เข้าห้องฝึกปราณนั่งสมาธิเพื่อฝึกฌานทันที กังหลงโยนโอสถปราณเมฆินทร์เข้าปากพร้อมกันสองเม็ด ฤทธิ์โอสถกระจายสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว ผ่านไปครึ่งชั่วยามจิตดิ่งเข้าสู่ห้วงทะเลแห่งจิต อักขระความรู้ที่ได้รับการปลดผนึกมากมายและเม็ดพลังที่คลายผนึกต่างถูกย่อยสลายจนหมดสิ้น ไหลพรั่งพรูเข้าสู่ห้วงสมองจนกังหลงรู้สึกมึนงงเหมือนสมองพองโตปานจะระเบิด หลังจากเรียบเรียงซึมซับจนหมดสิ้น นับว่าได้รับประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นอีกมหาศาล
ในส่วนความรู้ด้านโอสถ แม้กังหลงพบเจอนักปรุงโอสถระดับหกลงลงมา หากได้พูดคุยสนทนาโต้แย้งเกี่ยวกับโอสถกันภายในอาณาจักรเนตรอสูรตนย่อมมิเป็นสองรองผู้ใด ส่วนด้านการปรุงโอสถขอแค่ให้ตนได้มีเวลาฝึกฝนการปรุง เพิ่มความชำนาญในการควบคุมเปลวไฟ ก็คงพอจะต่อสู้แข่งขันในเชิงโอสถกับนักปรุงโอสถระดับหกได้โดยมิเพลี่ยงพล้ำอย่างแน่นอน
จวบจนใกล้สว่างเมื่อดูดซับความรู้ที่ย่อยสลายได้จนหมดสิ้น เกิดเสียง "แคร่ก' ดังขึ้นในห้วงจิต ได้บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในทะเลแห่งจิตอีกครั้ง ขอบเขตทะเลแห่งจิตได้ยืดขยายเพิ่มออกไปอีกหนึ่งส่วน
ทันใด ! กึ่งกลางทะเลแห่งจิตได้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่หมุนวน และเริ่มดูดกลืนพลังวิญญาณเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ตันเถียนได้รับผลกระทบเช่นกันเมื่อฤทธิ์โอสถเมฆินทร์ถูกรวบรวมมาที่นี่ มีการยืดขยายขนาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน "ครึ่ก" พลังปราณจากการย่อยสลายเม็ดพลังรวมกับพลังจากโอสถไหลลงสู่จุดตันเถียน ไหลเวียนเข้าสู่จักระทั้งเจ็ดเกิดแสงระยิบระยับพร้อมกันและถ่ายเทพลังปราณต่อไปยังจุดชีพจรต่าง ๆ ทั้งห้าสิบสี่จุด เกิดกระแสเชื่อมต่อหมุนวนโคจรอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นชีพจรหนาขึ้นพลังปราณยิ่งหนาแน่น
รูขุมขนทั่วร่างเปิดออกทั้งหมด แรงดูดยิ่งเพิ่มขึ้น ปราณฟ้าดินและพลังวิญญาณรอบกายกังหลงถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว แรงดูดเริ่มแผ่ขยายกว้างออกไปเรื่อย ๆ จากห้าเมตรเป็น....สิบ...ยี่สิบ...ห้าสิบ...หนึ่งร้อย...ห้าร้อย...หนึ่งพัน...สองพัน... ...สองพันห้าร้อยเมตร
ขณะเดียวกันหลุมดำในทะเลแห่งจิตก็หมุนวนเร็วจี๋และยิ่งดูดกลืนอย่างรุนแรงอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน ส่งผลให้พลังวิญญาณในรัศมีสองพันห้าร้อยเมตรถูกดูดกลืนจนแทบหมดสิ้น ทำให้เกิดเหตุการณ์พายุปั่นป่วนแผ่นดินสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหวภูเขาจะถล่มได้มาเยือนขึ้นอีกครั้งในภายนอก สร้างความโกลาหลแก่เมืองเหอหนานจนผู้คนต่างอกสั่นขวัญหาย หวาดวิตกคิดไปต่าง ๆ นา ๆ จนโจษจันกันไปทั่ว ดีที่ความปั่นป่วนนี้เกิดขึ้นเพียงสองร้อยลมหายใจก็พลันสงบลง
ฝ่ายกังหลงนั้นมิได้รับรับรู้ถึงเหตุการณ์ภายนอกแต่อย่างใด เมื่อหลุมดำในทะเลแห่งจิตหายไปได้สัมผัสถึงขอบเขตแห่งจิตที่ขยายขึ้น ขณะนี้สามารถรับรู้สัมผัสได้ไกลออกไปถึงสองพันห้าร้อยเมตร รับรู้ได้แม้กระทั่งเสียงใบไม้ตก บัดนี้ในศีรษะจึงได้ยินถึงเสียงจอแจ ต่าง ๆ
"เกิดอาเพศใดกัน เมืองเหอหนานถึงเกิดแผ่นดินไหวพายุปั่นป่วนตั้งสองคราแล้ว ?'
"ข้าว่าต้องมีคนไปลบหลู่ทวยเทพผีป่าบนเทือกเขาหลังโรงเตี้ยมแชย์ฮ้วงเป็นแน่แท้ถึงเกิดเหตุแบบนี้มาตักเตือน!!"
"แต่แปลกเหมือนพลังปราณฟ้าดินและพลังวิญญาณในบริเวณใกล้เคียงนี้สูญหายไปหมดสิ้น !!"
"เห็นทีต้องรวบรวมผู้คนไปบวงสรวงขอขมาในการล่วงเกินแล้ว!!"
".........."
เสียงพ่อค้าแม่ค้าชาวบ้านธรรมดาพูดพร่ำกันโหวกเหวก
"เอ๊ะ !! หรือจะมีผู้ฝึกยุทธท่านใดมีการเลื่อนระดับ แต่ถ้าแค่การเลื่อนระดับธรรมดาก็มิน่าจะเกิดเหตุแปรปรวนรุนแรงถึงระดับนี้ได้!!"
"เห็นทีต้องลองตรวจสอบดูบ้างแล้ว ปราณฟ้าดินและพลังวิญญาณในรัศมีสองลี้ครึ่งหายไปหมดสิ้นเช่นนี้น่าจะมิใช่เหตุการณ์ปกติตามธรรมชาติแล้ว !!"
เสียงผู้ฝึกยุทธจำนวนหนึ่งพูดคุยกัน
เมื่อได้ยินเสียงต่าง ๆ เหล่านี้กังหลงถึงกับหน้าเจื่อนไป เพราะทราบว่าเหตุโกลาหลทั้งปวงเหล่านี้ล้วนมาจากตนเป็นต้นเหตุ จึงรำพึงกับตนเองเบา ๆ
"มินึกว่าการยกระดับฝีมือทั้งทางปราณและทางจิตวิญญาณครานี่จะสร้างความปั่นป่วนถึงขั้นนี้ได้!!..เห้อ..!! คราวหน้าเห็นทีต้องหาที่มิดชิดห่างไกลผู้คนเพื่อยกระดับพลังฝีมือแล้ว!!ผู้ฝึกยุทธคนเมื่อกี้ที่สามารถสัมผัสถึงการหายไปของพลังวิญญาณในรัศมีสองลี้ครึ่งน่าจะอยู่ที่ระดับปราณมิด้อยกว่าปราณขุนพลขั้นครึ่งก้าวสู่ราชันย์เป็นแน่ ไฉนอาณาจักรเนตรอสูรถึงกับมียอดฝีมือระดับนี้ได้ก่อนหน้านี้เคยทราบมาจากท่านพ่อว่าอาณาจักรเนตรอสูรมีผู้ที่มีระดับปราณสูงสุดเพียงแค่ปราณขุนพลระดับห้าขั้นสุดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง และส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นผู้นำของตระกูลใหญ่ ๆไม่กี่ตระกูลหรือข้อมูลที่ได้มาจะผิดพลาดไป"
"ส่วนตัวข้าย่อมแตกต่างไปจากผู้อื่นมิอาจนำมานับรวมกันได้เพราะข้าได้รับการส่งเสริมจากท่านอาจารย์ที่มิทราบเป็นยอดคนจากที่ใด ตอนนี้ระดับปราณยุทธของข้ามาถึงปราณราชันย์ระดับแปดขั้นสุดพลังจิตวิญญาณข้าเพิ่มขึ้นอีกระดับ คงพอจะฝืนปรุงโอสถยกระดับปราณสยบนภาโอสถระดับหก ระดับสูงได้แล้ว โอกาสที่จะยกระดับปราณไปถึงปราณจักรพรรดิ์คงอีกไม่ไกลสิ่งที่ท่านอาจารย์มอบและฝากไว้จะได้ใช้งานซะทีมิต้องทำได้เพียงเฝ้ามองแต่มิอาจทำอันใดได้เช่นก่อนหน้านี้ "
"ฝึกฝนครานี้กินเวลาไปเกือบครึ่งคืนแต่ผลที่ได้นับว่าน่าพอใจ รอเสร็จเรื่องราวต่าง ๆต้องกลับไปตำหนักนิลกาลจน์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ให้หมดสิ้น การทดสอบของสมาคมโอสถวันนี้มิทราบต้องเจออันใดบ้าง หากของรางวัลมีค่าพอคงต้องแสดงความสามารถสักเล็กน้อยแต่ก็มิอาจเปิดเผยความสามารถทั้งหมดออกมาได้ท่านอาจารย์ย้ำบอกให้ปกปิดความสามารถที่แท้จริงไว้ให้มากที่สุด บอกว่าการโอ้อวดมักนำพามาซึ่งปัญหามากมาย !! มิทราบเป็นเพราะเหตุใดกัน"
หลังเตรียมตัวพร้อมกังหลงสวมใส่ชุดขาวเยี่ยงนักศึกษาเช่นเคยกังหลงออกจากที่พักสอบถามสถานที่ทดสอบและเส้นทางที่แน่ชัด ก่อนมุ่งหน้าสู่สถานที่ทดสอบทันที
สถานที่ทดสอบเป็นเวทีประลองของเมืองเหอหนานซึ่งอยู่ใกล้หอสุรางค์สวรรค์ กังหลงมาถึงลานประลองประจำเมืองพิจารณาดูเนื่องจากก่อนห้านี้ตนเป็นนายน้อยขยะของตระกูล มิค่อยได้ออกไปนอกตระกูลมิค่อยได้เข้าเมือง เพียงอยู่อย่างหลบหน้าหลบตาผู้คนเท่านั้นยามมาพบเจอลานประลองของผู้กล้าจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจมิน้อย นี่นับเป็นคราแรกของกังหลงที่มีโอกาสได้เจอลานประลองยุทธที่มีความมโหฬารเช่นนี้
ลานประลองมีบริเวณขนาดเกือบสองร้อยก้าวเป็นวงรีวางแนวยาวจากเหนือไปใต้ มีอัฒจันทร์เป็นชั้นๆ เจ็ดชั้นล้อมรอบนั่งเต็มไปด้วยผู้คน ลุ่มลึกลงไปเป็นเวทีประลองใหญ่ขนาดร้อยก้าวขณะนี้มีผู้คนรุ่นราวคราวเดียวกับตนเกือบสามร้อยคนยืนเข้าแถวยาวเหยียด ด้านตะวันออกของอัฒจันทร์นั่งไวด้วยผู้สูงวัยสวมชุดเขียวมรกตห้าคนกึ่งกลางนั่งไวด้วยชายชราร่างสูงใหญ่หน้าออกมีดาวทองเต็มห้าดวงส่วนคนที่เหลือมีห้าดาวเช่นกันแต่ดวงที่ห้ามีสีทองเพียงครึ่งดวง คนกึ่งกลางนั่งกอดอกหลับตาคล้ายมิสนใจผู้ใด มิแยแสสิ่งใดในสายตา จากท่าทางคงเป็นผู้นำของคนชุดเขียวมรกตเหล่านี้
จู่ ๆ เสียงจอแจได้เงียบลงสัมผัสได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น กังหลงมองเห็นคนรอบข้างต่างหันไปในทิศทางเดียวกัน แต่ละคนต่างยืนปากอ้าตาค้าง กังหลงหันตามไปยังทิศทางเดียวกันจึงพบว่าด้านฝั่งตะวันตกที่เป็นหอสุรางค์สวรรค์...