมีอันใดไม่เข้าใจอีก
เขาอุตส่าห์คิดว่าตนเองทำให้โจวเป่าหลินเดือดร้อน คิดไม่ถึงว่าเป็โจวเป่าหลินต่างหากที่ทำให้เขาเดือดร้อน
จางเซี่ยงหรงแกว่งพัดในมือไม่หยุด ยิ่งคิดก็ยิ่งหวาดหวั่น
ตอนนั้น ในมือเขาไม่ได้มีเงินมากมายเพียงนั้นจริง ๆ ไม่พอให้ซื้อปิ่นหลิวหลี คิดจะแอบอ้างชื่อโจวเป่าหลินไปแย่งชิงมา แต่เขาตั้งใจว่าจะซื้อปิ่นอันนั้นไปมอบให้คนรู้ใจในหอคณิกา เหตุใดในงิ้วเื่นี้จึงกลายเป็ว่าเขาซื้อสิ่งของมาเพื่อระลึกถึง ‘ญาติผู้น้อง’ ไปเสียได้
ก่อนที่โจวซุ่ยซุ่ยจะได้เข้าวัง มารดาของเขาเคยมีความคิดจะหมั้นหมายให้พวกเขาสองคนก็จริง แต่นางเด็กนั่นเห็นเขาก็แทบจะเชิดหน้าใส่ ใต้เท้าโจวก็ยังดูถูกดูแคลนเขา
อีกอย่าง เขาชมชอบสตรีที่อวบอิ่มสมบูรณ์ โจวซุ่ยซุ่ยตัวลีบเหมือนถั่วงอกแบบนั้น เขาไม่พิศวาสเลยสักนิด มารดาของเขาก็ดับความคิดนั้นไปแต่แรกแล้ว
ไฉนพอไปอยู่ในบทงิ้ว พวกเขากลับกลายเป็คู่รักในวัยเยาว์ รักลึกซึ้งดุจทะเลเช่นนั้นเล่า
จางเซี่ยงหรงไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น บอกสารถีให้เร่งรถม้าไม่หยุด คิดแต่จะไปให้ถึงเจ้อโจวโดยไว
เมื่อไปถึงบริเวณที่สองฝั่งทางมีต้นไม้รกครึ้ม ถนนเต็มไปด้วยดินโคลนเดินทางไม่สะดวก รถม้าโยกเยกกระเด้งกระดอน เขาที่อยู่ในรถม้าแทบจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ ขณะกำลังจะบอกให้สารถีบังคับรถม้าให้มั่นคงกว่านี้หน่อยก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างนอก
เขาเลิกม่านออกไปดู เพิ่งยื่นศีรษะออกไปได้ก็พบว่าฟ้าดินหมุนคว้าง ถึงกับมองเห็นร่างกายที่อ้วนท้วนของตนเองจากอีกมุมหนึ่ง
...
“ตายแล้ว?” กู้อวี้พลันชะงักเท้า “มีเบาะแสของมือสังหารหรือไม่”
“ล้วนเป็คนในยุทธภพ ตอนที่คนของพวกเราหาพบก็เหลือเพียงศพที่ไร้ศีรษะ ถูกโยนทิ้งไว้ในกองฟาง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าแล้วขอรับ” ผิงซาก้มหน้ารายงาน
“นำร่างของเขาบรรจุลงโลงศพ ส่งไปให้จวนสกุลจางที่เจ้อโจว ถ้าครอบครัวของเขา้าฟ้องร้องต่อทางการ เ้าจงแอบช่วยเหลือในทางลับ ดีที่สุดคือให้พวกเขาร้องเรียนมาจนถึงเมืองหลวง”
“ขอรับ ซื่อจื่อ” ผิงซาหมุนกายจากไป
กู้อวี้เดินออกไปสู่แสงตะวัน ปิ่นหนึ่งอันแลกกับหนึ่งชีวิต ผู้อยู่เื้ัมือสังหารคือใคร เป็จวนสกุลโจว หรือสวีฮองเฮา
หรือว่าเป็ฝ่าา?
“หลานรัก”
กู้อวี้หันร่างกลับไป เ้ากรมจางเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม “รายนามผู้สนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์กำหนดเรียบร้อยแล้ว”
หญิงสาวคลี่ยิ้ม ร้านภูษาฟ้าประกวดราคาได้สิทธิ์ในการจัดหาเครื่องแบบของบัณฑิตและเครื่องนอน แม้หอหยกงามจะตกรอบ แต่ยังสามารถเปิดร้านบริเวณเชิงเขาอวี้ตูซาน ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ นางรู้สึกพอใจอย่างมาก
“มีรายรับทั้งสิ้นหนึ่งล้านสองแสนตำลึง ไม่เพียงแต่สามารถจัดงานชุมนุมปราชญ์อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ยังมีเงินคงเหลือไม่น้อย หลานรักสร้างความชอบใหญ่หลวงนัก” เ้ากรมจางกล่าว
กู้อวี้กล่าวถ่อมตน “ท่านอาและใต้เท้าทุกท่านก็ทุ่มเทเพื่อเื่นี้มากเช่นกัน ข้ามิกล้ารับความดีความชอบ”
เ้ากรมจางกล่าวว่า “คนหนุ่มถ่อมตัวเป็เื่ดี แต่อย่าได้ดูถูกตนเอง เพียงแต่พ่อค้าเป็พวกเห็นแก่ผลประโยชน์ เื่หลังจากนี้ยังไม่อาจวางใจได้”
กู้ซื่อจื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร คง้าให้นางเป็ผู้ช่วยเซียวเหยาอ๋องต่อไป นางอยากหยั่งเชิงอยู่แล้วจึงตอบว่า “ย่อมเป็เช่นนั้น ท่านอาโปรดวางใจ การดำเนินการของพ่อค้าหลังจากนี้ ข้าจะติดตามความคืบหน้ากับเซียวเหยาอ๋องเองขอรับ”
เ้ากรมจางได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มตอบกลับมาทันที “เ้าเป็ดาวนำโชคของกรมขุนนางโดยแท้ ปีหน้าเ้าก็จะรับราชการแล้ว มีที่ทางที่อยากไปแล้วหรือยัง”
่เวลาที่ผ่านมากู้อวี้นับว่าเข้ากับคนในกรมขุนนางได้เป็อย่างดี นอกจากนี้ กรมขุนนางยังรับผิดชอบเื่การพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนขุนนางบุ๋นบู๊ รวมถึงจัดการสอบรับราชการ มีความสำคัญยิ่งยวดในราชสำนัก
นางอยากร่วมงานกับกรมขุนนางจึงกล่าวว่า “ผลสุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของฝ่าา แต่ถ้าเป็ไปได้ ข้ายินดีทำงานอยู่ข้างกายท่านอา ช่วยแบ่งเบาภาระให้ท่านอีกแรง”
เ้ากรมจางลูบเครา “หลานรักกล่าวเช่นนี้ ข้ายินดีนัก”
ระหว่างที่กู้อวี้ยุ่งจนหัวหมุนเพราะงานชุมนุมปราชญ์ ข่าวลือเกี่ยวกับ ‘ห้วงฝันยวนยาง’ ในเมืองหลวงก็ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
“โง่เง่า”
สวีฮองเฮาใช้กรรไกรตัดเล็มบุปผาฉุยซือไห่ถัง*[1] ที่ปักอยู่ในแจกัน แลเห็นโจวเป่าหลินที่คุกเข่าร่ำไห้อยู่บนพื้นก็ด่าออกมาอย่างอดไม่ไหว
ใบหน้าที่เคยงดงามพริ้มเพราของโจวเป่าหลินยามนี้แลดูอมโรค “ฮองเฮา หม่อมฉันไม่มีอะไรกับญาติผู้พี่จริง ๆ นะเ้าคะ”
จางเซี่ยงหรงตายแล้ว คนสกุลจางยกศพที่ไร้ศีรษะมาเยือนจวนตระกูลโจว ยามนี้คนทั้งเมืองหลวงล้วนทราบว่า ‘ห้วงฝันยวนยาง’ คือเื่ราวของนางกับญาติผู้พี่ คำซุบซิบนินทาในวังหลวงก็ไม่อาจห้ามปรามได้อีกแล้ว
สวีฮองเฮาบอกให้นางรอ แต่นางจะรอไหวได้อย่างไร ในวังหลังมีหญิงงามมากมาย ฝ่าาไม่พบนางไม่กี่วันก็คงจะลืมเลือนนางไปจนหมดสิ้น
ไม่ว่านางจะขอร้องอ้อนวอนอย่างไร ฝ่าาก็ไม่ยอมให้นางเข้าพบ นับแต่เข้าวัง นางก็อาศัยว่าตนเองมีดวงตาคล้ายคลึงกับอดีตฮองเฮา ทำตัวหยิ่งผยองมาจนเคยชิน ล่วงเกินคนมาไม่น้อย
เมื่อสูญเสียความโปรดปรานกะทันหัน แต่ละคนล้วนรุดมาหัวเราะเยาะนาง พวกข้ารับใช้ก็เริ่มปฏิบัติต่อนางอย่างขอไปที นางต้องมีชีวิตอย่างกล้ำกลืนฝืนทน
เพื่อให้ได้พบหน้าฮ่องเต้ นางถึงขั้นจงใจทำให้ตนเองล้มป่วย เดิมยังนึกว่าฝ่าาจะระลึกถึงความสัมพันธ์ในวันวาน แต่่ที่นอนซมอยู่บนเตียง ฝ่าากลับไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่
“เ้าล้มป่วยได้ประจวบเหมาะนัก คนที่รู้เื่ยังเข้าใจว่าเ้าคิดถึงฝ่าาจนเป็ไข้ใจ แต่คนที่ไม่รู้เื่คงเข้าใจไปว่าเ้าตรอมใจเพราะการตายของญาติผู้พี่”
โจวเป่าหลินกล่าวเสียงสะอื้น “ญาติผู้พี่คนนั้นไม่มีดีสักอย่าง หม่อมฉันไม่ได้ตาบอดนะเพคะ จะไปต้องตาเขาได้อย่างไร ฮองเฮา หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ”
“เ้าคิดว่าฝ่าาไม่รู้ว่าเ้าถูกใส่ร้ายงั้นรึ?” สวีฮองเฮาชำเลืองมองนางราวกับมองคนตายที่ไร้ประโยชน์แล้วคนหนึ่ง
โจวเป่าหลินหน้าซีด พึมพำกับตนเองว่า “ฝ่าาทรงทราบ ในเมื่อฝ่าาทรงทราบ แล้วเหตุใดจึงไม่ยอมพบข้า…”
สวีฮองเฮาหมดความอดทนต่อนางโดยสิ้นเชิง มีเพียงรูปโฉมงามล้ำอันกลวงเปล่า แต่กลับโง่เขลาไร้ความคิด
ฝ่าาไม่ใช่คนที่จะแยกแยะถูกผิดไม่ออกเพียงเพราะข่าวลือเล็กน้อย เื่นี้ต่อให้นางถูกคนใส่ร้ายแล้วอย่างไร
โจวเป่าหลินขอพระเมตตาแทนญาติผู้พี่ในห้องบรรทมถือว่าเป็การละเมิดข้อห้ามอย่างร้ายแรงแล้ว ฝ่าาทรงอดทนอดกลั้นเพราะเห็นแก่ใบหน้าดวงนั้นของนางไปครั้งหนึ่ง ตอนนี้ญาติผู้พี่เพิ่งจะตายไป นางก็ล้มป่วยทันที ทำให้เื่ปั้นน้ำเป็ตัวกลายเป็เื่จริงเสียเอง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงบอกให้โจวเป่าหลินรอ รอจนเื่นี้ผ่านไปแล้ว ไม่มีใครเอ่ยถึงอีก ไม่แน่ว่านางอาจยังพอมีหวังกลับมาได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อีกครั้ง แต่นางกลับล้มป่วยเสียได้ เฮอะ
สวีฮองเฮาวางกรรไกรลง “ฝ่าาเป็โอรส์ เ้าก็ได้ยินแล้วว่าข่าวลือพวกนั้นไม่น่าฟังแค่ไหน ยังคาดหวังให้ฝ่าาทรงโปรดปรานเ้าโดยปราศจากความระคายพระทัยท่ามกลางข่าวลือหนาหูเช่นนี้อีกหรือ?”
โจวเป่าหลินกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “แล้วตอนนี้หม่อมฉันควรทำอย่างไรดีเพคะ?”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็คนวางแผนนี้?”
“เป็กู้กุ้ยเฟยเพคะ! จะต้องเป็นางแน่นอน นางกับน้องชายผู้นั้นของนางรวมหัวกันวางแผนหลอกล่อให้ข้ากับญาติผู้พี่เข้าไปติดกับ” โจวเป่าหลินกล่าวอย่างเคียดแค้น
“ถ้าเื่แค่นี้เ้ายังดูไม่ออกก็รีบไปเกิดใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ จะได้เกิดมาฉลาดกว่านี้” สวีฮองเฮากล่าว
“น่าเสียดายที่คราวก่อนไม่อาจวางยาพิษสังหารองค์ชายหก ทำให้นางรอดหายนะไปได้ครั้งหนึ่ง นางจะต้องรู้แน่ว่าเป็ฝีมือของข้า ถึงได้มาแก้แค้นข้าแบบนี้”
โจวเป่าหลินเสียใจสุดแสน หากรู้แต่แรกว่าจะมีวันนี้ นางน่าจะให้หลิงหลานจับตามองจนกระทั่งองค์ชายหกกินของว่างลงไป ระหว่างนั้นเกิดเหตุผิดพลาดอะไรขึ้นกันแน่ จนถึงวันนี้นางก็ยังไม่เข้าใจ
“ข้าดูเบานางเกินไป นึกว่านางเป็กุลสตรีจากตระกูลใหญ่ที่สุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งเสียอีก คิดไม่ถึงว่านางจะแสร้งเป็หมูเพื่อหลอกกินเสือ*[2]”
สวีฮองเฮาพลันอมยิ้มมองโจวเป่าหลิน ไม่รู้ว่าหมากที่ถูกสละทิ้งเม็ดนี้ยังจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็ครั้งสุดท้ายได้หรือไม่
“โจวเป่าหลิน หนี้มีเ้าหนี้ ทุกข์มีเ้าทุกข์ มีเพียงกู้กุ้ยเฟยร่วงลงมา เ้าจึงจะมีโอกาสพลิกฟื้นอีกครั้ง”
[1] ฉุยซือไห่ถัง (垂丝海棠) เป็ต้นไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ชื่อวิทยาศาสตร์ Malus halliana Koehne ดอกมีลักษณะเป็กระเปาะ กลีบบางสีขาวอมม่วงหรือชมพู ก้านดอกบาง ออกดอกเป็พวงโน้มลงมาสู่พื้นจึงได้ชื่อว่า ฉุยซือไห่ถัง (ไห่ถังดอกระย้า)
[2] แสร้งเป็หมูเพื่อหลอกกินพยัคฆ์ (扮猪吃老虎) หมายถึง แสร้งทำตัวอ่อนแอเพื่อให้ศัตรูตายใจ