ยามนี้เหลือเพียงจางเอ่อร์ถือกิ่งดอกท้อบานสะพรั่งยืนอยู่ในอุทยานดอกไม้คนเดียว ทว่าเขากลับคิดถึงรอยยิ้มงามดุจบุปผาของเสวี่ยสวิน ใจลอยออกไปโดยไม่รู้ตัว
จู่ๆ ก็ได้ยินทางพุ่มดอกไม้ด้านข้างพลันมีเสียงความเคลื่อนไหว จางเอ่อร์ตะคอกถามเสียงดัง “ผู้ใด!” เขาเข้าไปตรงนั้นด้วยวิชาตัวเบา กลับเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ดรุณีงามพริ้มเพราคนหนึ่ง
นางเกล้าผมเป็มวยหรูอี้บุปผาโปรย[1] ประดับเข้าคู่กับดอกไม้อัญมณีหลายดอก สวมเสื้อคลุมผ้าดิ้นสีชมพู ปักลายตัดขอบทองเลื่อมพราย นี่เป็เครื่องแต่งกายขององค์หญิง
จางเอ่อร์ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ั์ตาส่องสว่างทว่าลึกล้ำสบประสานกับดวงตาพราวเสน่ห์ของหญิงสาวผู้นั้น เปล่งเสียงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “องค์หญิงหลาน ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เมี่ยวหลานขมวดคิ้วนิดๆ เอ่ยคำด้วยท่าทางขอความเป็ธรรมอยู่ในที “ก็เสด็จพ่อน่ะสิ รับสั่งให้ข้าอยู่กับหลิวปังผู้นั้นให้มากเข้าไว้ คนผู้นั้นกลับเอาแต่ทำหน้าไร้อารมณ์อยู่ตลอด ข้าไม่ชอบอยู่กับเขาเลยแอบหลบหน้า เมื่อครู่เห็นเดินไปไกลแล้ว ข้าถึงได้กล้าออกมา”
จางเอ่อร์ยิ้มกล่าว “ที่แท้องค์หญิงหลานก็มีมุมดื้อรั้นทำตามพระทัย ไม่นึกว่าจะกล้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของจ้าวอ๋องด้วย”
“หากเสด็จพ่อ้าให้ข้าสมรสกับเขาจริง ข้าก็มิกล้าขัดขืนหรอก นับแต่โบราณมา เื่สำคัญอย่างการแต่งงานล้วนเป็คำสั่งบิดามารดา วาจาแม่สื่อ”
ถ้อยคำนี้ของเมี่ยวหลานกลับมิได้กล่าวเท็จ ชะตากรรมของสตรีในวังส่วนใหญ่ล้วนเป็เช่นนี้
จางเอ่อร์คิดว่าน่าเสียดาย อดนึกสงสารไม่ได้ จึงกล่าวคำปลอบโยน “เช่นนั้นแล้วองค์หญิงหลานไม่เคยคิดอยากกำหนดชะตาชีวิตตัวเองบ้างหรือ ราชโองการยังไม่ประกาศลงมา บางทีอาจยังเปลี่ยนแปลงได้”
เมี่ยวหลานกลับตอบ “เอาเถิด พอแล้ว อย่าเรียกข้าว่าองค์หญิงหลานเลย ข้ากับพี่หญิงสวินต่างก็เป็ญาติผู้น้องของท่าน เรียกข้าว่าหลานเอ๋อร์ก็ได้”
จางเอ่อร์นึกถึงเสวี่ยสวิน มุมปากบางยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “สวินเอ๋อร์เป็เด็กสาวจิตใจดีและซื่อตรงเป็อย่างยิ่งคนหนึ่ง และเพราะจิตใจดีเกินไป ทำให้โดนทำร้ายได้ง่าย เพราะเช่นนั้นข้าจึงอยากปกป้องนางอยู่เสมอ”
เมี่ยวหลานฟังถ้อยคำของจางเอ่อร์แล้วค่อนข้างผิดหวัง “พี่ชายช่างดีกับพี่หญิงสวินยิ่งนัก ข้าโตจนป่านนี้แล้วยังไม่เคยมีใครดีกับข้าถึงเพียงนี้…” ขณะพูดก็สะอื้นขึ้นมาคล้ายจะมีน้ำตาคลอเบ้า
องค์หญิงหลานเป็น้องสาวร่วมบิดาของเสวี่ยสวิน จางเอ่อร์เองก็ไม่อยากเห็นนางเศร้าเสียใจน้ำตาร่วง จึงรีบเอ่ยปลอบ “ต่อไปพี่เองก็จะปกป้องเ้าเช่นกัน จะไม่ปล่อยให้เ้าได้รับความไม่เป็ธรรม หลานเอ๋อร์”
เมี่ยวหลานเห็นว่าในที่สุดเขาก็ยอมเรียกตัวเองว่าหลานเอ๋อร์ คำเรียกขานอันสนิทสนม จึงเปลี่ยนจากน้ำตาเป็รอยยิ้ม “ขอบคุณพี่ชาย! ว่าแต่ในมือท่านถือกิ่งดอกท้อไว้ทำไมหรือ”
จางเอ่อร์เอ่ยตอบ “สวินเอ๋อร์ฝากข้าช่วยนำดอกท้อไปปลูกในลานตำหนักให้นาง”
“พี่หญิงสวินหรือ” เมี่ยวหลานดูแปลกใจอยู่มากทีเดียว “เป็ไปไม่ได้ นางแพ้ดอกท้อ สูดดมมากไปจะเป็ผื่นแดง!”
จางเอ่อร์เบิกตากว้าง ถามเสียงประหลาดใจ “สวินเอ๋อร์แพ้ดอกท้องั้นหรือ เช่นนั้นแล้วเหตุใดกลับให้ข้าทำสิ่งนี้”
เขาย้อนนึกภาพฉากเมื่อครู่ ก่อนเสวี่ยสวินจะเดินไปกับหลิวเจียว นางยื่นดอกท้อให้ตน ‘ดอกท้อ หนี[2]รึ หรือว่า…’
ทันใดนั้นจางเอ่อร์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ พลันตื่นใเป็อย่างยิ่ง “หลานเอ๋อร์ ข้ามีเื่ด่วน ขอตัวก่อน!”
พูดจบจางเอ่อร์ก็เร่งออกไป เมี่ยวหลานเรียกรั้งไว้ไม่อยู่ ครั้นคิดใคร่ครวญดูครู่หนึ่งก็พอจะเดาได้ว่าจ้าวเสวี่ยสวินคงคิดอยากหนีออกไป ด้วยนิสัยของนางแล้ว คิดจะหลบหนีการแต่งงานใช่ว่าจะทำไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากเมี่ยวหลานก็ยกขึ้นน้อยๆ คล้ายมีความคิดบางอย่าง จากนั้นไม่นานก็เปล่งเสียงะโ “เข้ามา!”
เย่ว์หยาเอ๋อร์กับนางกำนัลจำนวนหนึ่งรีบขานรับแล้วเดินเข้ามา
เมี่ยวหลานสั่งการเย่ว์หยาเอ๋อร์นางกำนัลคนสนิท “เป็ไปได้ว่าพี่หญิงสวินจะหนีออกจากวัง รีบไปแจ้งเสด็จแม่อย่าได้ชักช้า”
แม้เย่ว์หยาเอ๋อร์จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการองค์หญิงหลาน แต่ยังคงขานรับอย่างเชื่อฟัง
…
ด้านจางเอ่อร์พอได้ยินองค์หญิงหลานกล่าวเช่นนั้นก็รีบร้อนไปยังตำหนักอิ๋งเมิ่ง ถามเื่ราวจริงเท็จกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เห็นเขามา ดวงตาพลันเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความใที่จู่ๆ ก็ได้รับความสำคัญ “คุณชาย ท่านมาได้อย่างไรเ้าคะ”
จางเอ่อร์เดินขึ้นข้างหน้าหนึ่งก้าว ถามนางเสียงร้อนใจ “สวินเอ๋อร์แพ้ดอกท้อใช่หรือไม่”
เชิงอรรถ
^ ทรงผมชนิดหนึ่งของสตรีโบราณ โดยเกล้าผมรวบขึ้นสูง ด้านบนม้วนเป็นขดเรียวกลมสองฝั่ง ลักษณะคล้ายคทาหรูอี้ ประดับดอกไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อย^ ในภาษาจีน คำว่า ‘ดอกท้อ’ อ่านออกเสียงเดียวกับคำว่า ‘หนี’