ภายในดันเจี้ยน เสียงสายฟ้าคำรามก้องไปทั่วบริเวณ สลับกับเสียงสัตว์อสูรที่ต่างคำรามขู่ด้วยความดุร้าย เวทพฤกษากลายเป็นดั่งตาข่ายขนาดยักษ์ที่คอยดักจับสัตว์อสูรไม่ให้เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ได้ ดันเจี้ยนชั้นที่สิบเอ็ดเป็นครั้งแรกที่โอลิเวียได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ สัตว์อสูรระดับขุนพลสองตัวที่โจมตีมาจากสองด้านอย่างพร้อมกัน หากไม่ได้แอเรียสช่วยเอาไว้ได้ทัน โอลิเวียก็คงจะบาดเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่
หากนับจากวันแรกที่เข้ามาในดันเจี้ยน นี่ก็วันที่เก้าแล้วที่แอเรียสและโอลิเวียยังคงเดินหน้าบุกดันเจี้ยนอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้พวกเขามาถึงดันเจี้ยนชั้นที่สิบสองก็ยังไม่รู้เลยว่านี่จะเป็นดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายหรือไม่ ยิ่งดันเจี้ยนชั้นสูงขึ้นเท่าไหร่สัตว์อสูรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้น เหมือนกับเจ้าตัวที่แอเรียสพึ่งตัดหัวไปเมื่อครู่นี้ก็เป็นถึงระดับขุนพลขั้นกลาง นี่ยังไม่นับรวมพวกสัตว์อสูรฝูงใหญ่ที่มารอต้อนรับแอเรียสและโอลิเวียที่หน้าประตูชั้นสิบสอง ซึ่งทั้งฝูงล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรระดับปีศาจทั้งสิ้น โชคดีที่เวทพฤกษาของโอลิเวียช่วยสกัดการเคลื่อนไหวของพวกมันเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นแอเรียสเองก็คงจะต่อสู้ไม่ไหว
แต่ก็ใช่ว่าดันเจี้ยนจะมีแต่สิ่งน่าหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว ตลอดเส้นทางแอเรียสก็ได้สมบัติเล็กๆน้อยๆติดมือมาบ้าง อย่างเช่นพวกอัญมณี เงินตรา แร่ล้ำค่า อาวุธเวท หรือแม้แต่ทักษะเวทที่แอเรียสรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่ ในชั้นที่สิบสองเขาก็พึ่งจะได้รับทักษะเวทระดับปฐพีมาหนึ่งเล่ม แต่มันเป็นทักษะเวทของธาตุวายุเขาเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจมันสักเท่าไหร่ ถึงเขาจะสามารถใช้ธาตุวายุได้แต่พลังของมันก็แข็งแกร่งน้อยกว่าธาตุอัสนีอยู่ดี แอเรียสจึงเพียงแค่เปิดอ่านผ่านๆหนึ่งรอบแล้วก็เก็บมันไว้ในแหวนมิติ
จะว่าไปเขาก็สงสัยว่าสมบัติพวกนี้มันมาจากไหนกัน ดันเจี้ยนไม่ใช่ที่ที่มนุษย์สมควรจะอาศัยอยู่ แล้วเหตุใดจึงได้มีสมบัติล้ำค่าของมนุษย์วางอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด อยู่บนแท่นหินบ้าง ในรังสัตว์อสูรบ้าง หรือไม่ก็ถูกวางอยู่บนพื้นแบบไม่ได้ปกปิดใดๆ แต่สงสัยไปก็เท่านั้น ถึงอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี
“ พี่แอเรียสข้าขอพักก่อนได้ไหม “
โอลิเวียพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า ดันเจี้ยนชั้นที่สิบสองทำเอาพลังเวทในร่างของโอลิเวียแทบจะเหือดแห้งไปจนหมดแล้ว
“ พักผ่อนก่อนเถอะแล้ว แล้วแผลที่แขนไม่เป็นอะไรมากแล้วใช่ไหม “
แอเรียสหันไปถามด้วยความเป็นห่วง
“ ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ งั้นข้าขอนอนข้างๆพี่แอเรียสนะ “
โอลิเวียพูดจบก็ทิ้งตัวลงมานอนที่ตักของแอเรียสทันที ภูตตัวน้อยหลับตาลงก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย
“ เด็กหนอเด็ก ..นี่ข้าพาเจ้ามาลำบากรึเปล่านะ “
แอเรียสลูบไปที่เส้นผมของโอลิเวียด้วยความเอ็นดู เขาไม่รู้เลยว่าการที่เรารีบสอนการต่อสู้ให้กับนางนี่มันเป็นการพานางมาลำบากหรือไม่ นางควรจะใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปที่วิ่งเล่นสนุกไปวันๆ แต่พลังที่มีอยู่ในตัวนางเป็นสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่ควรจะมี โชคชะตาได้ขีดเขียนให้นางใช้ชีวิตไม่ธรรมดามาตั้งแต่ต้นแล้ว
หากมีใครล่วงรู้เข้าว่าโอลิเวียที่เป็นเพียงเด็กอายุสิบเอ็ดปีแล้วมีพลังเป็นถึงระดับอัศวินทำนายได้เลยว่าจะเกิดสิ่งใดกับนางบ้าง ผู้คนอาจจะพากันมาแย่งชิงนางไปไว้ในมือเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ หากเปรียบเด็กเป็นต้นกล้า โอลิเวียก็คงจะเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงและงดงามเกินกว่าต้นกล้าใดๆ หากฝึกฝนและบ่มเพาะไปในวิถีทางที่ถูกต้อง โอลิเวียอาจจะแข็งแกร่งกว่าแอเรียสในวันวานด้วยซ้ำ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเขาคงต้องทำให้หน้าที่ปกป้องไม่ให้ใครทำอันตรายแก่นางได้
“ หากอยากจะปกป้องเจ้า ข้าก็คงต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ “
แอเรียสปล่อยให้โอลิเวียพักผ่อนไปโดยไม่ได้รบกวนนางอีก แอเรียสสัมผัสได้ว่าพลังในแก่นเวทของเขาตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่ระดับนักรบเต็มทนแล้ว เพียงเขาฝึกฝนอีกไม่กี่วันระดับนักรบก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว แต่เขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น
แอเรียสค่อยๆเริ่มการดูดซับแก่นอสูรอีกครั้ง พลังงานจากแก่นอสูรไหลเวียนเข้าไปในร่างของแอเรียสไม่ต่างจากกระแสโลหิต แก่นอสูรระดับสูงก้อนแล้วก้อนเล่าค่อยๆถูกดูดซับเข้าไปจนกลายเป็นเพียงก้อนหินทึบแสงอันไร้ค่า แก่นอสูรระดับสูงก้อนที่สามสิบหกก็ยังคงไม่ทำให้ระดับพลังของแอเรียสเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เขาชักรู้สึกว่าเจ้าสายฟ้าที่อยู่ในแก่นเวทของเขามันชักจะตะกละตะกลามมากเกินไปแล้ว ถึงเขาจะมีแก่นอสูรระดับสูงอยู่นับร้อยแต่มันก็ไม่ควรจะถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองเช่นนี้
ในที่สุดแอเรียสก็ตัดสินใจนำแก่นอสูรระดับปีศาจออกมาจากแหวนมิติ เขาสูดหายใจลึกๆเข้าปอดก่อนจะเริ่มกระตุ้นพลังในร่างให้เริ่มดูดซับแก่นอสูรเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำ เส้นเลือดของเขาโป่งพองขึ้นเล็กน้อยจากพลังงานสีดำที่ไหลเวียนเข้าไปในร่าง แม้ความเจ็บปวดมันจะมีมากกว่าตอนที่เขาดูดซับแก่นอสูรระดับสูงแต่มันก็น้อยกว่าตอนที่เขาฝืนดูดซับแก่นอสูรระดับขุนพลมากนัก
ภายในแก่นเวท พลังงานสีดำค่อยๆถูกเปลี่ยนกลายเป็นพลังเวทอัสนีอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองสายฟ้าที่เคยอยู่อย่างสงบมาเนิ่นนานก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง ขนาดของมันเริ่มขยายออกพร้อมกับเปล่งรัศมีอันเจิดจ้าออกมา ราวกับดวงอาทิตย์สีครามปรากฏขึ้นท่ามกลางแก่นเวทของแอเรียส เสียงคำรามของสายฟ้าดังก้องราวกับสัตว์ร้าย
พลังของสายฟ้าที่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายแอเรียสมันกลับพยายามจะมีตัวตนเป็นของมันเอง แอเรียสเริ่มรู้สึกได้อีกครั้งว่าสติของเขากำลังจะเลือนหายไป ความรู้สึกนี้มันช่างคล้ายกับเมื่อตอนที่เขาเริ่มฝึกวิถีเทพอัสนีเป็นครั้งแรก แต่พลังของสายฟ้าในตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมมาก หากมองจากภายนอกจะเห็นได้ว่าดวงตาของแอเรียสมีสายฟ้าขนาดเล็กวิ่งพล่านไปมาอย่างชัดเจน แม้แต่ทั่วร่างก็เต็มไปด้วยเส้นสายฟ้าเช่นกัน
“ พี่แอเรียส ! เป็นอะไรหรือเปล่า “
ด้วยพลังที่ปั่นป่วนของแอเรียสโอลิเวียที่หลับอยู่ตกใจตื่นขึ้นมา นางมองไปที่แอเรียสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ ข้าไม่เป็นอะไร “
แอเรียสฝืนยิ้มตอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความแข็งแกร่งใช่ว่าจะไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ความทุกทรมานแบบนี้สินะคือข้อแลกเปลี่ยนของการที่มีสายฟ้านั่นอยู่ในแก่นเวท คัมภีร์บ่มเพาะระดับตำนานคือสิ่งที่ลึกลับจนเขาไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจจะเข้าใจเลยว่าสายฟ้านี่มันคือสิ่งใดกันแน่
แอเรียสพยายามใช้จิตของตัวเองควบคุมและสะกดพลังของสายฟ้าเอาไว้ไม่ให้ปั่นป่วนไปมากกว่านี้ ถึงมันจะเป็นสายฟ้าที่ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง แต่เขาก็เป็นผู้ที่เป็นนายมัน จะให้มันมาควบคุมเขาไม่ได้เด็ดขาด ดวงจิตอันแข็งกร้าวของแอเรียสสะกดข่มพลังของสายฟ้าอยู่เพียงไม่นานมันก็เริ่มสงบนิ่งลงจนกระทั่งกลับมาสู่สภาวะปกติในที่สุด
แม้จะยังมีเสียงหายใจหอบถี่จากความเหน็ดเหนื่อยแต่ใบหน้าของแอเรียสก็มีความยินดีปรากฏอยู่ ฝ่ามือของเขาปรากฏสายฟ้าขึ้น พลังของมันแข็งแกร่งกว่าเดิมจนไม่อาจจะเทียบติด หากเปรียบพลังในระดับผู้ใช้มนตราคือลำธาร พลังของระดับนักรบก็คงเป็นดั่งแม่น้ำขนาดใหญ่ ในที่สุดพลังของเขาก็เริ่มเติบโตขึ้นมาอีกขั้น เขาทดสอบควบคุมพลังของสายฟ้าภายในแก่นเวทมันก็ไม่มีท่าทีที่จะต่อต้านเขาอีกต่อไป
“ พี่แอเรียสท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม “
โอลิเวียที่บินเข้ามาใกล้ๆแอเรียสสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง นางกลัวว่าแอเรียสจะเป็นเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดสงครามอีก นางไม่ทันได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวนางเองเลยแม้แต่น้อย
“ โอลิเวีย ..พลังของเจ้า !? “
แต่แอเรียสกลับสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนาง เขามองไปที่นางอย่างแทบไม่เชื่อในสายตาว่าไม่ใช่มีเพียงเขาเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้น
“ พลังของข้าทำไมเหรอ.. ? “
โอลิเวียยังคงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง
“ เจ้าเลื่อนระดับเป็นอัศวินขั้นที่สองไง นี่เจ้าไม่รู้ตัวเลยเหรอ ? “
“ จริงเหรอ .. ? เย้ จริงด้วยในที่สุดพลังของข้าก็เพิ่มขึ้นแล้ว “
แม้จะแสดงความดีใจออกมา แต่ก็เป็นความดีใจแบบงงๆเพราะนางเองไม่รู้ตัวเลยว่าระดับของนางเพิ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน
“ หรือจะเป็นเพราะพลังของข้าที่เพิ่มขึ้นเลยพลอยทำให้เจ้าที่ทำพันธะสัญญากับข้าได้รับผลของพลังไปด้วย“
แอเรียสเริ่มสันนิษฐานออกมา นี่เป็นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่เขาพอจะนึกออก
ทั้งคู่เลือกที่จะพักผ่อนอยู่ในชั้นที่สิบสองอีกหลายชั่วโมงนอกจากพักผ่อนก็ฝึกซ้อมให้คุ้นชินกับพลังของตัวเองไปด้วย เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับผู้ใช้มนตราพลังเวทของแอเรียสก็แข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว อีกทั้งรัศมีในการโจมตีก็กว้างขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการเคลื่อนไหวของแอเรียสที่รวดเร็วขึ้นกว่าเก่า ในตอนนี้ต่อให้เป็นระดับอัศวินขั้นสูงก็ยากที่จะตามจับตัวแอเรียสได้ทัน
ไม่ใช่เพียงโอลิเวียเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากระดับพลังของแอเรียส ดาบอสูรมายาเองก็มีพลังแข็งแกร่งขึ้นตามเช่นกัน แอเรียสก็ได้แต่หวังว่าสักวันพลังของมันจะตื่นขึ้นมาโดยสมบูรณ์เหมือนกับกาลก่อน
“ พร้อมนะโอลิเวีย “
แอเรียสหันไปบอกกับโอลิเวียที่นั่งอยู่บนไหล่ของเขา
“ อื้ม “
โอลิเวียพยักหน้ารับเป็นการบอกว่านางพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ดันเจี้ยนชั้นที่สิบสามแล้ว แม้ภายในใจของนางจะยังคงหวั่นๆแต่เมื่อเห็นแอเรียสอยู่ด้วยโอลิเวียก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมา
มือของแอเรียสผลักประตูดันเจี้ยนให้เปิดออก หนึ่งมนุษย์และหนึ่งภูตถูกดูดกลืนหายเข้าไปในประตูอย่างรวดเร็ว ภาพรอบตัวเลือนหายเป็นเพียงมิติสีดำก่อนที่แสงสว่างจะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ภาพของดันเจี้ยนชั้นที่สิบสามกลับดูแตกต่างไปจากทุกชั้นที่ผ่านมา สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันคือวิหารโบราณขนาดใหญ่ มีเสาหินตั้งตระหง่านค้ำยันหลังคาของวิหารเอาไว้ ที่ด้านล่างของเสามีคบเพลิงที่ถูกจุดเอาไว้ทำให้มีแสงสว่างส่องไปทั่ววิหาร แสงสว่างมันมีมากพอที่จะส่องให้เห็นเหล่ารูปปั้นอัศวินในชุดเกราะที่ยืนอยู่รอบๆวิหารแห่งนี้ ที่ใจกลางวิหารมีแท่งบูชาที่ตั้งเอาไว้สูงลิ่วจนไม่อาจจะมองเห็นว่าสิ่งที่อยู่ด้านบนแท่นบูชาคือสิ่งใด
“ โอลิเวียห้ามออกห่างจากข้า ที่นี่น่าจะเป็นดันเจี้ยนชั้นสุดท้าย “
แอเรียสกล่าวเตือนอย่างแผ่วเบา สายตาสอดส่องไปรอบๆด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อแอเรียสใช้พลังเวทตรวจสอบพื้นที่รอบๆเขาก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ พลังเวทของระดับนักรบช่างแข็งแกร่งกว่าตอนที่เขาเป็นระดับผู้ใช้มนตราหลายเท่านัก เขาสามารถตรวจจับได้ทุกสิ่งเลยก็ว่าได้
แต่เขากลับไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใดๆเลยแม้แต่ตัวเดียว ไม่มีเสียงคำรามของสัตว์อสูร ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่พบแม้แต่เงาของมดแมลง สิ่งที่พอจะมองเห็นก็มีแต่หุ่นอัศวินรูปร่างสูงใหญ่จำนวนสามสิบตัวเท่านั้น ทันใดนั้นเองสายตาของแอเรียสก็เริ่มจ้องมองไปที่หุ่นของพวกอัศวินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นบางอย่างที่เขาคุ้นชิน แม้รูปร่างจะต่างออกไปแต่มันย่อมไม่ผิดแน่ พวกมันไม่ใช่หุ่นอัศวินธรรมดาทั่วไป และเมื่อดวงตาของหุ่นแต่ละตัวเริ่มเรืองแสงจางๆออกมา นั่นยิ่งเป็นสิ่งย้ำชัดถึงการคาดเดาของแอเรียส
“ นี่ต้องมีใครล้อข้าเล่นแน่ๆ โกเล็มระดับปฐพีสามสิบตัวเนี่ยนะ “
แอเรียสจ้องมองไปที่โกเล็มพวกนี้ด้วยความตกตะลึง นี่มันระดับเดียวกันกับเจ้าโอเว่นเลยไม่ใช่รึยังไง แบบนี้มันนรกๆบนดินชัดๆ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่บุกดันเจี้ยนแห่งนี้ นี่คงเป็นความกลัวครั้งแรกของแอเรียส
แอเรียสยืนเผชิญหน้ากับกองทัพโกเล็มจำนวนสามสิบตัวด้วยความหวั่นเกรง นี่มันอันตรายไม่ต่างไปจากฝูงสัตว์อสูรระดับขุนพลเลยแม้แต่น้อย อย่าบอกนะว่าดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายเขาต้องจัดการทำลายโกเล็มทั้งสามสิบตัวให้หมด นี่มันมีแต่ตายกับตายเท่านั้น แม้เขาจะรู้ว่าจุดอ่อนของพวกโกเล็มคือแก่นอสูรที่ซ่อนเอาไว้ภายในร่างของพวกมัน แต่จะมีนักสร้างโกเล็มคนไหนบ้างที่โง่พอจะสร้างจุดอ่อนให้เด่นทนโท่จนศัตรูสามารถมองเห็นได้โดยง่าย แก่นอสูรมันอาจจะอยู่ที่หัว ที่กลางตัว หรือแม้แต่ที่อกของโกเล็ม ไม่ว่าตำแหน่งไหนๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็ต้องสู้ไปสักพักกว่าเขาจะค้นหาจุดอ่อนที่ว่านั่นเจอ และหากมันบุกมาพร้อมกันเขาคงไม่มีเวลาจะทำเช่นนั้น
สายตาของแอเรียสเลิกมองหาจุดอ่อนของพวกโกเล็ม สิ่งที่เขามองหาคือประตูที่จะพาเขากลับไปสู่โลกภายนอก ในเวลานี้เขาไม่สนใจหรอกว่าเจ้าเสียงลึกลับนั่นมันจะไขปริศนาเรื่องสายฟ้าที่อยู่แก่นเวทของเขาได้จริงหรือไม่ หรือว่าสมบัติในการพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้คือสิ่งใด หากตัวเขาตายไปสมบัติมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า เขารู้สึกเสียดายนักที่เขาไม่ได้ทำจิตอสูรกัมปนาทเผื่อเอาไว้ ในแหวนมิติมันมีอยู่เพียงสิบกว่าชิ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่สร้างมาจากแก่นอสูรระดับปีศาจทั้งนั้น มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่สร้างมาจากแก่นอสูรระดับขุนพล ซึ่งหากประเมินสถานการณ์ดูแล้ว พลังของเขากับจิตอสูรกัมปนาทที่มีอยู่ไม่น่าจะเพียงพอที่จะจัดการเจ้าพวกนี้ได้
“ นี่ประตูมันซ่อนอยู่ที่ไหนของมัน ! “
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่ว่าจะมองหาสักเท่าไรเขากลับไม่พบเจอประตูทางออกเลยแม้แต่บานเดียว
“ ประตูทางออกจะไม่ปรากฏขึ้นจนกว่าเจ้าจะพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้