“เสด็จฯ! เสด็จฯเพคะ ใครอยู่แถวนี้บ้าง ช่วยด้วย! เสด็จฯประชวรพระวาโย” เสียงเอะอะมะเทิ่งดังสนั่นลั่นตำหนักใหญ่ หม่อมสร้อยรีบประคองพระวรกายพระสวามีไว้และพาไปประทับนั่งที่เก้าอี้ใกล้ ๆ
บ่าวหญิงชายจำนวนหนึ่งกรูกันเข้ามาด้วยท่าทีตกอกตกใจ กระวนกระวายดวิ่งหายาดมยาหม่อมกันพัลวัน
หม่อมสร้อยเฝ้าปรนนิบัติพระสวามีที่ทรงหมดพระสติไปถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะทรงฟื้น หล่อนสั่งให้บ่าวไปเตรียมพระโอสถบำรุงกำลังมาให้ และนั่งพัดวีเฝ้าอาการต่อไป
อีกสักพักหนึ่ง ข่าวก็ดังไปถึงหูหม่อมคนสำคัญของวัง หล่อนเดินเชิดหน้าไร้ไมตรีเข้ามา พลางเหยียดยิ้มมองภาพตรงอย่างสาแก่ใจ ก่อนจะทิ้งก้นลงนั่ง แล้วจีบปากจีบคอพูดขึ้น
“เออแหนะ! ทีอย่างนี้เป็นลมเป็นแล้งไป เชอะ! รับสั่งมาซีเพคะ รับสั่งมา ว่าพอพระทัยหรือไม่ กับลูกชายคนโปรดนั่นน่ะ”
“หล่อนพูดอะไร แม่นิ่ม เสด็จฯท่านป่วยอยู่นะ ยังจะมาประชดประชัน” หม่อมสร้อยมองไม่ชอบใจ กล่าวตำหนิ
“หล่อนก็เหมือนกันนะ ทำดีตีสองหน้าเข้าไปซี หวังจะให้ลูกชายทั้งสองได้ทรัพย์สมบัติสินะ”
“หล่อนพูดบ้าไปแล้ว พูดพล่อย ๆ”
“หึ หล่อนมันก็ไม่ต่างอะไรจากเมียน้อยชาวบ้านเขาหรอกนะยะ เหมือนกับอีนังฝรั่งนั่น” ไปมาหม่อมเองก็พาลเสียดสีไปถึงแม้ผู้ที่วายชนม์ไปแล้ว ทุกวันนี้หล่อนก็ยังแค้นใจอยู่ไม่หาย
“นี่หล่อน!”
แต่ก่อนที่ทั้งสองภริยาเจ้าจะก่อสงครามวาจากันนั้น นางบ่าวก็เอ่ยขึ้นมาขัด ทั้งสองจึงสงบลง
“หม่อมเจ้าขา เสด็จฯท่านทรงฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
“เสด็จ! เสด็จเพคะ เป็นอย่างไรบ้างเพคะ”
เสด็จพระองค์ชายยังไม่แม้แต่ตรัสตอบ หม่อมเอกก็แทรกเสียงขึ้นกลางคันทันทีอย่างเยาะเย้ยว่าดังนี้
“ฮ่า ๆ โถ ๆ ๆ จะเป็นอะไรไปได้ล่ะจ๊ะแม่คุ๊ณ ก็ทรงตกพระทัยเจียนจะตอมใจสิ้นพระชนม์น่ะสิยะ ก็ไอ้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมันทำงามหน้า โกหกพ่อว่าไปราชการ หึ ที่แท้ก็หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปกับผู้ชายโน่น! สันดานแม่มันแท้ ๆ เชียว”
“หยุดนะ! นี่หล่อนกล้ามากนะแม่นิ่มที่มาพูดแบบนี้ต่อหน้าฉัน”
“ทำไมจะไม่กล้าล่ะเพคะ ก็เกล้ากระหม่อมฉันพูดความจริงนี่ ท่านก็ทรงรู้อยู่แก่พระทัยดี”
“ฉันบอกให้… โอ๊ย!”
“เสด็จ!”
ระหว่างที่จะทรงโต้กลับภริยา อาการประชวรของเสด็จพระองค์ชายก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ทรงกุมพระอุระและทรงค่อย ๆ ประทับนั่งให้อาการทุเลาลง ลำพังเรื่องอายุท่านก็ทรงชราขึ้นทุกวัน เมื่อมาทราบข่าวจากท่านชายกลางที่ส่งโทรเลขมาทูลนี่อีก ยิ่งทรุดเข้าไปใหญ่ ไหนจะหม่อมเอกที่คอยเอาแต่กระแหนะกระแหน ยกเรื่องราวในอดีตมาพูดตอกย้ำอยู่ร่ำไป
“ท่านชายกลางทรงส่งตะแล็ปแก็ปมาหรือเพคะ มีเรื่องอะไรหรือไม่เพคะเสด็จฯ”
“จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็อย่างที่ฉันว่านั่นไงแม่สร้อย คนมันไม่ใฝ่ดี คอยแต่ทำชั่วให้เสื่อมเสียวงศ์สกุล พี่น้องจะช่วยจะหาทางสว่างอย่างไรก็ไม่สน นี่ล่ะหนาเขาว่า ความรักเหมือนโรคา”
“ฉันว่าหล่อนหยุดพูดเรื่องนี้เสียที พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา”
“ไม่!” หล่อนขึ้นเสียงกร้าว “เสด็จเพคะ ไหน ๆ ท่านชายเดียวก็ทรงทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงมาเสียขนาดนี้แล้ว ท่านจะทรงอาลัยอาวรณ์เหนี่ยวรั้งเขาไว้ทำไม เขาไม่ได้ชอบผู้หญิงท่านเองก็ทรงรู้ ปล่อยเขาไปมีชีวิตของเขาเถิดเพคะ ถือเสียว่าตัดหางปล่อยวัด”
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าหล่อนนึกมีใจเมตตา ใคร่ช่วยเหลือให้ท่านชายเดียวทรงพ้นทุกข์ แต่เป็นเพราะหวังดีประสงค์ร้าย หล่อนต้องการกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นหนีให้กระเด็นกระดอนออกจากศรีวิจิตรกุลไปเสียให้พ้น ๆ
“แฟง ช่วยฉันพาเสด็จฯขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องข้างบนที” หม่อมสร้อยเอ่ยบอกนางบ่าวของตนให้พาเสด็จพระองค์ชายหนีไปที่เงียบ ๆ เกรงว่าหากอยู่ที่นี่นานเข้า ภรรยาเอกเขาจะพล่ามเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ทีไม่หยุดหย่อน
ถึงกระนั้น หม่อมเอกก็ยังอุตส่าห์ร้องส่งเสียงไล่หลังตามมา “ตัดออกจากสายเลือดศรีวิจิตรกุลไปเลยเพคะ จะเก็บไว้ขายขี้หน้าตัวเองไปทำไม ก็แค่ลูกฝรั่งที่ไม่ได้เลือดดีของพ่อ”
“หม่อมเจ้าขา ที่หม่อมพูดมันจะไม่แรงเกินไปหรือเจ้าคะ หากเสด็จฯกริ้วขึ้นมา หม่อมจะไม่เป็นที่โปรดของท่านนะเจ้าคะ” นังเผือกออกความคิดเห็น หลังจากที่มันนั่งพับเพียบอยู่เบื้องล่างมาสักระยะ
“โอ๊ย! จะไปเกรงพระทัยอะไรท่าน ท่านยังไม่เห็นหัวฉันเลย และฉันก็ไม่ใช่ที่โปรดของท่านมานานแล้วนี่ ก็ตั้งแต่ที่อีนังนั่นเข้ามาเหยียบที่นี่ อีนังเอมม่า”
“หม่อมว่าอย่างไร บ่าวว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
“ดี ฉันกำจัดแม่มันออกไปได้แล้ว นับประสาอะไรกับลูกมันแค่คนเดียว ฉันถึงจะทำไม่ได้ หึ”
สองนายบ่าวหัวเราะลั่นอย่างสุขสำราญดังไปทั่วตำหนัก ก่อนจะย้ายไปพักผ่อนในส่วนที่พักของหล่อน โดยมีนังบ่าวติดสอยห้อยตามไปรับใช้
“กระผมว่าคุณด้าวกลับไปรอท่ายชายที่บ้านเถิดขอรับ นี่ก็จะค่ำแล้ว คุณด้าวรอมาตั้งแต่เช้าแล้วนะขอรับ ไปพักผ่อนบ้าง” คำแนะนำจากคุณหมอยศด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ดูว่าจะไม่ได้ผลสำหรับชายหนุ่มผู้มีใจหนักแน่นคนนี้
พันวาจาสิทธิ์ในยามนี้คงเหลือแค่นายด้าว ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์หรือหน้าตาทางสังคม ดีไม่ดี เขาอาจจะตกเป็นถึงผู้ร้ายที่ทางการเร่งตามตัว เพราะเกี่ยวเนื่องกับการหายไปของท่านชายเดียวก็เป็นได้ แต่เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างไว้ และหนีมาเผชิญวิบากกรรมในภายภาคหน้าแทน
ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้น จิตใจของเขาร้อนรนทนไม่ไหว รีบมาคอยทางท่านชายเดียวตั้งแต่ไก่ยังไม่โก่งคอโห่ เป็นเวลานับสิบกว่าชั่วโมงที่เขาเอาแต่ยืนนั่งนอนหรือเดินไปเดินมา จนถึงตอนนี้ ผ่านไปแล้วหลายขบวน ก็ไม่เห็นมีแม้แต่เงาวรกายของท่านชายเดียวเลย
“รออีกสักหน่อยเถิดขอรับคุณหมอ รอหมดขบวนสุดท้าย หากยังไม่เห็นไว้พรุ่งนี้กระผมจะมาใหม่ คุณหมอกลับก่อนก็ได้ขอรับ กระผมเกรงใจ”
“ไม่ใช่รบกวนเวลาอะไรของกระผมหรอกขอรับ แต่กระผมแค่เป็นห่วง ไม่อยากให้คุณด้าวร้อนใจจนเกินไป ประเดี๋ยวจะเครียดเอาเปล่า ๆ”
“ไม่เป็นอะไรหรอกขอรับ เพื่อท่านชาย กระผมรอได้” แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิมอยู่อย่างนั้น จนคุณหมอหนุ่มถอนใจไม่รบเร้าอีกต่อไป และอยู่คอยรับเสด็จท่านชายเดียวอยู่เป็นเพื่อนเขาตรงนั้นด้วย
เสียงระฆังดังให้สัญญาณรถไฟขบวนขาเข้าสุดท้ายดังมาแต่ไกลลับตา ยิ่งเข้าใกล้หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งสั่นระทึก คงใกล้ถึงว่าแล้วสินะ เวลาที่เขาจะได้กอดท่านชายให้แน่น และนี่เป็นขบวนสุดท้ายของวัน หากไม่มี ใจเขาคงฝ่อและรอไปอีกวันหนึ่ง
ผู้คนจำนวนมากทั้งชายหญิงไทยและเทศต่างเดินลงจากขบวนรถไฟออกมากันเป็นแถว ผู้โดยสารมีจำนวนมากเหลือเกินจนบังทัศนวิสัยในการมองหาองค์ท่านชายเดียวได้ยาก ประกอบกับเสียงเซ็งแซ่ดังไปทั่วชานชาลา ทำให้สถานที่ตรงหน้าดูวุ่นวายขึ้นเท่าตัว
จนแล้วจนรอด มาดามเจ้าของเส้นผมสีทองก็เดินลงมาจากรถจักรไอน้ำเป็นคนสุดท้ายของขบวน โดยเห็นจริงแล้วว่าไม่มีใครตามหลังเธอมาแน่ ๆ เมื่อนั้น นายด้าวก็รู้สึกเหมือนหมดเรี่ยวแรงจะยืนต่อไหว ที่เขาเฝ้าตั้งตารอวันนี้ทั้งวันคงสูญเปล่าเท่านี้
เขาปลอบใจตนเองว่าท่านชายคงเสด็จมาถึงช้า ไม่ใช่หนีมาไม่ได้หรอก
ต้องไม่ใช่เช่นนั้นแน่
“หมดขบวนแล้วขอรับ ท่านชายคงเสด็จมาถึงพรุ่งนี้ กลับไปพักผ่อนก่อนเถิดขอรับ เชื่อกระผม”
“ก็คงจะอย่างที่คุณหมอว่าขอรับ เอาเถอะ อย่างไรวันหลังกระผมก็จะมาอยู่ดี” เขายอมรับความจริง นึกใจแป้วเล็กน้อย แต่ก็พอยิ้มได้ ว่าแล้วหลังตั้งท่าจะเดินกลับ ก่อนที่เสียงของใครคนหนึ่งจะดังถนัดหูมาจากด้านหลัง
“ด้าว!”
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง พอเขาหันกลับไปมองพลัน ก็เป็นจริงดังที่คิด เสมือนแสงตะวันส่องมาทำลายความืดหม่นในหัวใจ
หม่อมเจ้าชายที่เขารอคอยกำลังยืนแย้มสรวลส่งให้เขาอยู่
โดยฉับพลัน ชายหนุ่มรีบวิ่งไปสวมกอดวรกายสง่านั้นอย่างลืมตัว ไม่ขวยเขินแม้กระทั่งผู้คนที่สัญจรไปมาบริเวณนั้น ณ ขณะนี้เขาสนใจเพียงผู้ที่อยู่เบื้องหน้านี้เท่านั้น ประหนึ่งว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ในโลกของเขาอีกแล้ว
มีเพียงตัวเขาเองและท่านขายเดียว
“เธอกอดฉันแน่นเกินไป เกรงว่าจะหายใจไม่ได้แล้วนี่” ท่านชายเดียวตรัสบอกอย่างติดสรวลขำ
เมื่อนั้น คนฟังก็ตระหนักได้ทันที เขาคลายอ้อมกอดอันอบอุ่นออก และโค้งหัวสำนึกผิด “ขอประทานอภัยฝ่าบาท กระหม่อมคิดถึงฝ่าบาทมากจนเกินไป เลยอาจพลั้งไปหน่อยกระหม่อม”
ท่านชายเดียวยังไม่ทรงหยุดขำ รับสั่งยิ้ม ๆว่า “เธอนี่หนา คงคอยฉันทั้งวันสิท่า เหนื่อยหรือไม่ หืม” ว่าพลางทางยื่นหัตถ์ไปลูบแก้มเปื้อนฝุ่นหมองคล้ำของอีกคน แม้ว่ายามนี้ใบหน้าคมคร้ามของเขาจะดูไม่สง่าราศีเหมือนเคย ทว่าท่านชายเดียวก็ยังคงโปรดอยู่ดังเดิม
“กระหม่อมไม่เหนื่อยสักนิดเลยฝ่าบาท กระหม่อมดีใจที่เราสองคนจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเสียทีกระหม่อม” ชายหนุ่มทูล คลื่นความถี่ของหัวใจของเขานั้นเต้นกระตุกเป็นจังหวะ ดีใจจนประหม่าไปเสียแล้ว
“ด้าว อยู่ที่นี่เธอต้องไม่ใช้ราชาศัพท์กับฉัน ไม่ทำต่อฉันเช่นแต่ก่อน ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น”
“แต่กระหม่อมเทิดทูนฝ่าบาท…”
“เธอจะยังเทิดทูนฉันด้วยหัวใจที่แท้จริงของเธอ ไม่ใช่การสรรเสริญ และอีกอย่าง ฉันไม่อยากให้คนที่นี่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
“จริงด้วย”
“กระหม่อมว่า เอ๊ย กระผมว่าคุณด้าวกับคุณเดียวกลับที่พักก่อนเถิดขอรับ ฟ้าจะมืดแล้ว เดินทางมาไกลขอรับ” คุณหมอยศกล่าวขึ้น
ทั้งท่านชายเดียวและนายด้าวตกลง นายด้าวอาสาถือกระเป๋าสัมภาระของท่านชายที่ทรงถืดติดองค์มาแค่ใบเดียว พวกเขาไปยังที่จอดรถ ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปยังบ้านพักที่อยู่ไม่ห่างจากกันนัก