บทที่ 1 เข้าเมืองหลวง
วันที่ห้าเดือนสี่ ท้องฟ้าแจ่มใส เป็ฤกษ์งามยามดี เหมาะแก่การเดินทาง
เมืองเยว่หลาน เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเหลียง
บนถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน เด็กชายวัยสี่ห้าขวบมองซ้ายแลขวาด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเขาจับมือเขาไว้แน่น เพราะเกรงว่าเขาจะหลงทาง
ลู่จือฉิงจับคอเสื้อของเซี่ยมู่ไว้แน่น ดึงเด็กน้อยที่ซุกซนเหมือนลูกวัวตัวน้อย เอาไว้ พร้อมกับพูดเสียงเบาว่า “เดินช้า ๆ หน่อย ทำตัวให้สำรวม กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไรว่าเ้าเข้าเมืองเป็ครั้งแรกน่ะ!”
เมื่อเซี่ยมู่ได้ยินดังนั้น เขาจึงหันกลับไปมองนางพร้อมกับเบ้ปากใส่ เขาโตมาในชนบท นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ จะมองนานหน่อยไม่ได้หรือ?
เขาแอบมองไปรอบ ๆ อีกสองสามครั้ง นอกจากผู้คนพลุกพล่านแล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ เซี่ยมู่จึงเชิดหน้าขึ้น หันไปหาลู่จือฉิง ยืดตัวตรง แล้วส่งเสียงฮึที่ดูถูกเหยียดหยามออกมา เสียงของเด็กน้อยพูดทีละคำว่า “เมืองเยว่หลานก็แค่นี้เอง ไม่เห็นจะมีอะไรเลย คุณชายอย่างข้าไม่ดูก็ได้!”
ลู่จือฉิงยักไหล่เล็กน้อย นางรู้นิสัยของเ้าหนูนี่ดี ั้แ่ยังเด็ก ก็ชอบทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง ปากไม่ตรงกับใจ ช่างเถอะใครใช้ให้นางเป็แม่ของเขาล่ะ?
ไม่สิ จริง ๆ แล้วก็ไม่ถือว่าเป็แม่แท้ ๆ ลู่จือฉิงมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ประสบอุบัติเหตุทางรถ ตื่นขึ้นมาก็กลายเป็หญิงท้องแก่ผู้น่าสงสารในยุคโบราณ ลืมตาขึ้นมาก็กำลังคลอดลูก! ยังมีจี้หยกที่มีลวดลายซับซ้อนจนมองไม่ออกว่าเป็ตัวอักษรอะไร
ผ่านไปสี่ห้าปี ลู่จือฉิงก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตในยุคโบราณและยอมรับความจริงที่นางข้ามมิติมา จึงรักใคร่เอ็นดูเซี่ยมู่เหมือนแม่คนอื่น ๆ ที่รักลูก แต่สิ่งเดียวที่ทำให้นางปวดหัวที่สุดคือ นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเ้าของร่างเดิมเลยสักนิด!
ไม่มีความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเลย!
ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ...พ่อของเด็กคนนี้เป็ใครกัน?
“เสี่ยวลู่ลู่บอกว่าจะมาหาคนในเมืองหลวงใช่หรือไม่? งั้นรีบไปกินข้าวกันเถอะ! ข้าหิวแล้ว!” เซี่ยมู่ผู้เย่อหยิ่งไม่ยอมให้ลู่จือฉิงเหม่อลอย เมื่อได้กลิ่นเนื้อก็รีบแปลงร่างเป็สัตว์น้อยและเริ่มออกคำสั่ง
“การตามหาคนกับการกินข้าวมันเกี่ยวอะไรกัน?” ลู่จือฉิงพูดไม่ออก จากนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที “เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ลู่จือฉิงก็ยังจูงมือเซี่ยมู่ เดินไปทางโรงเตี๊ยมที่เขาชี้ แม้ว่าเงินในกระเป๋าของนางจะมีไม่มาก แต่ก็ยังพอที่จะกินข้าวสักมื้อได้ นางคิดในใจ ด้วยทักษะการวาดภาพที่ยอดเยี่ยมของนางแล้ว จะไม่สามารถหาเงินในเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ได้เชียวหรือ? กิน กิน กิน แม่เลี้ยงเอง!
ในตอนที่ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางได้ลูบหัวเซี่ยมู่อย่างเอ็นดู พวกนางเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เชิงเขาเยว่หลาน ช่างน่าสงสารเซี่ยมู่จริง ๆ เฮ้อ
เพียงแต่ว่าลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่กลับไม่ได้สังเกตเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เหลือบมองมาที่พวกนางโดยบังเอิญ แล้วก็จ้องมองอย่างประหลาดใจอยู่เป็เวลานาน
หลังจากสั่งอาหารแล้ว เซี่ยมู่ก็นั่งลงอย่างเบื่อหน่าย มองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง แลวางท่าข่มขวัญคนอื่น ท่าทีเช่นนี้ปรากฏอยู่บนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเขา ดูแล้วทั้งน่ารักทั้งขบขัน
ลู่จือฉิงสงสัย “ทำอะไรของเ้า?”
ดวงตาที่กลมโตของเซี่ยมู่ฉายแววสดใสเป็ประกาย ขณะนี้เขากำลังเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองไปที่เพดาน พร้อมกับพูดเสียงเบาว่า “ถ้ามองจากมุมนี้ คุณชายอย่างข้าก็ดูมีบารมีราวกับฮ่องเต้ ไม่เหมือนคนที่มาจากบ้านนอกเลยสักนิด ฮึ ๆ…”
ลู่จือฉิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ อีกครั้งที่ความไร้เดียงสาของเขาทำให้นางรู้สึกขำ คนซุกซนคนนี้ ช่างเป็เด็กที่แปลกจริง ๆ ไม่เช่นนั้น ลู่จือฉิงคงจะเลี้ยงดูเขาเหมือนลูกของตัวเองแล้ว...
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่คุยกันอย่างออกรส ทำให้ระหว่างรออาหารไม่น่าเบื่อจนเกินไป ไม่ช้าอาหารว่างที่พวกนางสั่งก็ถูกยกมา กลิ่นหอมฟุ้ง เซี่ยมู่ก็ไม่ได้รักษาท่าทีอันสูงส่งอีกต่อไป รีบหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าวอย่างหิวโหยราวกับแมวหิวที่เห็นอาหารตรงหน้า
ทั้งสองคนกินอย่างเอร็ดอร่อย จนไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของคนข้างหลัง
ชายคนหนึ่งชี้ไปที่ลู่จือฉิง พูดเบา ๆ กับคนข้าง ๆ ว่า “นี่ พี่ชาย ดูผู้หญิงคนนั้นสิ นางดูคล้ายกับพระชายารุ่ยอยู่เหมือนกันนะ”
นักกินผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมอง สายตาเต็มไปด้วยความสงสัยที่เพื่อนคนนี้เพ้อเจ้อ แต่ก็ยังคงตอบ “ก็คล้ายอยู่” แต่ในใจกลับพึมพำ ‘เ้าคนนี้บ้าหรือเปล่า พระชายารุ่ยตายไปนานแล้วไม่ใช่หรือ’
พระชายารุ่ยคือบุตรสาวของเสนาบดีกรมขุนนาง มีชื่อเสียงว่าเป็สาวงามอันดับหนึ่งในเมืองหลวง ก่อนวันอภิเษกสมรส นางได้เข้าพิธีเพื่อเสริมสิริมงคลในฐานะพระชายารุ่ย ฝ่าาทรงพระราชทานขบวนขันหมากแห่ไปทั่วเมือง ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินได้ยลโฉมความงามของนาง สตรีงามเช่นนี้ หากมีคนจำได้ก็ไม่แปลก
แต่ชายคนนั้นกลับยังไม่หยุดพูด เขายังคงพูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่โต๊ะเกี่ยวกับความคล้ายคลึงระหว่างลู่จือฉิงกับพระชายารุ่ย จนทำให้คนอื่น ๆ รำคาญ หนึ่งในนั้นถึงกับทุบโต๊ะและพูดว่า “จะให้กินข้าวหรือเปล่าเนี่ย!”
ความวุ่นวายนี้กลับดึงดูดความสนใจของคนอื่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในหัวข้อสนทนา เพียงชั่วครู่ ลู่จือฉิงกับลูกชายของนางก็กลายเป็จุดสนใจของทุกสายตา
น่าเสียดายที่พวกนางกินอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นรอบ ๆ ตัว ลู่จือชิงเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆ เป็บางครั้ง ยังดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นท่าทางการกินที่ตะกละตะกลามของนาง
ขณะที่ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่กำลังกินอาหาร ก็มีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่พวกนางจากทุกทิศทาง
สายตาของคนเ่าั้เฉียบแหลมมาก จากการสังเกตของผู้คนกว่ายี่สิบคนเป็เวลานาน ในที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่า สตรีผู้นี้เหมือนกับพระชายารุ่ยราวกับแกะ!
พวกเขาเริ่มพูดคุยกันเสียงดังว่า เหตุใดถึงมีคนหน้าเหมือนกันได้เพียงนี้ หรือว่าจะเป็ฝาแฝด? สตรีผู้นี้แต่งตัวธรรมดามาก ไม่เห็นเหมือนพระชายาตรงไหน ตอนนี้ท่านอ๋องรุ่ยยังไม่ได้แต่งงานใหม่เลยนิ...
หลังจากนั้นความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงไปเพราะคำว่า ‘ท่านแม่’ ทำให้ทุกคนนึกถึงสิ่งที่น่าสนใจขึ้นมาพร้อมกัน...
ไอหยา! แล้วเด็กคนนี้เป็ลูกของใครกันล่ะ?