กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

ตอนที่ 165 ระดับนักรบ

        ภายในดันเจี้ยน เสียงสายฟ้าคำรามก้องไปทั่วบริเวณ  สลับกับเสียงสัตว์อสูรที่ต่างคำรามขู่ด้วยความดุร้าย  เวทพฤกษากลายเป็นดั่งตาข่ายขนาดยักษ์ที่คอยดักจับสัตว์อสูรไม่ให้เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ได้ ดันเจี้ยนชั้นที่สิบเอ็ดเป็นครั้งแรกที่โอลิเวียได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ สัตว์อสูรระดับขุนพลสองตัวที่โจมตีมาจากสองด้านอย่างพร้อมกัน  หากไม่ได้แอเรียสช่วยเอาไว้ได้ทัน  โอลิเวียก็คงจะบาดเจ็บสาหัสกว่านี้เป็นแน่ 

         

        หากนับจากวันแรกที่เข้ามาในดันเจี้ยน นี่ก็วันที่เก้าแล้วที่แอเรียสและโอลิเวียยังคงเดินหน้าบุกดันเจี้ยนอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้พวกเขามาถึงดันเจี้ยนชั้นที่สิบสองก็ยังไม่รู้เลยว่านี่จะเป็นดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายหรือไม่ ยิ่งดันเจี้ยนชั้นสูงขึ้นเท่าไหร่สัตว์อสูรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้น เหมือนกับเจ้าตัวที่แอเรียสพึ่งตัดหัวไปเมื่อครู่นี้ก็เป็นถึงระดับขุนพลขั้นกลาง   นี่ยังไม่นับรวมพวกสัตว์อสูรฝูงใหญ่ที่มารอต้อนรับแอเรียสและโอลิเวียที่หน้าประตูชั้นสิบสอง  ซึ่งทั้งฝูงล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรระดับปีศาจทั้งสิ้น  โชคดีที่เวทพฤกษาของโอลิเวียช่วยสกัดการเคลื่อนไหวของพวกมันเอาไว้บ้าง  ไม่อย่างนั้นแอเรียสเองก็คงจะต่อสู้ไม่ไหว

         

        แต่ก็ใช่ว่าดันเจี้ยนจะมีแต่สิ่งน่าหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว ตลอดเส้นทางแอเรียสก็ได้สมบัติเล็กๆน้อยๆติดมือมาบ้าง   อย่างเช่นพวกอัญมณี  เงินตรา แร่ล้ำค่า  อาวุธเวท หรือแม้แต่ทักษะเวทที่แอเรียสรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่  ในชั้นที่สิบสองเขาก็พึ่งจะได้รับทักษะเวทระดับปฐพีมาหนึ่งเล่ม  แต่มันเป็นทักษะเวทของธาตุวายุเขาเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจมันสักเท่าไหร่  ถึงเขาจะสามารถใช้ธาตุวายุได้แต่พลังของมันก็แข็งแกร่งน้อยกว่าธาตุอัสนีอยู่ดี แอเรียสจึงเพียงแค่เปิดอ่านผ่านๆหนึ่งรอบแล้วก็เก็บมันไว้ในแหวนมิติ    

         

        จะว่าไปเขาก็สงสัยว่าสมบัติพวกนี้มันมาจากไหนกัน  ดันเจี้ยนไม่ใช่ที่ที่มนุษย์สมควรจะอาศัยอยู่ แล้วเหตุใดจึงได้มีสมบัติล้ำค่าของมนุษย์วางอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด  อยู่บนแท่นหินบ้าง  ในรังสัตว์อสูรบ้าง หรือไม่ก็ถูกวางอยู่บนพื้นแบบไม่ได้ปกปิดใดๆ  แต่สงสัยไปก็เท่านั้น  ถึงอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี 

         

        “ พี่แอเรียสข้าขอพักก่อนได้ไหม “

         

        โอลิเวียพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า ดันเจี้ยนชั้นที่สิบสองทำเอาพลังเวทในร่างของโอลิเวียแทบจะเหือดแห้งไปจนหมดแล้ว 

         

        “ พักผ่อนก่อนเถอะแล้ว   แล้วแผลที่แขนไม่เป็นอะไรมากแล้วใช่ไหม “

         

        แอเรียสหันไปถามด้วยความเป็นห่วง 

         

        “ ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ  งั้นข้าขอนอนข้างๆพี่แอเรียสนะ “

         

        โอลิเวียพูดจบก็ทิ้งตัวลงมานอนที่ตักของแอเรียสทันที  ภูตตัวน้อยหลับตาลงก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย 

         

        “ เด็กหนอเด็ก  ..นี่ข้าพาเจ้ามาลำบากรึเปล่านะ “

         

        แอเรียสลูบไปที่เส้นผมของโอลิเวียด้วยความเอ็นดู  เขาไม่รู้เลยว่าการที่เรารีบสอนการต่อสู้ให้กับนางนี่มันเป็นการพานางมาลำบากหรือไม่ นางควรจะใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปที่วิ่งเล่นสนุกไปวันๆ แต่พลังที่มีอยู่ในตัวนางเป็นสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่ควรจะมี  โชคชะตาได้ขีดเขียนให้นางใช้ชีวิตไม่ธรรมดามาตั้งแต่ต้นแล้ว 

         

        หากมีใครล่วงรู้เข้าว่าโอลิเวียที่เป็นเพียงเด็กอายุสิบเอ็ดปีแล้วมีพลังเป็นถึงระดับอัศวินทำนายได้เลยว่าจะเกิดสิ่งใดกับนางบ้าง  ผู้คนอาจจะพากันมาแย่งชิงนางไปไว้ในมือเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่  หากเปรียบเด็กเป็นต้นกล้า โอลิเวียก็คงจะเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงและงดงามเกินกว่าต้นกล้าใดๆ  หากฝึกฝนและบ่มเพาะไปในวิถีทางที่ถูกต้อง  โอลิเวียอาจจะแข็งแกร่งกว่าแอเรียสในวันวานด้วยซ้ำ  แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเขาคงต้องทำให้หน้าที่ปกป้องไม่ให้ใครทำอันตรายแก่นางได้

         

        “  หากอยากจะปกป้องเจ้า  ข้าก็คงต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ “

         

        แอเรียสปล่อยให้โอลิเวียพักผ่อนไปโดยไม่ได้รบกวนนางอีก  แอเรียสสัมผัสได้ว่าพลังในแก่นเวทของเขาตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่ระดับนักรบเต็มทนแล้ว เพียงเขาฝึกฝนอีกไม่กี่วันระดับนักรบก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว  แต่เขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น 

         

        แอเรียสค่อยๆเริ่มการดูดซับแก่นอสูรอีกครั้ง  พลังงานจากแก่นอสูรไหลเวียนเข้าไปในร่างของแอเรียสไม่ต่างจากกระแสโลหิต แก่นอสูรระดับสูงก้อนแล้วก้อนเล่าค่อยๆถูกดูดซับเข้าไปจนกลายเป็นเพียงก้อนหินทึบแสงอันไร้ค่า แก่นอสูรระดับสูงก้อนที่สามสิบหกก็ยังคงไม่ทำให้ระดับพลังของแอเรียสเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เขาชักรู้สึกว่าเจ้าสายฟ้าที่อยู่ในแก่นเวทของเขามันชักจะตะกละตะกลามมากเกินไปแล้ว  ถึงเขาจะมีแก่นอสูรระดับสูงอยู่นับร้อยแต่มันก็ไม่ควรจะถูกใช้อย่างสิ้นเปลืองเช่นนี้

         

        ในที่สุดแอเรียสก็ตัดสินใจนำแก่นอสูรระดับปีศาจออกมาจากแหวนมิติ เขาสูดหายใจลึกๆเข้าปอดก่อนจะเริ่มกระตุ้นพลังในร่างให้เริ่มดูดซับแก่นอสูรเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำ เส้นเลือดของเขาโป่งพองขึ้นเล็กน้อยจากพลังงานสีดำที่ไหลเวียนเข้าไปในร่าง แม้ความเจ็บปวดมันจะมีมากกว่าตอนที่เขาดูดซับแก่นอสูรระดับสูงแต่มันก็น้อยกว่าตอนที่เขาฝืนดูดซับแก่นอสูรระดับขุนพลมากนัก 

         

        ภายในแก่นเวท พลังงานสีดำค่อยๆถูกเปลี่ยนกลายเป็นพลังเวทอัสนีอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองสายฟ้าที่เคยอยู่อย่างสงบมาเนิ่นนานก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง  ขนาดของมันเริ่มขยายออกพร้อมกับเปล่งรัศมีอันเจิดจ้าออกมา ราวกับดวงอาทิตย์สีครามปรากฏขึ้นท่ามกลางแก่นเวทของแอเรียส  เสียงคำรามของสายฟ้าดังก้องราวกับสัตว์ร้าย   

         

        พลังของสายฟ้าที่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายแอเรียสมันกลับพยายามจะมีตัวตนเป็นของมันเอง แอเรียสเริ่มรู้สึกได้อีกครั้งว่าสติของเขากำลังจะเลือนหายไป  ความรู้สึกนี้มันช่างคล้ายกับเมื่อตอนที่เขาเริ่มฝึกวิถีเทพอัสนีเป็นครั้งแรก  แต่พลังของสายฟ้าในตอนนี้แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมมาก หากมองจากภายนอกจะเห็นได้ว่าดวงตาของแอเรียสมีสายฟ้าขนาดเล็กวิ่งพล่านไปมาอย่างชัดเจน  แม้แต่ทั่วร่างก็เต็มไปด้วยเส้นสายฟ้าเช่นกัน 

         

        “ พี่แอเรียส !  เป็นอะไรหรือเปล่า “

         

        ด้วยพลังที่ปั่นป่วนของแอเรียสโอลิเวียที่หลับอยู่ตกใจตื่นขึ้นมา นางมองไปที่แอเรียสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล 

         

        “ ข้าไม่เป็นอะไร “

         

        แอเรียสฝืนยิ้มตอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด  ความแข็งแกร่งใช่ว่าจะไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ความทุกทรมานแบบนี้สินะคือข้อแลกเปลี่ยนของการที่มีสายฟ้านั่นอยู่ในแก่นเวท คัมภีร์บ่มเพาะระดับตำนานคือสิ่งที่ลึกลับจนเขาไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจจะเข้าใจเลยว่าสายฟ้านี่มันคือสิ่งใดกันแน่

         

        แอเรียสพยายามใช้จิตของตัวเองควบคุมและสะกดพลังของสายฟ้าเอาไว้ไม่ให้ปั่นป่วนไปมากกว่านี้  ถึงมันจะเป็นสายฟ้าที่ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง  แต่เขาก็เป็นผู้ที่เป็นนายมัน  จะให้มันมาควบคุมเขาไม่ได้เด็ดขาด  ดวงจิตอันแข็งกร้าวของแอเรียสสะกดข่มพลังของสายฟ้าอยู่เพียงไม่นานมันก็เริ่มสงบนิ่งลงจนกระทั่งกลับมาสู่สภาวะปกติในที่สุด

         

        แม้จะยังมีเสียงหายใจหอบถี่จากความเหน็ดเหนื่อยแต่ใบหน้าของแอเรียสก็มีความยินดีปรากฏอยู่  ฝ่ามือของเขาปรากฏสายฟ้าขึ้น พลังของมันแข็งแกร่งกว่าเดิมจนไม่อาจจะเทียบติด  หากเปรียบพลังในระดับผู้ใช้มนตราคือลำธาร  พลังของระดับนักรบก็คงเป็นดั่งแม่น้ำขนาดใหญ่  ในที่สุดพลังของเขาก็เริ่มเติบโตขึ้นมาอีกขั้น เขาทดสอบควบคุมพลังของสายฟ้าภายในแก่นเวทมันก็ไม่มีท่าทีที่จะต่อต้านเขาอีกต่อไป 

         

        “ พี่แอเรียสท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม “

         

        โอลิเวียที่บินเข้ามาใกล้ๆแอเรียสสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง นางกลัวว่าแอเรียสจะเป็นเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดสงครามอีก   นางไม่ทันได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวนางเองเลยแม้แต่น้อย 

         

        “ โอลิเวีย ..พลังของเจ้า !? “

         

        แต่แอเรียสกลับสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับนาง เขามองไปที่นางอย่างแทบไม่เชื่อในสายตาว่าไม่ใช่มีเพียงเขาเท่านั้นที่แข็งแกร่งขึ้น

         

        “ พลังของข้าทำไมเหรอ.. ? “

         

        โอลิเวียยังคงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง

         

        “ เจ้าเลื่อนระดับเป็นอัศวินขั้นที่สองไง  นี่เจ้าไม่รู้ตัวเลยเหรอ ? “

         

        “ จริงเหรอ .. ? เย้  จริงด้วยในที่สุดพลังของข้าก็เพิ่มขึ้นแล้ว “

         

        แม้จะแสดงความดีใจออกมา  แต่ก็เป็นความดีใจแบบงงๆเพราะนางเองไม่รู้ตัวเลยว่าระดับของนางเพิ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

         

        “ หรือจะเป็นเพราะพลังของข้าที่เพิ่มขึ้นเลยพลอยทำให้เจ้าที่ทำพันธะสัญญากับข้าได้รับผลของพลังไปด้วย“

         

        แอเรียสเริ่มสันนิษฐานออกมา นี่เป็นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่เขาพอจะนึกออก 

         

        ทั้งคู่เลือกที่จะพักผ่อนอยู่ในชั้นที่สิบสองอีกหลายชั่วโมงนอกจากพักผ่อนก็ฝึกซ้อมให้คุ้นชินกับพลังของตัวเองไปด้วย เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับผู้ใช้มนตราพลังเวทของแอเรียสก็แข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว  อีกทั้งรัศมีในการโจมตีก็กว้างขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการเคลื่อนไหวของแอเรียสที่รวดเร็วขึ้นกว่าเก่า  ในตอนนี้ต่อให้เป็นระดับอัศวินขั้นสูงก็ยากที่จะตามจับตัวแอเรียสได้ทัน 

         

        ไม่ใช่เพียงโอลิเวียเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากระดับพลังของแอเรียส ดาบอสูรมายาเองก็มีพลังแข็งแกร่งขึ้นตามเช่นกัน แอเรียสก็ได้แต่หวังว่าสักวันพลังของมันจะตื่นขึ้นมาโดยสมบูรณ์เหมือนกับกาลก่อน

         

        “ พร้อมนะโอลิเวีย “

         

        แอเรียสหันไปบอกกับโอลิเวียที่นั่งอยู่บนไหล่ของเขา 

         

        “ อื้ม “

         

        โอลิเวียพยักหน้ารับเป็นการบอกว่านางพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ดันเจี้ยนชั้นที่สิบสามแล้ว แม้ภายในใจของนางจะยังคงหวั่นๆแต่เมื่อเห็นแอเรียสอยู่ด้วยโอลิเวียก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมา

         

        มือของแอเรียสผลักประตูดันเจี้ยนให้เปิดออก  หนึ่งมนุษย์และหนึ่งภูตถูกดูดกลืนหายเข้าไปในประตูอย่างรวดเร็ว ภาพรอบตัวเลือนหายเป็นเพียงมิติสีดำก่อนที่แสงสว่างจะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง  ภาพของดันเจี้ยนชั้นที่สิบสามกลับดูแตกต่างไปจากทุกชั้นที่ผ่านมา สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันคือวิหารโบราณขนาดใหญ่  มีเสาหินตั้งตระหง่านค้ำยันหลังคาของวิหารเอาไว้  ที่ด้านล่างของเสามีคบเพลิงที่ถูกจุดเอาไว้ทำให้มีแสงสว่างส่องไปทั่ววิหาร แสงสว่างมันมีมากพอที่จะส่องให้เห็นเหล่ารูปปั้นอัศวินในชุดเกราะที่ยืนอยู่รอบๆวิหารแห่งนี้  ที่ใจกลางวิหารมีแท่งบูชาที่ตั้งเอาไว้สูงลิ่วจนไม่อาจจะมองเห็นว่าสิ่งที่อยู่ด้านบนแท่นบูชาคือสิ่งใด

         

        “ โอลิเวียห้ามออกห่างจากข้า  ที่นี่น่าจะเป็นดันเจี้ยนชั้นสุดท้าย “

         

        แอเรียสกล่าวเตือนอย่างแผ่วเบา  สายตาสอดส่องไปรอบๆด้วยความระมัดระวัง  แต่เมื่อแอเรียสใช้พลังเวทตรวจสอบพื้นที่รอบๆเขาก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ พลังเวทของระดับนักรบช่างแข็งแกร่งกว่าตอนที่เขาเป็นระดับผู้ใช้มนตราหลายเท่านัก  เขาสามารถตรวจจับได้ทุกสิ่งเลยก็ว่าได้

         

        แต่เขากลับไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใดๆเลยแม้แต่ตัวเดียว  ไม่มีเสียงคำรามของสัตว์อสูร  ไม่มีการเคลื่อนไหว  ไม่พบแม้แต่เงาของมดแมลง สิ่งที่พอจะมองเห็นก็มีแต่หุ่นอัศวินรูปร่างสูงใหญ่จำนวนสามสิบตัวเท่านั้น ทันใดนั้นเองสายตาของแอเรียสก็เริ่มจ้องมองไปที่หุ่นของพวกอัศวินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป  เขาเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นบางอย่างที่เขาคุ้นชิน  แม้รูปร่างจะต่างออกไปแต่มันย่อมไม่ผิดแน่  พวกมันไม่ใช่หุ่นอัศวินธรรมดาทั่วไป และเมื่อดวงตาของหุ่นแต่ละตัวเริ่มเรืองแสงจางๆออกมา  นั่นยิ่งเป็นสิ่งย้ำชัดถึงการคาดเดาของแอเรียส

         

        “ นี่ต้องมีใครล้อข้าเล่นแน่ๆ  โกเล็มระดับปฐพีสามสิบตัวเนี่ยนะ “

         

        แอเรียสจ้องมองไปที่โกเล็มพวกนี้ด้วยความตกตะลึง นี่มันระดับเดียวกันกับเจ้าโอเว่นเลยไม่ใช่รึยังไง  แบบนี้มันนรกๆบนดินชัดๆ  นับตั้งแต่ครั้งแรกที่บุกดันเจี้ยนแห่งนี้  นี่คงเป็นความกลัวครั้งแรกของแอเรียส

         

        แอเรียสยืนเผชิญหน้ากับกองทัพโกเล็มจำนวนสามสิบตัวด้วยความหวั่นเกรง นี่มันอันตรายไม่ต่างไปจากฝูงสัตว์อสูรระดับขุนพลเลยแม้แต่น้อย อย่าบอกนะว่าดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายเขาต้องจัดการทำลายโกเล็มทั้งสามสิบตัวให้หมด  นี่มันมีแต่ตายกับตายเท่านั้น แม้เขาจะรู้ว่าจุดอ่อนของพวกโกเล็มคือแก่นอสูรที่ซ่อนเอาไว้ภายในร่างของพวกมัน  แต่จะมีนักสร้างโกเล็มคนไหนบ้างที่โง่พอจะสร้างจุดอ่อนให้เด่นทนโท่จนศัตรูสามารถมองเห็นได้โดยง่าย  แก่นอสูรมันอาจจะอยู่ที่หัว  ที่กลางตัว  หรือแม้แต่ที่อกของโกเล็ม ไม่ว่าตำแหน่งไหนๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็ต้องสู้ไปสักพักกว่าเขาจะค้นหาจุดอ่อนที่ว่านั่นเจอ และหากมันบุกมาพร้อมกันเขาคงไม่มีเวลาจะทำเช่นนั้น

         

        สายตาของแอเรียสเลิกมองหาจุดอ่อนของพวกโกเล็ม สิ่งที่เขามองหาคือประตูที่จะพาเขากลับไปสู่โลกภายนอก ในเวลานี้เขาไม่สนใจหรอกว่าเจ้าเสียงลึกลับนั่นมันจะไขปริศนาเรื่องสายฟ้าที่อยู่แก่นเวทของเขาได้จริงหรือไม่  หรือว่าสมบัติในการพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้คือสิ่งใด หากตัวเขาตายไปสมบัติมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า เขารู้สึกเสียดายนักที่เขาไม่ได้ทำจิตอสูรกัมปนาทเผื่อเอาไว้ ในแหวนมิติมันมีอยู่เพียงสิบกว่าชิ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่สร้างมาจากแก่นอสูรระดับปีศาจทั้งนั้น  มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่สร้างมาจากแก่นอสูรระดับขุนพล  ซึ่งหากประเมินสถานการณ์ดูแล้ว พลังของเขากับจิตอสูรกัมปนาทที่มีอยู่ไม่น่าจะเพียงพอที่จะจัดการเจ้าพวกนี้ได้

         

        “ นี่ประตูมันซ่อนอยู่ที่ไหนของมัน ! “

         

        แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่ว่าจะมองหาสักเท่าไรเขากลับไม่พบเจอประตูทางออกเลยแม้แต่บานเดียว 

         

        “ ประตูทางออกจะไม่ปรากฏขึ้นจนกว่าเจ้าจะพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ได้  

         

              

         

         

 

คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน