เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 10 สายตาดูถูก ( rewrite )

    ชายหนุ่มลืมตาดูไปทางต้นเสียง เป็นหนุ่มตัวอ้วนร่างกายใหญ่โตคนหนึ่ง ก่อนจะกวาดตามองไปรอบเตียงของตน แล้วใช้พลังตรวจดูความแข็งแกร่งของพวกมัน
    ชายหนุ่มจ้องมองไปยัง เหล่าฝูงคนที่ล้อมตนเองไว้ มีราว 50 กว่าคน ก่อนที่เจ้าอ้วนนั้นจะบอกแก่มันว่า “ ใจเย็น ๆ พวกข้าไม่ได้มาหาเรื่องเจ้า..ข้าชื่อ จู จิน อาวุโสมากสุดที่นี่ ” จู จิน นั้นอายุราว 20 ย่าง 21 ระดับพลัง กำเนิดโลกาขั้น 9 ก่อนมันจะกล่าวถามต่อชายหนุ่ม “ เจ้าชื่ออันใด ”
    เจ้าอ้วนจูจินกล่าวถามต่อชายหนุ่ม “ จิ้นว่าง..แล้วพวกศิษย์พี่ล้อมรอบกายข้า..มีเหตุอันใด ? ” ชายหนุ่มกล่าวถาม สงสัยในการกระทำของผู้คนเหล่านี้
    “ ยินดีต้อนรับสู่ ' ห้องขยะ ' ” เจ้าอ้วนยิ้มขณะพูดกับชายหนุ่ม “ มีอะไรสงสัยสอบถามข้าได้ นาน ๆ จะมีคนมาสักผู้โผ่มาที่นี่ ” แล้วเหล่ารอบกายของชายหนุ่มจึงไล่แนะนำตัวทีละคน
    ที่ที่นี่ถูกเรียกว่าห้องขยะ เพราะเป็นที่ที่รวมตัวของพวกผู้ไม่มีพรสวรรค์ ของเหล่าศิษย์แห่งสำนักภพจันทรา จึงถูกเรียกว่าห้องขยะ
    “ ปกติต่อให้เป็นคนไม่มีพรสวรรค์อย่างพวกเรา มักจะไปอยู่สำนักใหญ่ ๆ กันทั้งนั้น..ไม่มีใครมาอยู่สำนักอันดับ 6 กันหรอกหนา ” เจ้าอ้วนยิ้มขณะพูด แต่แววตาแฝงความเจ็บปวด
    ‘ สำนักอันดับ 6 !! นี่สำนักข้าตกต่ำลงขนาดนั้นเชียว ? ’ ชายหนุ่มตื่นตระหนกอย่างมาก กับสิ่งที่ตนได้ยิน ใครเล่าจะคาดคิด เวลาเพียง 200 ปี สำนักจะตกต่ำถึงเพียงนี้ ‘ เจ้าคนที่ขโมยศิลาไป พวกมันเหล่านั้นต้องรับผิดชอบ !! ’
    “ ถ้าโดนรังแกจากพวกเงินและทอง..ให้เจ้ามาบอกต่อแก่ข้า..ข้ามีสหายอยู่มากมาย , หวังว่าจะช่วยเจ้าได้ ไม่มากก็น้อย ” เจ้าอ้วนจูจินกล่าวก่อนจะยื่นมือ ไปจับทักทายต่อซีว่าง
    ‘ ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ข้าคิดไว้ สักเท่าไหร่ ’ ชายหนุ่มจับมือตอบ ก่อนจะนักคุยกันเรื่องภายในของสำนัก
    จนทราบว่า หลังจากการหายไปของ * ศิลาเงาจันทรา * สำนักภพจันทรานั้นก็ได้ร่วงหล่นจากการจัดอันดับแข็งขันลงมาทุกปี จนร่วงมาอยู่ที่อันดับ 6 ทางเจ้าสำนักใหญ่ หลาย ๆ รุ่นต่างหาวิชาใหม่มาทดแทนสิ่งที่หายไปอย่างศิลาเงาจันทรา แต่ก็ทำได้เพียงประคองให้ สำนักนั้นไม่ตกต่ำ จนกลายหลุดอันดับไป
    “ แล้วตอนนี้ที่สำนักใหญ่ของสำนักภพจันทา..ผู้ใดคือเจ้าสำนัก ?.. พี่ทราบหรือไม่ ” ชายหนุ่มกล่าวถามต่อชายอ้วน
    “ ตอนนี้เจ้าสำนักใหญ่คือ ท่าน เยว่ เหิง , ถึงตอนนี้สำนักเราจะฝึกวิชาได้ไม่ครบบท , แต่ท่านเจ้าสำนักเยว่เหิงนั้น..ติดหนึ่งในสิบ ของจอมยุทธแห่งอาณาจักรม่านนภา” เจ้าอ้วนจินนั้น พูดออกมาให้ความภาคภูมิใจ
    ‘ อย่างน้อย สำนักภพจันทรา ก็ยังไม่ขาดแคลนผู้มีฝีมือ ’ ซีว่างคิดในใจ
    หลังจากนั้น ซีว่างและจูจินก็นั่งคุยต่อจนถึงช่วงเย็น ซีว่างจึงกล่าวลา แยกตัวออกมาเพื่อไปหาสหายของตนที่โรงอาหาร
    พอมาถึงห้องอาหาร ตนก็แปลกใจกับสิ่งที่ได้พบ ที่นั่งอยู่กับเหล่าสหายตนนั้น คือเยว่เทียน ส่วนน้องสาวของเขานั้น มิได้อยู่ด้วย
    “ ว่าอย่างไร..ห้องเจ้าสบายดีไหม ? , ถ้าไม่สบายข้อเสนอข้า..ยังคนอยู่หนา ” เฟิงอวิ๋นกล่าวด้วยท่าทางกวนบาทาต่อซีว่าง
    “ พี่เฟิงก็ช่างแกล้งพี่ชายข้าอยู่เรื่อย..ถ้าท่านไม่ชอบขอเสนอของพี่เฟิง..ห้องน้ำข้าก็ยังว่างอยู่..มาาได้ทุกเมื่อนะท่านพี่ ” เจ้าสองเฟิง ตีมือกันเป็นการถูกใจที่ได้ หยอกเย้าชายหนุ่ม
    เมื่อโดนทั้งสหายและน้องของตนกล่าวหยอกเย้านั้น ชายหนุ่มจึงจับหัวทั้งสองคนโขกกันอย่างแรงดัง “ โป๊ก !! ”
    “ ไม่เห็นท่านพี่ต้องใช้กำลังกับข้าเลย..จำคราวก่อนที่ท่านทำไม่ได้หรือ , ท่านทำให้พี่เฟิงต้องไปจับ... ” เมื่อพูดถึงตรงนี่ เด็กน้อยจิ้นเฟิงพลันยั้งตนเองได้ทัน แล้วหันไปมองเฟิงอวิ๋นและเยว่เทียน กลัวว่าตนเองจะทำให้ทั้งสองคน..โกรธ
    ก่อนที่ซีว่างจะกล่าวหยอกเย้ากลับคืนว่า “ ข้าว่ามันจงใจเสียมากกว่า ” ก่อนที่จะโน้มตัวไปกระซิบข้างหูของสหายว่า “ ว่าอย่างไร..นุ่มไหมสหายข้า..เจ้าคงยังไม่ได้ล้างมือสิท่า ”
    เฟิงอวิ๋นหน้าแดงขึ้นมา รีบพูดตัดบททันใด “ ไปหาอาหารทานกัน..เดี๋ยวหมดก่อน จะลำบากต้องออกไปนอกสำนัก ” แล้วเฟิงอวิ๋นรีบลุกขึ้นจากม้านั่งหิน แล้วเดินนำเหล่าสหายของมันไป หูที่แดงของชายหนุ่มเห็นได้เด่นชัดจากด้านหลัง
    ‘ คงไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดหลอกมั้ง ’ ซีว่างเห็นอาการของสหายตน พลันคิดในใจว่า เฟิงอวิ๋นอาจจะชอบหญิงสาวเข้าให้
    ก่อนจะกล่าวกับเยว่เทียนว่า “ ท่านคงไม่ว่าข้าหรอกนะ..ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาหยอกเย้าต่อสหายข้า.. ”
    เย่วเทียนได้ยินจึงรีบกล่าวกลับไปว่า “ จะไปว่าท่านได้อย่างไร..พวกเราต่างเป็นบุรุษ จะมีให้เสวนากันสักกี่เรื่อง ถ้าไม่ใช่เรื่อง การฝึกยุทธ..ก็เห็นจะเหลือแต่เรื่องนารีเสียแล้ว ”
    ‘ ต่อให้เป็นนิสัยของบุรุษ..แต่เจ้าไม่โกรธแค้นแทนน้องสาวตนเอง , พวกเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ ’ ซีว่าง ไม่วางใจต่อคนตระกลูเยว่ผู้นี้เป็นอย่างมาก เหตุใดถึงเข้ามาตีสนิดกับพวกของตนที่พึ่งเข้ามาใหม่
    หลังจากกลับมานั่งที่โต๊ะอาหาร เหล่าชายหนุ่มจึงพูดคุยเรื่อง ต่าง ๆ มากมาย ซีว่างจึงกล่าวต่อ เยว่เทียนว่า “ เยว่เทียน..เหตุใดเจ้าถึงเข้ามาตีสนิดกับพวกข้า ? ”
    “ ข้าเห็นพวกท่านมาใหม่..ยังไม่รู้อะไรหลาย ๆ อย่างและข้าดูแล้วว่าพวกท่าน..น่าจะคบหาด้วยง่าย..ข้าไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอันใดแม้แต่น้อย ” เยว่เทียนรีบพูดต่อเหล่าชายหนุ่มทั้งสาม
    จากประสบการณ์สองภพของชายหนุ่ม ไหนเลยจะเชื่อคำกล่าวเหล่านั้น
    “ บอกต่อข้ามาตามตรง..ว่าเจ้ามีเจตนาอะไรกันแน่ ” ซีว่างจ้องด้วยสายตาเย็นชาไปยังเยว่เทียน ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ เจ้าบอกข้ามาตามตรง..หากเจ้าไม่กล่าวตามความจริง..ข้าขอตัวลา ”
    เมื่อกล่าวจบซีว่างจึงลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร หันหลังกำลังจากเดินหนีไป เยว่เทียนจึงรีบกล่าวมาว่า “ ข้าต้องการแรงของพวกเจ้า บุกสุสานกษัตริย์สงคราม เยว่ชิงหลง ”
    เมื่อได้ยินที่เยว่เทียนกล่าว ซีว่างจึงหยุดแล้วกลับมานั่งที่เดิม “ เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ”
    “ ข้าไปพบแผนที่ของสถานที่แห่งหนึ่งโดยบังเอิญ ” เยว่เทียนกล่าวตามความจริง
    “ แล้วเหตุใดถึงเป็นพวกข้า..เพียงบอกต่อปู่เจ้าจะไม่ง่ายกว่าหรอกหรือ ” ซีว่างถามต่อเยว่เทียน
    ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องเป็นพวกของตน ขนาดตนเองยังเก็บเรื่องสุสานไว้เป็นความลับ มิได้บอกต่อใคร
    “ เพราะพวกเจ้านั้นเพิ่งมาใหม่..ข้าเองก็ไม่ได้ไว้ใจว่าพวกเจ้า..ว่าจะปิดความลับได้หรือไม่ ” เยว่เทียนมองรอบโต๊ะก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “ แต่เพราะข้ามาโดยมิได้บอกต่อตระกูลข้าเรื่องนี้และข้าเองก็มีกำลังไม่มากพอ..ข้าจึงต้องหาคนช่วยเหลือ ”
    “ เรื่องสุสานของท่านเยว่ชิงหลง..ท่านคิดว่ามันจริงมากน้อยเท่าไร” เฟิงอวิ๋นกล่าวถามด้วยความมึนงงสงสัย
    “ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ..แต่เพราะข้ายังมีพลังไม่เพียงพอ ข้าจึงยังมิได้พิสูจน์ ” เมื่อเยว่เทียนกล่าวออกมา ซีว่างก็สังเกตกริยาทุกอย่างของเยว่เทียน
    ตั้งแต่ชายหนุ่มได้พบเยว่เทียน ชายหนุ่มก็ยืนยันได้ นี่เป็นสิ่งที่เยว่เทียนพูดความจริงมากที่สุด
    “ ท่านมีระดับฝีมือที่ จิตโลกาขั้นที่ 2 ..ยังบอกว่ามีฝีมือไม่มากพอ , แล้วพวกข้าก็มีพลังไม่ห่างจากเจ้าไม่เท่าใด..เหตุใดถึงต้องมาบอกกล่าวเรื่องสำคัญแบบนี้..ต่อพวกข้า ” จิ้นเฟิงที่นั่งฟังมานาน จึงกล่าวถามต่อเยว่เทียนออกไป
    “ เพราะเจ้าสองคนเป็นผู้มีพรสวรรค์..ข้าอยากให้พวกเจ้าเร่งฝึกฝีมือตนเอง..แล้วพวกเราก็ค่อยวางแผน , ว่าในอนาคตพวกเราจะบุกไปได้อย่างไร ” เยว่เทียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังมองไปที่ เฟิงอวิ๋นและจิ้นเฟิง มิได้เหลียวมองซีว่างเลยแม้แต่น้อย
    < คนเช่นไรน่าสงสารยิ่งนัก , ภายในวันเดียวกลับมีคนดูถูกตนเองเป็นว่าเล่น..เป็นข้าคงจะไม่มีหน้านั่งอยู่ที่นี่เป็นแน่ > เมื่อเห็นชายหนุ่มโดนมองข้ามดูถูก หยางน่าเหตุใดจึงจะไม่รีบซ้ำเติมชายหนุ่มเสียบ้าง
    < เฮ้แม่นาง..เจ้าอยู่ในโลกวิญญาณของข้า , ถ้าไม่ช่วยกันเห็นใจ..เหตุใดยังมาซ้ำเติมข้า > ชายหนุ่มตอบกลับบางด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย
    “ แล้วท่านว่าระดับใดถึงจะสามารถฝ่าเข้าไปได้ ” เฟิงอวิ๋นกล่าวถามต่อเย่วเทียน
    “ ถ้าเข้าไปอย่างง่ายดายน่าจะเป็น เหยียบนภาขั้น 1 ” เยว่เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ อ่อนแรงเหมือนจะไม่มีหวัง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ ถ้ามีพวกเจ้าร่วมด้วยและวางแผนแล้วคิดวิธีอย่างรอบคอบ , ข้าคิดว่าผสานโลกาขั้น 1 ก็สามารถผ่านเข้าไปได้แล้ว ”
    “ แล้วเหตุใดเจ้าไม่เก็บความลับไว้..แล้วรอให้ตัวเจ้าเองมีฝีมือถึง..แล้วค่อยบุกเข้าไปเพียงตัวคนเดียว , ระดับพรสวรรค์ของเจ้า ก็ไม่ต่างข้าหรอกหนา ” เฟิงอวิ๋นกล่าวถามต่อชายหนุ่มรูปงาม
    “ เพราะข้าไม่มีเวลามากขนาดนั้น.. ” เยว่เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ พยายามทำให้เสียงนิ่งที่สุด แต่มือของชายหนุ่มกำแน่นมากจนเห็นได้ชัด
    “ ถ้าข้าถามเจ้าว่าเหตุใด..เจ้าของไม่บอกข้าเป็นแน่ ” ซีว่างกล่าวถามต่อเยว่เทียนเหมือนรู้ทัน
    “ มิผิดข้ายังบอกพวกท่านไม่ได้ในตอนนี้ , แต่ข้าสัญญา..ถ้าภารกิจนี่สำเร็จ ข้าจะบอกต่อพวกเจ้าแน่นอน ” ชายหนุ่มกล่าวสัญญาต่อ พวกของซีว่าง
    “ แล้วส่วนแบ่ง..พวกเราจะตกลงอย่างไร ? ” ซีว่างกล่าวถามต่อเยว่เทียน
    “ แบ่งให้เจ้า 2 คน คนละ 2 ส่วน ข้าเป็นคนมีแผนที่ ข้าและน้องสาวข้าเอาคนละ 3 ส่วน ” เยว่เทียนกล่าวโดยไม่ได้มองไปที่ ซีว่างแม้แต่ครั้งเดียว
    ‘ เจ้านี่มันกล้าเมินข้า..บิดาเจ้าผู้นี้ขอเวลาไม่นาน , ข้าจะจับลูกผู้นี่..มาตีเสียให้เข็ด ’ ซีว่างคิดในใจ พลันกัดฟันดัง กึกกักกึกกักอยู่ในปาก ก่อนจะกล่าวต่อเยว่เทียนว่า
    “ แบ่ง คนละเท่า ๆ กัน ทุกผู้ 2 ส่วน พวกข้า 3 คนได้ 6 ส่วน เจ้ากับน้องสาวเจ้าได้ 4 ส่วน ” ซีว่างจ้องตาเยว่เทียน ขณะยื่นข้อเสนอไป
    “ อย่าหาว่าข้าดูถูกท่านเลย..แต่ระดับฝีมือของท่าน..ข้าคิดว่าท่านคงไม่สามารถบุกไปกับพวกข้าได้เป็นแน่ ” เยว่เทียนกล่าวมาด้วยความจริงใจ และไม่ได้มีน้ำเสียดูถูกเลยแม้แต่น้อย
    ‘ ปากของเจ้านี้มันวอนนัก...!!! , บอกไม่ดูถูกข้า..แล้วที่มันพูดมามันเป็นคำชมข้าหรืออย่างไร ’ ซีว่างจากที่ไม่ไว้ใจต่อเยว่เทียน ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็น รู้สึกเหม็นขี้หน้าของคนผู้นี้เสียแล้ว..
    “ หากไม่ได้ดังนั้น..ก็ช่างมันเถิด..เจ้าไปหาผู้อื่นเถิด , พวกข้าขอตัว ” ซีว่างพูดแล้วลุกเตรียมตัวเดินจากไป พลันโบกมือเรียกสหายของตนตามมา “ เรื่องนี้ข้าสัญญา..ว่าข้าไม่บอกกล่าวต่อผู้ใด ”
    “ แต่ว่า... ” จิ้นเฟิงเห็นผู้พี่ลุกเดินจากไป จึงทำเหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ด้วยความที่ เป็นพี่น้องกันมาหลายปี จึงมิได้พูดอันใดต่อ เพียงแต่ลุกแล้วเดินตามไปเพียงเท่านั้น
    “ ข้าขอตัว ” เฟิงอวิ๋นกล่าวลาก่อน ลุกแล้วเดินจากไป
    ทั้งสามสหายกลับไปยังห้องของ เฟิงอวิ๋น ก่อนที่ จิ้นเฟิงจะกล่าวถามต่อพี่ชายตนว่า “ สุสานจักรพรรดิสงครามเลยนะท่านพี่..เหตุใดท่านจึงยอมง่ายเช่นนี้ ”
    คำว่าสุสานจักรพรรดิ ย่อมเป็นอะไรที่วิเศษอยู่แล้ว ยิ่งเป็นของท่านเยว่ชิงหลง ใครจะอดไม่เสียดายได้
    “ ข้ามีแผนที่เช่นกัน ” ชายหนุ่มพูดขณะหยิบแผนที่แผ่นนั้นออกมา กลางให้สหายของตนดู
    “ ท่านมีแผนที่ ? ท่านมีได้อย่างไร ? เหตุใดท่านไม่บอกต่อข้า ? ” จิ้นเฟิงตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น
    “ ข้าไม่แปลกใจเลย..ที่เจ้าไม่สนใจไยดีต่อข้อเสนอของเขา , เพราะเจ้ามีแผนที่ของท่านนี่เอง ” เฟิงอวิ๋นเมื่อได้เห็นแผนที่ จึงเข้าใจการกระทำของชายสหายของตนเองทั้งหมด
    “ จะไปเอาทำไม 4 ส่วน ในเมื่อเรา 3 คนสามารถเอามันได้ทั้ง 10 ส่วน ” ซีว่างทำสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะมองไปที่น้องชายของตนเอง “ ส่วนที่ข้าไม่บอกแก่เจ้า , เพราะ...เจ้า...มัน....ปาก...มาก....” ก่อนจะทำตาเขียวใส่ผู้เป็นน้อง
    “ ข้ารู้ว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูดน่ะท่านพี่ ” จิ้นเฟิงกล่าวไป ขณะที่ทำปากกลมโตเป็นลูกซาลาเปา
    “ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นจริง ” เฟิงอวิ๋นถามเพื่อความแน่ใจ
    “ นี่คือกล่องใส่แผนที่..เจ้าลองใช้วิชาโจมตีมันดู ” ชายหนุ่มพูดขณะดึงกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากโลกวิญญาณของตน แล้วโยนขึ้นในอากาศ
    เมื่อเห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงยกฝ่ามือขึ้นแล้วอัดพลังเล็งไปที่กล่องไม้ใบนั้น ก่อนจะกล่าวว่า “ สะบั่นวายุ !! ” สายลมพุ่งออกมาหลายสาย มันพุ่งชนสิ่งของที่ลอยอยู่ในอากาศเข้ากับกล่องไม้เต็มแรง
    ก่อนที่กล่องใบนั้นจะตกลงบนมือขอเฟิงอวิ๋น กล่องใบนี้ไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน
    “ เห็นจะจริงอย่างเจ้าว่า..กล่องใบนี้ไม่ธรรมดา ” เฟิงอวิ๋นกล่าวก่อนจะส่งกล่องไปให้จิ้นว่างดู
    “ ก็อย่างเจ้าพูด กล่องไม่ธรรมดา แล้วเหตุใดของข้างในต้องธรรมดา” ชายหนุ่มพูดขณะที่เอื้อมหยิบกล่องไม้คืนมา
    “ ไว้รอพวกเราอยู่ระดับที่พอไหว พวกเราจึงลองไปกันดู ” ขณะที่ซีว่าง กล่าวนิ้วก็พลันเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ก่อนจะกล่าวว่า “ ต่อให้ข้าไม่แน่ใจ ว่าไปแล้วจะได้รับประโยชน์ใดหรือไม่..แต่ข้าคิดว่าอย่างน้อย..ต้องมีของสำคัญเป็นแน่แท้”
    ก๊อก ก๊อก “ ศิษย์น้อง..ท่านเจ้าสำนักเรียกพบพวกเจ้า ” เมื่อได้ยินเสียคนเคาะประตู ชายหนุ่มรีบเก็บแผนที่ก่อน จะกล่าวว่า “ เดี๋ยวข้าตามไป ”
    ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวต่อสหายตน “ จำแผนที่นี้ได้หรือไม่ ” สหายทั้งสองคนจึงทำการพยักหน้าตอบกลับไป “ ดี ” ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ พลันเอาแผนที่ออกมาอีกรอบ คราวนี้ชายหนุ่มทำการทำลายแผนที่ทิ้งโดยใช้ พลังปราณใส่ตัวแผนที่โดยตรง
    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ทั้งสามคนแปลกใจเป็นอย่างมาก ตัวแผนที่ไม่ถูกทำลายไม่พอ พลังปราณที่ปล่อยไปนั้น ทำให้แผนที่มีปฏิกิริยา มีข้อความแสดงขึ้นมาแทนเส้นทางในแผนที่ ที่เคยมีอยู่..