ตอนที่ 5 ความบังเอิญ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ทั้งทิวาและน้ำหนึ่งก็ช่วยกันเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเรียบง่าย ความเหนื่อยหอบจากเกมรักในห้องน้ำยังไม่ทันจางหายดีนัก กลิ่นสบู่และไอน้ำยังคลุ้งอบอวลอยู่บนผิว
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องนอน แสงไฟสลัวจากโคมหัวเตียงส่องให้เห็นบรรยากาศอุ่นสงบ พวกเขาล้มตัวลงบนเตียง ผ้าห่มนวมหนานุ่มโอบล้อมร่างทั้งคู่ไว้
ทิวาเอื้อมมือโอบกอดภรรยาแนบอก กลิ่นกายผสมกลิ่นแชมพูจากเส้นผมที่ยังหมาดทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย
น้ำหนึ่งซบหน้าลงบนอกกว้าง ลมหายใจอุ่นเป่ารดผิว สองร่างเบียดชิดกันใต้ผ้าห่ม ความใกล้ชิดทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและความรักที่ไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย
“วันนี้น้ำไปเรียนทำขนมกับพี่แพรมา”
น้ำหนึ่งเอ่ยขึ้นเบา ๆ สายตาจับจ้องบนหน้าอกสามี
“อืม… สนุกมั้ย ถ้าหนึ่งอยากทำพี่สนับสนุนนะ จะได้มีอะไรทำไม่เบื่อ”
เสียงทุ้มของทิวาตอบกลับ พร้อมกับลูบแขนเธอเบา ๆ
“หนึ่งมีอะไรอยากจะถามพี่”
น้ำหนึ่งเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
“ว่ามาสิ” ทิวาหันมาสบตาเต็ม ๆ
“ผู้หญิงคนนั้น… เป็แฟนเก่าพี่หรอ คนที่พี่ไปส่งวันนั้น พี่แพรเป็คนบอกน้ำ”
คำถามหลุดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
ทิวาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจแล้วตอบเสียงเรียบ
“อืม… พี่เคยเป็แฟนกันกับเธอ แต่มันก็นานมากแล้ว”
“พี่ทิวา ไม่คิดจะบอกน้ำสักหน่อยหรอ” ดวงตาเธอสั่นระริก
“ที่พี่ไม่บอก เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไร พี่แค่ช่วยเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง แล้วพี่ก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอแล้ว หนึ่งสบายใจได้เลย”
ทิวาบีบมือน้ำหนึ่งเบา ๆ แววตาจริงจัง
“อืม… แต่ต่อจากนี้พี่มีอะไรก็บอกน้ำตรง ๆ น้ำไม่อยากให้พี่ปิดบัง”
น้ำหนึ่งพูดเสียงแ่ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
“ครับ พี่จะบอก” ทิวาตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่น
ร่างทั้งสองกอดกันแน่นขึ้น ดวงตาหลับพริ้มไปพร้อมกัน ลมหายใจสม่ำเสมอ ผสมความอุ่นใจในค่ำคืนนี้
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่านเข้ามา วันนี้เป็วันหยุดของทิวา เขาตั้งใจพาภรรยาและลูกไปเที่ยวที่สวนสัตว์ น้ำหนึ่งตื่นเช้า เตรียมชุดให้ลูกชายอย่างขะมักเขม้น ทะเลหัวเราะคิกคักเมื่อแม่ใส่เสื้อยืดสีสดกับหมวกเล็ก ๆ ให้
ทิวาเดินออกมาจากห้องน้ำยิ้มกว้าง รู้สึกถึงบรรยากาศครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุข
เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเขาขึ้นรถออกเดินทาง ระหว่างทางเสียงเพลงเบา ๆ ดังคลอในรถ เสียงหัวเราะของทะเลทำให้บรรยากาศสดใส น้ำหนึ่งหันไปมองลูกที สามีที รอยยิ้มผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทิวาเอื้อมมือมาจับมือเธอบนตักเบา ๆ พลางส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
ไม่นานนัก รถก็มาถึงสวนสัตว์ที่อยู่นอกเมืองแต่ไม่ไกลมากนัก แดดเช้าอ่อน ๆ ส่องลงบนเส้นทางเดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เสียงนกร้องดังสอดประสานกับเสียงผู้คนที่มาเที่ยว
พวกเขาจูงมือกันเดินเข้าไปด้านใน ทะเลตาเป็ประกายเมื่อเห็นกรงนกสีสันสดใส
ทิวาและน้ำหนึ่งยืนมองลูกชายด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรัก ภาพทะเลหัวเราะ วิ่งดูสัตว์อย่างตื่นเต้นทำให้หัวใจทั้งคู่พองโต ทิวาเดินไปซื้อไอศกรีมมาให้ทะเลหนึ่งแท่ง พร้อมทั้งถือมาให้น้ำหนึ่งอีกแท่ง เธอรับไว้พร้อมกับยิ้มหวานให้สามี ความสุขเล็ก ๆ ง่าย ๆ แต่กลับมีค่ามากมาย
ทั้งสามเดินไปจนถึงลานแสดงโชว์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงผู้คน เสียงประกาศจากไมค์และเสียงสัตว์ที่กำลังจะเริ่มแสดง ทิวากับน้ำหนึ่งนั่งลงข้างกัน โดยมีทะเลนั่งอยู่ตรงกลาง
เด็กน้อยหัวเราะร่า ทิวาเอามือโอบไหล่ภรรยา น้ำหนึ่งยิ้มรับ รอยยิ้มของทั้งคู่บอกได้ชัดเจนว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงนี้
เสียงผู้คนจอแจในสวนสัตว์ยังคงดังก้องรอบตัว ขณะที่ทิวา น้ำหนึ่ง และทะเลกำลังเดินชมบรรยากาศอย่างเพลิดเพลิน จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นจากด้านหลัง
“พี่ทิวา บังเอิญจังเลยนะคะ”
ทิวาหยุดชะงัก หันไปตามเสียงนั้น เห็นม่านมุกเดินเข้ามาพร้อมกับเด็กหญิงตัวเล็กที่น่ารัก น้ำหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างสามีหันไปมองด้วยความสงสัย สายตาเต็มไปด้วยคำถามเงียบ ๆ ในใจ
“มุกมาเที่ยวหรอ”
ทิวาถามด้วยน้ำเสียงเรียบพยายามรักษามารยาท
“ใช่ค่ะ มุกพาเ้าเอยมาเที่ยว แกบอกว่าอยากดูสัตว์”
ม่านมุกตอบพลางลูบศีรษะลูกสาว เด็กหญิงรีบยกมือขึ้นไหว้ทิวากับน้ำหนึ่ง ทำตัวอ่อนโยนจนดูน่าเอ็นดู
ทิวาหันไปบอกภรรยา “น้ำหนึ่ง นี่ม่านมุก ที่พี่เล่าให้ฟังว่าไปส่งเธอวันนั้น” แล้วหันกลับไปที่ม่านมุก “นี่น้ำหนึ่ง ภรรยาพี่”
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ภรรยาพี่ทิวาสวยจังเลย”
ม่านมุกยิ้มให้ด้วยท่าทีเป็มิตร
น้ำหนึ่งยกยิ้มตอบกลับ “คุณม่านมุกก็สวยค่ะ แถมลูกสาวก็น่ารักมากด้วย”
น้ำหนึ่งหันไปหาลูกชายของตัวเองแล้วบอกว่า “ไหว้คุณน้าสิลูก” ทะเลยกมือไหว้อย่างเรียบร้อย ม่านมุกก้มลงรับไหว้ด้วยความเอ็นดู
หลังจากทักทายกันเสร็จ ทั้งสี่กำลังจะเดินแยกทาง แต่แล้วเ้าเอยกลับพูดขึ้นเสียงใส
“หนูไปด้วยได้มั้ยคะ หนูไม่มีเพื่อนเลย”
ม่านมุกรีบปรามลูก
“อย่าทำแบบนี้สิเ้าเอย จะไปรบกวนคุณลุงได้ยังไง ไปกับแม่สองคนก็ได้”
แต่เ้าเอยยังทำหน้ามุ่ย แววตาอ้อนวอน
ทิวาหันไปมองน้ำหนึ่งเล็กน้อย สายตาเขาเหมือนถามความเห็น
น้ำหนึ่งลังเลครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้นว่า “งั้นไปด้วยกันก็ได้นะคะ”
ม่านมุกส่ายหน้ายิ้มอ่อน
“ไม่เป็ไรค่ะ มุกเกรงใจ เวลานี้เป็เวลาครอบครัวของพี่ทิวา”
น้ำหนึ่งมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของสามี ก่อนจะพูดต่อ
“มาเถอะค่ะ หลายคนก็น่าจะสนุกดี”
สุดท้ายทั้งห้าคนก็เดินชมสวนสัตว์ไปด้วยกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทะเลวิ่งไปดูสัตว์นั่นนี่ตื่นเต้นไม่หยุด
เ้าเอยเองก็ตาโตยิ้มแย้มอย่างมีความสุข น้ำหนึ่งเดินจับมือลูกชาย ส่วนทิวาเดินอยู่กลางระหว่างผู้หญิงสองคน บรรยากาศทั้งอบอุ่นและแฝงความอึดอัดบางเบาที่ไม่มีใครเอ่ยออกมา
จนกระทั่งถึง่เย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เสียงประกาศบอกใกล้เวลาสวนสัตว์ปิด ทั้งห้าคนเดินมายังลานหน้าสวนสัตว์เพื่อเตรียมกลับบ้าน
“มุกจะกลับยังไง” ทิวาหันไปถาม
“มุกคงนั่งแท็กซี่ค่ะ ตอนมามุกก็นั่งแท็กซี่มา” ม่านมุกตอบเสียงเรียบ
ทันใดนั้น สายลมแรงพัดผ่าน กลิ่นฝนโชยเข้ามา เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นบนฟ้า เสียงฟ้าร้องเบา ๆ ดังก้องราวกับเตือนว่าพายุใกล้มา
ทิวาหันไปมองน้ำหนึ่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยขึ้น
“งั้นให้มุกกับเ้าเอยกลับพร้อมกันได้มั้ยน้ำ”
น้ำหนึ่งรับรู้ถึงสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมา เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“งั้นกลับด้วยกันดีกว่าค่ะ ฝนจะมาแล้ว เรียกรถกลับเองคงลำบาก”
เมื่อทุกคนเห็นพ้องกันจึงรีบขึ้นรถเพื่อหลบฝนที่เริ่มโปรยปราย ทะเลนั่งเบาะหน้ากับแม่ ส่วนม่านมุกกับเ้าเอยนั่งเบาะหลัง ทิวานั่งหลังพวงมาลัย สายตาเขามองถนนเบื้องหน้า แต่บรรยากาศเงียบเชียบในรถกลับทำให้ความคิดในหัวของแต่ละคนดังชัดขึ้นกว่าเสียงฝน
ทิวาขับไปส่งน้ำหนึ่งและลูกที่บ้านก่อน เพราะบ้านอยู่ใกล้ที่สุด ฝนเริ่มตกหนัก น้ำหนึ่งรีบพาลูกชายลงจากรถเข้าไปในบ้านทันที เธอหันมามองสามีก่อนปิดประตูรถ
“ขับรถระวังนะพี่ทิวา” น้ำหนึ่งพูดทิ้งท้าย
ทิวาพยักหน้ารับ แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปทันที เส้นทางข้างหน้ามุ่งตรงไปยังบ้านเช่าของม่านมุกที่อยู่นอกเมือง แสงไฟถนนสลัวสะท้อนกับเม็ดฝนที่สาดกระเซ็น บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันที่เขาไม่อาจอธิบายได้
โปรดติดตามตอนต่อไป.