บรรดาเชื้อพระวงศ์รุ่นเดียวกัน ตลอดจนคุณชายและคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างก็ไม่ค่อยชอบหน้านางนัก ทว่านางกลับหยิ่งยโส ถือดีว่าตนเองเป็ท่านหญิงเพียงคนเดียวที่มีสายเืราชวงศ์ จึงมักจะเชิดหน้าชูตา มองผู้คนด้วยหางตาเสมอ
เมื่อได้ยินว่าในวังมีองค์หญิงน้อยถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังได้พำนักอยู่ในตำหนักของไทเฮา นางจึงอิจฉาจนแทบคลั่ง รู้สึกได้ทันทีว่าสถานะของตนกำลังถูกคุกคาม
หากไม่มีเด็กคนนั้น นางคงมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็องค์หญิง เกียรติยศและความโปรดปรานแห่งราชวงศ์ควรจะตกเป็ของนางแต่เพียงผู้เดียว
ทว่าทุกสิ่งกลับกำลังจะถูกองค์หญิงที่เพิ่งเกิดใหม่แย่งชิงไป
เกียรติยศและความโปรดปรานของนาง ใครหน้าไหนก็ห้ามแย่งไปเด็ดขาด!
บนใบหน้าอ่อนเยาว์ของอวิ๋นลั่วเสวี่ยปรากฏประกายเย็นเยียบ ั์ตาของนางฉายแววเ็า โอหัง และอำมหิตเกินวัย
ทุกความโปรดปราน ความลำเอียง ความรักใคร่ และฐานะอันสูงส่งที่สุด ล้วนต้องเป็ของนางเท่านั้น ดังนั้นองค์หญิงองค์นี้ต้องตาย!
นางมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น จึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องบรรทม ขยับเข้าไปใกล้เตียงอย่างเงียบเชียบ มือของนางกำยาพิษที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อแน่น เตรียมจะยัดมันใส่ปากทารกหญิง
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋ว เมื่อเห็นเด็กหญิงที่มีใบหน้าอำมหิตกำลังขยับเข้ามาใกล้ ในใจก็ลนลานไปหมด เด็กผู้หญิงคนนี้ทำไมแววตาถึงได้ดุร้ายขนาดนี้นะ?
เธอหวนนึกไปถึงตอนที่ตัวเองอายุเท่านี้ก่อนจะทะลุมิติมา เธอยังเรียนชั้นประถมอยู่เลย ให้ตายเถอะ! เด็กในยุคโบราณนี่โตเกินวัยกันขนาดนี้เชียวหรือ?
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่ายดังขึ้นมา
[ฉันจะฆ่าแก แล้วทวงทุกอย่างที่เป็ของฉันคืนมา!]
สิ้นเสียงนั้น ก้อนเนื้อในอกของอวิ๋นตั๋วตั๋วก็เต้นรัวเป็จังหวะกลอง
บ้าเอ๊ย! มีคนมาตามฆ่าเธออีกแล้ว คืนนี้มันจะไม่จบไม่สิ้นเลยใช่ไหมเนี่ย?
อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนนิ่งอยู่บนเตียง กะพริบตาปริบ ๆ มองเพดานห้อง เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก การเป็องค์หญิงนี่มันควรจะได้เสวยสุข ได้รับความโปรดปรานอย่างล้นหลามไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมพอเป็เธอ ชีวิตองค์หญิงถึงได้กลายเป็อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงขนาดนี้ล่ะ?
ทารกน้อยลอบถอนหายใจ ในขณะที่กำลังจะงัดเอา ‘ท่าไม้ตาย’ ออกมาใช้ ด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมจะแผดเสียงร้องไห้จ้า
ทันใดนั้นก็มีร่างของใครบางคนกระโจนพรวดพราดออกมาจากด้านหลังเด็กหญิง แล้วพุ่งตัวกดนางกระแทกลงกับพื้น!
“เ้าจะทำอะไร?” อวิ๋นอี้ป๋อที่แอบสะกดรอยตามท่านหญิงตงผิงมาอย่างเงียบ ๆ เมื่อเห็นว่านางกำลังก้าวเข้าไปใกล้เบื้องหน้าน้องสาวที่เพิ่งเกิด เขาก็โยนตะกร้าในมือทิ้ง แล้วพุ่งหลาวตะครุบอวิ๋นลั่วเสวี่ยจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นทันที
อวิ๋นลั่วเสวี่ยดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วให้ได้
[ฉันจะข่วนหน้าแกให้เสียโฉมเลย!]
เมื่อเห็นท่าไม่ดี อวิ๋นอี้จ้งและอวิ๋นอี้ซูที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเตียงก็ะโออกมาเช่นกัน พวกเขาร่วมมือกับอวิ๋นอี้ป๋อกดตัวอวิ๋นลั่วเสวี่ยให้นอนราบลงกับพื้น
“เสด็จพี่ใหญ่ นางมียาลูกกลอนซ่อนอยู่ในมือพ่ะย่ะค่ะ!” อวิ๋นอี้จ้งะโบอกพร้อมกับงัดเอายาเม็ดนั้นออกมาจากมือของอวิ๋นลั่วเสวี่ย แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้อย่างระมัดระวัง เขารู้ดีว่าสิ่งนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญ
“ปกติเ้าจะเย่อหยิ่งจองหองอย่างไรข้าไม่ว่า แต่ตอนนี้ถึงขั้นกล้ามาวางแผนทำร้ายน้องสาวของข้าเชียวหรือ?” อวิ๋นอี้ป๋อตวาดกร้าวด้วยความโกรธจัด “องค์ชายอย่างข้าไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่!”
แววตาของอวิ๋นลั่วเสวี่ยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ทว่านางกลับกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
“ไปหาเสด็จย่ากัน!”
“ไม่ได้! ควรไปหาเสด็จพ่อ ดึกป่านนี้แล้ว เสด็จย่าคงบรรทมไปแล้วล่ะ” อวิ๋นอี้จ้งแย้งขึ้น
อวิ๋นอี้ซูขมวดคิ้วแน่น ในใจรู้สึกโกรธมากเช่นกัน แต่พอได้ยินว่าจะต้องไปหาเสด็จย่ากับเสด็จพ่อ เขาก็ทรุดตัวลงนั่งลงกับพื้น คอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก “เสด็จพี่รอง ข้าไม่กล้า...”
เขากลัวเสด็จพ่อ แต่ที่กลัวยิ่งกว่าคือเสด็จย่า โดยเฉพาะอารมณ์เกรี้ยวกราดและแส้ในมือของพระองค์ที่สามารถด่าคนจนหูดับตับไหม้ และเฆี่ยนตีจนเืตกยางออกได้เลยทีเดียว
“เ้าขี้ขลาดเอ๊ย” อวิ๋นอี้ป๋อกลอกตาบน นี่คือคำที่เจาหยวนฮองเฮาผู้เป็มารดามักจะด่าเขาเป็ประจำ ในที่สุดวันนี้ก็มีคนที่ขี้ขลาดกว่าเขาเสียที
อวิ๋นตั๋วตั๋วแอบหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออกอยู่ภายในใจ ตอนนี้เธอมองออกทะลุปรุโปร่งแล้วว่าเสด็จพี่ใหญ่ อวิ๋นอี้ป๋อ วัยสิบสองปี เป็คนแข็งแรงมีพละกำลัง
เสด็จพี่รอง อวิ๋นอี้จ้ง วัยเก้าปี เป็คนฉลาดมีไหวพริบ ส่วนเสด็จพี่สาม อวิ๋นอี้ซู ที่ดูน่าจะอายุราวแปดขวบ เป็พวกตาขาวขี้ขลาด
ใช่! ไอ้หมอนี่แหละที่น้ำลายยืดจะมาหอมแก้มเธอเมื่อกี้!
สมกับเป็พวกที่หลุดรอดจากการศึกษาภาคบังคับเก้าปีมาได้! คิดถึงตอนที่เธออายุแปดขวบ เธอยังสามารถท่องบทกวีส่ายหัวไปมา และเรียนรู้หลักการใช้ชีวิตมากมายได้แล้ว ทว่าอวิ๋นอี้ซูคนนี้ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ หน้าตาดูไม่ค่อยฉลาดนัก เดาว่าเวลาและเรี่ยวแรงทั้งหมดคงหมดไปกับการสรรหาของกินอร่อย ๆ เป็แน่
แม้จะแอบค่อนขอดอยู่ในใจ แต่การที่พี่ชายทั้งสามรวมพลังกันช่วยเหลือเธอเช่นนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อย อวิ๋นตั๋วตั๋วเป็คนที่แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ชัดเจน มีบุญคุณต้องทดแทน บุญคุณที่ช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเด็กหญิงใจทรามในวันนี้ เธอจดจำไว้แล้ว รอให้เธอโตเมื่อไหร่ เธอจะต้องตอบแทนเสด็จพี่ทั้งหลายอย่างงามแน่นอน!
เธอมองดูพี่ชายทั้งสาม พลางนึกทบทวนชื่อของพวกเขา
เดี๋ยวนะ อวิ๋นอี้ป๋อ อวิ๋นอี้จ้ง อวิ๋นอี้ซู ชื่อพวกนี้มันจะตั้งส่งเดชเกินไปหน่อยไหม? เอก โท ตรี จัตวา เธอเดาว่าพี่สี่ของเธอต้องชื่อ ‘อวิ๋นอี้จี้’ แหง ๆ
ได้ยินว่าเธอมีพี่ชายตั้งแปดคน งั้นั้แ่พี่ห้าเป็ต้นไปก็คงชื่อฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวสินะ ชื่อพวกนี้ก็จำง่ายดีเหมือนกัน
อวิ๋นตั๋วตั๋วส่ายหน้าไปมา เสด็จพ่อเฮงซวยนี่ตั้งชื่อลูกไม่เก่ง แถมยังสอนลูกไม่เป็อีกต่างหาก แต่สงสัยจะอ่าน ‘พจนานุกรมภาษา’ มาอย่างดี ถึงได้เรียงลำดับความาุโตาม เอก โท ตรี จัตวา และ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาวได้เป๊ะขนาดนี้
พอคิดมาถึงตรงนี้ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
ทางด้านอวิ๋นอี้จ้งที่กำลังนั่งยอง ๆ กดแขนของอวิ๋นลั่วเสวี่ยเอาไว้ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของอวิ๋นตั๋วตั๋วดังมาจากบนเตียง เขาหันขวับไปมองน้องสาวด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
น้องสาวของเขาคงไม่ได้สติปัญญาบกพร่องหรอกใช่หรือไม่?
เมื่อกี้เพิ่งจะโดนลอบสังหารไปหยก ๆ ตอนนี้ยังจะมีหน้ามาหัวเราะรื่นได้อีก?
บนใบหน้าของอวิ๋นอี้จ้งฉายแววโศกเศร้าและเสียดาย หากน้องสาวเป็เด็กสติปัญญาบกพร่องจริง ๆ ดูท่าพี่ชายอย่างเขาคงต้องปกป้องนางให้มากขึ้นเสียแล้ว ์ช่างไม่เมตตาเอาเสียเลย!
“เกิดอะไรขึ้นกันเ้าคะ?” แม่นมจางที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายรีบก้าวเท้ายาว ๆ เข้ามาในห้องบรรทม ก่อนจะพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพัลวันพัวพันกันอยู่บนพื้น
เหล่าองค์ชายเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ซ้ำยังมีรอยขีดข่วนสีแดงคล้ายรอยเล็บประทับอยู่ ส่วนท่านหญิงตงผิงก็ผมเผ้ายุ่งเหยิง ปิ่นปักผมและต่างหูหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
พอเห็นว่าเป็แม่นมจางเดินเข้ามา เด็ก ๆ ก็ไม่นึกกลัวอีกต่อไป ต่างแย่งกันฟ้องร้องเอาผิดอีกฝ่าย
“นางจะทำร้ายน้องสาวของข้า!” องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อชี้หน้าอวิ๋นลั่วเสวี่ยพลางะโด้วยความโกรธแค้น เขามีรูปร่างสูงโปร่ง อีกทั้งยังสูงที่สุดในกลุ่ม ทว่าดูภายนอกกลับค่อนข้างอ่อนแอ สีหน้าไม่สู้ดีนัก แถมเรี่ยวแรงก็น้อย
“ท่านหญิงตงผิงจะวางยาน้องสาวข้า!” องค์ชายสามอวิ๋นอี้ซูชิงพูดบ้าง ปีนี้เขาอายุแปดขวบ รูปร่างอ้วนท้วนจ้ำม่ำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าอาหารการกินดีเยี่ยมเพียงใด
“นี่คือยาพิษพ่ะย่ะค่ะ!” องค์ชายรองอวิ๋นอี้จ้งวางยาพิษเม็ดนั้นลงบนมือของแม่นมจาง ปีนี้เขาอายุเก้าขวบ รูปร่างสง่างาม ทั้งยังมีความกล้าหาญและสติปัญญาเฉียบแหลม
แม่นมจางรับยาพิษที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ พลางปรายตามองอวิ๋นลั่วเสวี่ยด้วยสายตาเ็า “องค์ชายทุกพระองค์โปรดเสด็จกลับไปก่อนเถิดเพคะ รอให้บ่าวทูลรายงานฝ่าาแล้ว ย่อมต้องมีคำอธิบายให้กระจ่าง องค์หญิงน้อยใกล้จะบรรทมแล้วเพคะ”
อวิ๋นอี้ป๋อ อวิ๋นอี้จ้ง และอวิ๋นอี้ซูพยักหน้า ก่อนจะปล่อยตัวอวิ๋นลั่วเสวี่ยเป็อิสระ พวกเขารู้ดีว่าน้องสาวยังเป็ทารกอยู่ ้าการพักผ่อนอย่างเต็มที่
อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนตะแคง พลางเอียงคอมองแม่นมจางอยู่บนเตียง ภายในใจพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใช่ ๆ ฉันยังเป็ทารกอยู่ ้าการนอนหลับพักผ่อนมากที่สุดเลย
ทารกน้อยระบายยิ้มบาง ๆ กำลังจะหลับตาลงเพื่อเตรียมตัวไปดื่มด่ำกับความฝันอันหอมหวาน ทว่าจู่ ๆ ก็ถูกเสียงะโอันดังกึกก้องแผดกระแทกหู จนสะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว!
“อ๊ะ จริงสิ!” องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่