บทที่ 37 ข้าเป็นถงเซิง เหตุใดต้องสอบอีก (รีไรต์)
ฉินเยาเยาอายุครบหนึ่งเดือนเป็นเรื่องใหญ่ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ทุกคนในบ้านก็เริ่มวุ่นวายกันแล้ว
ฉินเหล่าเอ้อร์ตั้งเตาดินไว้ที่ลานบ้าน วางหม้อเหล็กใบใหญ่ที่ยืมมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านไว้ข้างบน น้ำในหม้อกำลังเดือดปุด ๆ
ฉินลิ่งอวี่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังล้างไม้ที่จะใช้ย้อมไข่แดง จนมือไม้กลายเป็นสีแดง
สือไห่ถัง เฝิงเสี่ยวฮวา และสวี่ซิ่วอิงกำลังยุ่งอยู่ในครัว
พวกเด็ก ๆ วนเวียนอยู่รอบ ๆ ลูกแพะตัวน้อย
ลูกแพะตัวนี้ไม่ใช่ลูกแพะตัวเมื่อวาน เพราะฉินเยาเยาแอบเปลี่ยนกับลูกแพะจากพื้นที่มิติของนางตอนที่ไม่มีใครสังเกต
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินกำลังไล่ต้อนหมูตัวอ้วนออกมา เตรียมจะเชือด
ในตอนนั้น ฉินฟู่หลินและชาวบ้านคนอื่น ๆ ทยอยมาถึงอย่างต่อเนื่อง
ในนั้นมีทั้งหัวหน้าครอบครัวจากบ้านอื่น ๆ และผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูญเสียลูกหลานไปจนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ยังมีเด็ก ๆ ที่ยังงัวเงียไม่ตื่นดีมาด้วย
ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะร่วมงานเลี้ยง
เมื่อวานฉินฟู่หลินนำหมูตัวอ้วนใหญ่กลับมา ชาวบ้านต่างเห็นกันทั่ว ในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เห็นเนื้อสัตว์มาครึ่งปีแล้ว บางคนก็นานกว่านั้น
โดยไม่ต้องให้ฉินเหล่าซื่อและคนอื่น ๆ เรียก ฉินฟู่หลินจึงสั่งให้หนุ่ม ๆ ร่างกายแข็งแรงหลายคนช่วยกันกดหมูตัวอ้วนใหญ่ไว้
ฉินเหล่าซื่อถือมีดเตรียมจะเชือดหมู เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วแทงเข้าไป
เสียงร้องอย่างทรมานของหมูดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน งานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งเดือนของฉินเยาเยาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
บรรดาสตรีพากันถกแขนเสื้อขึ้น เข้าไปช่วยในครัวทันที
ฉินเยาเยาถูกจับเปลี่ยนมาสวมชุดสีแดงใหม่เอี่ยม บนมือสวมกำไลเงินที่เฉินฮั่นหลินมอบให้ ที่ข้อเท้ายังมีกระดิ่งเล็ก ๆ สองอัน พอขยับก็ส่งเสียงดัง ดูเป็นมงคลยิ่งนัก
ไม่นานนัก หมูตัวอ้วนก็ถูกชำแหละแล่เนื้อเป็นชิ้น ๆ ชาวบ้านบางคนเก็บเอาถุงปัสสาวะหมูขึ้นมาเป่าลมจนพองกลมแล้วโยนให้เด็ก ๆ
เด็ก ๆ ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น ต่างวิ่งไล่เตะถุงปัสสาวะหมูกันอย่างสนุกสนาน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านที่เหลือต่างมองตาเป็นประกายอยากเล่นด้วย สุดท้ายก็พากันเดินเข้าไปเล่นด้วยกัน
ไม่นานนัก เด็ก ๆ ก็สนิทสนมกัน ร่วมเล่นซน วิ่งวุ่นกันไปทั่ว
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน เล่อเหนียงมีใบหน้าอ้วนกลม ผิวพรรณขาวผ่องยองใย ดวงตากลมโตกะพริบมองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ว่าผู้ใดเห็นเป็นต้องใจอ่อน อยากเข้าไปบีบแก้มนุ่ม ๆ ของนางสักครั้ง
เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยง ทั้งภายในบ้านและลานด้านนอก เต็มไปด้วยโต๊ะที่จัดเตรียมไว้สำหรับต้อนรับแขก ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาร่วมงานเลี้ยง
เหล่าเอ้อร์พร้อมด้วยน้องชายอีกสองคน และมีฉินลิ่งอวี่คอยพูดคุยทักทาย รินน้ำชา และนำเมล็ดแตงโมที่ฉินเยาเยาหยิบออกมาจากพื้นที่มิติมาให้ทุกคนได้กิน
ฉินเหล่าซื่อที่เดิมทีเป็นมือคุ้มกันสินค้าให้กับสำนักคุ้มกันภัยมาก่อน พูดไม่ค่อยเก่ง ทว่าเขากลับรอบรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย พอเล่าเรื่องราวการเดินทางที่น่าสนใจให้ฟัง ก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนได้ไม่ยาก
ยิ่งคนมากยิ่งช่วยให้งานสำเร็จเร็วขึ้น ไม่นานนัก กลิ่นหอมของเนื้อก็โชยออกมาจากห้องครัว หอมฟุ้งกำจายทั่วทุกสารทิศ ปลุกความหิวของทุกคนจนท้องร้อง
เด็ก ๆ หลายคนที่ทนกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ต่างพากันย่องมาแอบดูที่หน้าห้องครัว น้ำลายสอด้วยความหิว
แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้น จึงบอกให้สวี่ซิ่วอิงไปดูไข่ว่าต้มสุกหรือยัง หากสุกแล้วก็ตักขึ้นมาให้พวกเด็ก ๆ
สวี่ซิ่วอิงรับคำพลางใช้สองมือเช็ดผ้ากันเปื้อน หยิบตะกร้าไม้ไผ่มาใบหนึ่ง จากนั้นก็ตักไข่ขึ้นวางและรอให้เย็นลง
แต่พอตักขึ้นมา นางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ไข่พวกนี้นางเป็นคนใส่ลงไปเองกับมือ ตอนนั้นนางใส่ลงไปแค่ตะกร้าเดียว ทั้งยังนับอย่างดีแล้วว่าแต่ละครอบครัวจะได้คนละสองฟอง
สวี่ซิ่วอิงมองตะกร้าในมือที่เต็มไปด้วยไข่และมองไข่ที่อยู่ในหม้อ ดูเหมือนจะมีไข่มากกว่าหนึ่งตะกร้า ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเริ่มสงสัยในตนเอง หรือว่านางเบลอไปแล้ว
ทันใดนั้น นางก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเงยหน้ามองแม่เฒ่าฉิน
ความจริงแล้วสายตานางจ้องมองไปที่เล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินต่างหาก
แม่เฒ่าฉินกระแอมไอขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก ราวกับจะชื่นชมความงาม ส่วนฉินเยาเยาก็หลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับ
ฉินเยาเยาพึมพำในใจว่า นางไม่ได้เป็นคนทำ หากจะโทษก็ต้องโทษแม่ไก่ในพื้นที่มิติของนางที่ออกไข่มากเกินไป
ใช่แล้ว ต้องโทษแม่ไก่!
“เด็ก ๆ มากินไข่กันเถอะ” สวี่ซิ่วอิงตักไข่ใส่ชามวางลงบนโต๊ะ แล้วตะโกนเรียกเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเด็ก ๆ ต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามา หยิบไข่คนละฟองสองฟอง ไข่ที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ ร้อนจนทำให้เด็ก ๆ ร้องลั่น แต่ก็ไม่มีใครยอมปล่อยมือ บ้างก็พากันไปนั่งกินใต้ต้นไม้ หรือไม่ก็เอาไปให้บิดามารดาของตน
ชายชราและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ หรือแม้แต่หญิงสาวที่กำลังช่วยงานในครัว ต่างก็มองดูไข่ต้มร้อน ๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยากลิ้มลอง
พวกเขาไม่ค่อยได้กินไข่ไก่กันบ่อยนัก มักจะเก็บเพื่อนำไปขายที่ตลาดแลกเป็นเงินมาใช้จ่ายในบ้าน ถึงแม้จะอยากกิน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก เพราะทุกคนต่างจ้องมองอยู่
“ทุกท่าน เชิญมาลิ้มลองสุราของข้า”
ผู้อาวุโสสามมือหนึ่งถือไม้เท้า อีกถืออุ้มกระดาษกองใหญ่
เถี่ยจู้อายุเก้าขวบอุ้มไหสุราอย่างทุลักทุเล เดินโซเซตามหลังมา ฉินฟู่หลินรีบสาวเท้าเข้าไปประคองผู้อาวุโสสาม
“ท่านมาทั้งทีไม่ให้เถี่ยจู้มาบอกข้า ข้าจะได้ไปช่วยประคองท่านมา หากท่านล้มเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า” ฉินฟู่หลินกล่าว
ผู้อาวุโสสามโบกมือ “ข้าแค่แก่แล้ว ไม่ใช่ว่าเดินไม่ไหวเสียหน่อย”
“ฉินชุนหลาน ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ในวันครบหนึ่งเดือนของเล่อเหนียง จึงเขียนกลอนคู่มาให้เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคล”
ฉินฟู่หลินรับกระดาษจากมือผู้อาวุโสสามแล้วคลี่ออกดูพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน
ดอกหอมหมื่นลี้ส่งกลิ่นหอมอบอวลในคืนพระจันทร์เต็มดวง
ทารกน้อยเฉลิมฉลอง เพลงบรรเลงขับขาน
ผู้มีบุญญาธิการครบเดือน
แม่เฒ่าฉินและทุกคนในครอบครัวต่างรู้สึกยินดีกับบทกลอนนั้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่นั้น ดำรงชีพด้วยการทำไร่ทำนา หากรู้หนังสือบ้างก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นตัวอักษรเหล่านั้น จึงรู้สึกเพียงว่ามันช่างงดงาม โดยไม่ได้เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง
“ลายมือของผู้อาวุโสสามยังคงงดงามเช่นเคย” ชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยชมด้วยความจริงใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าลองคิดดูสิ บทกลอนของหมู่บ้านฉินเรานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของผู้อาวุโสสามทั้งสิ้น”
“ผู้อาวุโสสาม ท่านมีน้ำใจยิ่งนัก” แม่เฒ่าฉินเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง
เด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็พากันมามุงดูอย่างสนอกสนใจ
ฉินลิ่งเหวินมองบทกลอนนั้นด้วยความสงสัย แล้วเผลออ่านออกเสียง
เสียงอ่านของฉินลิ่งเหวิน ทำให้ผู้อาวุโสสามตื่นเต้น เขาเอ่ยถามฉินลิ่งเหวิน “เด็กน้อย เจ้ารู้จักตัวอักษรเหล่านั้นหรือ”
ฉินลิ่งเหวินเหลือบมองผู้อาวุโสสาม พลางเอ่ยอย่างฉงนใจ “ข้ารู้จักขอรับ ตัวอักษรพวกนี้ไม่เห็นยากตรงไหน ข้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร”
ผู้อาวุโสสามตื่นเต้นยิ่งนัก จึงรีบกล่าว “ดี ดีนัก ที่เจ้ารู้หนังสือ นับว่าเป็นเรื่องดี หากเจ้าร่ำเรียนอีกสักสองสามปี คงสอบถงเซิง*[1]ผ่านได้ไม่ยาก”
ฉินลิ่งเหวินชักงุนงงหนักขึ้นไปอีก จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ข้าเป็นถงเซิงแล้วจะสอบอีกทำไมขอรับ”
[1] การสอบระดับท้องถิ่น ได้แก่ ระดับอำเภอ จังหวัด และมลฑลตามลำดับ ผู้ที่สามารถสอบผ่านในระดับมลฑลจะมีตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’