พักรักษาตัวอีกสองวันซุนเจียอีก็หายเป็ปกติดีแล้ว ่เวลาที่นางรักษาตัวคนที่นางช่วยเอาไว้มาขอเยี่ยมเยียนอยู่หลายครั้ง แต่เพราะนางไม่อยากจะมีความผูกพันใดๆ กับคนผู้นั้นแล้วนางจึงได้ปฏิเสธที่จะให้เขาเข้าพบ
“คุณชายของข้าอยากจะขอบคุณคุณหนูจากใจจริงแต่ในเมื่อคุณหนูไม่สะดวกให้เข้าพบเช่นนั้นคุณหนูก็ได้โปรดรับของขวัญเพื่อตอบแทนความมีน้ำใจของคุณด้วยเถิด ไม่เช่นนั้นในใจของคุณชายของพวกข้าคงจะไม่อาจจะสงบลงได้” ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดเกลี้ยงเกลาเอ่ยกับซุนเจียอีในวันที่นางกำลังจะเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อไปขึ้นรถม้าเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ในเมื่อนางหายดีแล้วจึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องรั้งรออยู่
“ฝากบอกคุณชายของท่านด้วยว่าข้าขอบคุณสำหรับของขวัญเหล่านี้ ในเมื่อเขาไม่สบายใจถ้าหากว่าข้าไม่รับสิ่งตอบแทนเช่นนั้นข้าก็จะขอทำหน้าหนารับของขวัญเหล่านี้ก็แล้วกัน วันหน้าก็จะได้ถือว่าระหว่างข้าและเขาไม่ได้มีเื่ใดที่ติดค้างกันอีก” คำพูดของซุนเจียอีทำให้ทั้งป้าเฝิงและเยว่ซื่ออันที่เดินติดตามมาทางด้านหลังอดประหลาดใจไม่ได้ ส่วนชายหนุ่มที่มามอบของขวัญนั้นยิ้มออกมาด้วยความยินดีในทันที คำว่าไม่มีสิ่งใดติดค้างของแม่นางน้อยตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
“เช่นนั้นข้าขอขอบคุณในความมีน้ำใจของคุณหนูอีกครั้ง” เขาเอ่ยพลางหันไปสั่งให้ขนของขวัญเข้ามาซึ่งป้าเฝิงรีบเดินไปบอกให้พวกเขานำไปวางใบบนรถม้าที่ซุนเจียอีนั่งในทันที เมื่อมอบของขวัญเสร็จคนก็อำลากลับซุนเจียอีจึงได้เดินไปที่รถม้าของตน แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว
“มากมายถึงเพียงนี้เชียว แล้วพวกเราจะนั่งอย่างไร” ซุนเจียอีเอ่ยพลางทำหน้ามุ่ย ตอนที่เอ่ยปากตอบรับของขวัญนางไม่คิดว่าของขวัญจะมีจำนวนมากมายถึงเพียงนี้
“แม่นมของเ้าน่าจะพอนั่งเบียดไปกับข้าวของเหล่านี้ได้ ส่วนเ้ามานั่งในรถม้าคันเดียวกับข้าก็แล้วกัน” เมื่อเยว่ซื่ออันเอ่ยเช่นนี้ซุนเจียอีจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเดินติดตามเยว่ซื่ออันไปนั่งบนรถม้าคันเดียวกับเขา
“ข้ายังหลงคิดว่าเ้าตั้งใจจะผูกสัมพันธ์กับคนที่เ้าช่วยเหลือเอาไว้เสียอีก” เยว่ซื่ออันเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนหลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้ว
“เดิมทีก็คิดว่าอยากจะสร้างบุญคุณเอาไว้ แต่ยามนี้ข้าคิดได้แล้วว่าหากคิดว่าจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกติดค้างบุญคุณก็ควรจะเลือกคนที่้าทวงบุญคุณด้วย” คำพูดของซุนเจียอีทำให้เยว่ซื่ออันพลันขมวดคิ้วแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คนที่เ้าออกหน้าช่วยเหลือผู้นั้นหากข้าจะบอกว่าฐานะที่แท้จริงของเขาสูงส่งกว่าที่เ้าคาดเดาเอาไว้ยิ่งนัก เ้าจะนึกเสียดายหรือไม่ที่วันนี้เ้าไม่คิดจะทำให้เขารู้สึกติดค้างบุญคุณของเ้า”
“ก็เพราะสูงส่งจนเกินไปอย่างไรเล่าข้าจึงรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะทำให้เขาติดค้างบุญคุณ คนในราชวงศ์เช่นเขาไม่มีทางลดตัวลงมาเป็ที่พึ่งพิงให้ข้าได้อยู่แล้ว แค่ข้ารับของขวัญตอบแทนน้ำใจก็ถือว่าจบแล้วไม่มีความจำเป็ที่เขาจะต้องมาตอบแทนน้ำใจข้าด้วยวิธีอื่นหรอก” คำพูดของซุนเจียอีทำให้เยว่ซื่ออันพยักหน้า
“ที่แท้เ้าก็รู้แล้วว่าเขาคือคนในราชวงศ์” คำพูดของเยว่ซื่ออันทำให้ซุนเจียอีกยิ้มออกมา
‘ก่อนที่ข้าจะตายและได้ย้อนเวลากลับมา เขาและข้าเคยเป็สามีภรรยากันมาก่อน แล้วข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรเล่าว่าเขาคือองค์ชาย’ แน่นอนว่าคำพูดประโยคนี้นางได้แต่คิดอยู่ในใจไม่ได้เอ่ยออกมาแต่ที่เอ่ยออกมาก็แค่ถ้อยคำตอบรับเพียงเท่านั้น
“พอจะคาดเดาได้เ้าค่ะ ข้างกายเขามีบ่าวรับใช้ที่เป็ขันทีอยู่หลายคน คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางทำลายความเป็บุรุษของข้ารับใช้ของตนเองเฉกเช่นคนในราชวงศ์หรอกเ้าค่ะ” คำพูดของซุนเจียอีทำให้เยว่ซื่ออันต้องเอ่ยถามออกมาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาคือขันที”
“ข้าเรียนวิชาแพทย์มานี่เ้าคะ สมุนไพรบางอย่างที่พวกเขาใช้ก็ล้วนมีกลิ่นเฉพาะตัว อีกทั้งร่างกายก็แตกต่างจากคนทั่วไปย่อมสามารถคาดเดาได้อยู่แล้ว” เมื่อซุนเจียอีเอ่ยจบนางก็ผินใบหน้าออกไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างเพื่อเป็การตัดบทและจบบทสนทนา ในกาลก่อนนางอาจจะอยากใกล้ชิดและสนิทสนมกับเขา แต่ยามนี้นางรู้แล้วว่าคนเช่นเขาไม่จำเป็ที่จะต้องเสียเวลาพูดคุยและเอาอกเอาใจให้มากความ คนสูงส่งเช่นเขามักจะมองนางว่าเป็แค่เพียงจอกแหนที่ล่องลอยผ่านหูผ่านตาของเขาไป อีกทั้งในภายหน้าเขายังเป็ตัวการสำคัญที่ทำลายนางมีหรือที่นางจะทำใจใกล้ชิดเขาได้อีก
“ดูเหมือนว่าหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาจากอาการป่วยเ้าจะเปลี่ยนไปนะ” น่าเสียดายที่เยว่ซื่ออันผู้นี้ไม่เคยให้ความร่วมมือกับนางเลยสักนิด ในกาลก่อนเขาจะพูดคุยกับนางก็แค่ในยามจำเป็เพียงเท่านั้น แต่ยามนี้ไม่เพียงไม่มีทีท่าว่ารำคาญและเบื่อหน่ายแต่ยังพยายามที่จะเปิดบทสนทนากับนางเสียด้วย
“ญาติผู้พี่เองก็เปลี่ยนไปนะเ้าคะ ดุเหมือนว่าท่านจะพูดคุยเก่งมากยิ่งขึ้น ท่านไม่กลัวว่าข้าจะพยายามทำตัวสนิทสนมกับท่านและหาผลประโยชน์จากท่านแล้วหรือ” ดูเหมือนว่าคำพูดของนางจะโจมตีเขาได้อย่างตรงจุด เขามีสีหน้าละอายใจเพียงเล็กน้อยแล้วก็ไม่ได้พยายามชวนนางพูดคุยอีก คนหนึ่งนั่งจิบน้ำชาและอ่านตำราไปตลอดทาง ส่วนอีกคนก็นำตราแพทย์และตำราสมุนไพรของตนออกมาอ่าน เวลาผ่านไปเพียงพริบตาก็ถึงจุดพักแล้ว
“คุณหนูเ้าคะ ลงมายืดเส้นยืดสายสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ” เมื่อป้าเฝิงเอ่ยเรียกนางก็รีบลงจากรถม้าในทันที นอกจากจะยืดเส้นยืดสายแล้วยังมีเื่การกินอาหารและปลดเบาแม้ว่าจะไม่สะดวกสบายเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าผู้ดูแลและผู้คุ้มกันเหล่านี้มีความละเอียดรอบคอบเป็อย่างดี เยว่ซื่ออันแยกไปนั่งกินอาหารของเขาอีกฝั่งส่วนซุนเจียอีและแม่นมของนางก็นั่งกินอาหารด้วยกันอีกฝั่ง ยามที่มีขบวนรถม้าอีกขบวนมากจอดพักด้วยพวกเขาก้แค่เงยหน้าขึ้นมามองแล้วก็ทำธุระของตนเองไปเพียงแค่นั้น