บทที่ 13 ยาพลังดวงดาว
“ปิดปากให้สนิท แตะลิ้นที่เพดานปาก หายใจเข้าทางจมูก จากนั้นให้คำรามออกมาเหมือนพยัคฆ์ ให้พลังดวงดาวโคจรเป็วงกลม”
บนจอภาพ หุ่นจำลองของสาวงามเริ่มอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ
เทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำรามเป็ศาสตร์การฝึกฝนโบราณของต้าเซี่ย
ผู้คิดค้นคือกึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่เมื่อสามร้อยปีก่อน ต่งว่านชวน
กึ่งเทพต่งว่านชวนผู้นี้ เป็ผู้สืบทอดวิชาจากวรยุทธ์โบราณต้าเซี่ย มีความสามารถที่โดดเด่น พร้อมด้วยพร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติก็ผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งเคยช่วยผู้คนหลายล้านจากเขี้ยวเล็บของสัตว์ร้ายจากดวงดาวมาแล้ว
ถึงกระนั้น หม้อดินเผาไม่อาจอยู่รอดปลอดภัยจากปากบ่อได้ แม่ทัพใหญ่ย่อมสิ้นชีวิตในสนามรบ*[1]
ในาครั้งใหญ่ปี 2245 เพื่อปกป้องฐานหลานฝู่ที่มีประชากรหลายสิบล้านคน เขาได้สละชีวิตเพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้ายระดับหก ‘สัตว์ร้ายขวานสายฟ้า’ จากดวงดาว
กึ่งเทพต่งว่านชวนได้ทิ้งตำราการฝึกฝนโบราณไว้มากมาย
ซึ่งส่วนใหญ่สูญหายไปในไฟา
มีเพียงบางส่วนที่ยังคงเหลือสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ทว่า วิชาโบราณนั้นไม่เหมาะกับระบบผู้ฝึกยุทธ์แห่งดวงดาวที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จึงถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
แต่ ‘เทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม’ ซึ่งเป็วิชาย่อยในตำนานของกึ่งเทพว่านชวน กลับได้รับการสืบทอดต่อกันมา เพราะวิชาดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ฝึกฝนขั้นพื้นฐาน
ถึงอย่างนั้น ในยุคที่ตระกูลใหญ่วิชาหลักต่าง ๆ วิชาระดับสามอย่างเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม ก็ยังหาได้ยากมากในฐานเล็ก ๆ อย่างหลิวเหอ
การที่จงหยวนซานได้ศาสตร์การหายใจที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ คงต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง
ต้องเป็ขั้นกลั่นดาราระดับสองขึ้นไปเท่านั้น จึงจะฝึกวิชาระดับสามได้
ก่อนหน้านี้ หลี่เซี่ยวเฟยได้บรรลุสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสองระหว่างการต่อสู้ ตอนนี้จึงมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข
หลังจากดูวิดีโอ [เทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม] จบ หลี่เซี่ยวเฟยก็เปิดวิดีโอ [วิชากระบี่สายลม] และ [ย่างก้าววายุ] ดูต่อทันที
อย่างแรกเป็วิชากระบี่ประจำตัวของจงหยวนซาน วิชากระบี่ระดับสี่
ส่วนหลังเป็ตำราลับวิชาย่างก้าว เทคนิคการเคลื่อนไหวระดับสี่
จงหยวนซานอาศัยเทคนิคการต่อสู้สองประเภทนี้ สร้างชื่อเสียงโด่งดังเป็อันดับสองในสลัม
เมื่อดูวิดีโอทั้งสามชุดจบ หลี่เซี่ยวเฟยก็ใคร่ครวญว่าจะเลือกฝึกอะไรก่อนดี
“ตอนนี้ฉันมีเวลาเพียงสามวัน”
“รวมกับเวลาสามสิบวันในวิหารแห่งกาลเวลา ก็เป็สามสิบสามวันเท่านั้น”
“งั้นคงต้องเน้นการฝึกเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำรามก่อนเป็อย่างแรก”
“ตราบใดที่ขั้นพลังดวงดาวสูงขึ้น ฉันก็จะสามารถควบคุมพลังหมัดวัชระได้ดียิ่งขึ้น”
“เมื่อเทียบกับพลังหมัดวัชระแล้ว พลังของกระบี่สายลมและย่างก้าววายุนั้นแตกต่างกันมาก”
เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเอง ภาพในวิดีโอก็เปลี่ยนไป
จงหยวนซานปรากฏตัวบนหน้าจอ พลางแย้มยิ้มอย่างใจดี
“เด็กน้อย การที่แกได้ดูวิดีโอนี้ ก็แสดงว่าอาจารย์ได้ตายไปแล้ว”
“ตลอดมา อาจารย์คิดกับแกไม่ต่างจากลูกชายคนหนึ่ง”
“แม้ว่าแกจะไม่ค่อยฉลาดนัก มักถูกล้อว่าเป็คนโง่อยู่บ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วอาจารย์รู้ดีว่าร่างกายของแกนั้นมีพร์อย่างมาก มีโครงร่างที่ยอดเยี่ยมในการฝึกฝนวิชาโบราณ”
“ดังนั้น ใน่หลายปีมานี้ อาจารย์จึงให้แกอดทนฝึกเพียงพื้นฐาน โดยไม่ได้ถ่ายทอดวิชาหรือหัวใจสำคัญที่สูงกว่าให้”
“ตอนนี้ พื้นฐานของแกมั่นคงพอแล้ว”
“อาจารย์เชื่อว่าแกคงจะได้รับเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม วิชาเพลงกระบี่ และย่างก้าววายุที่ฉันทิ้งไว้ให้แล้ว”
“นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้เตรียมของขวัญไว้ให้แกอีกอย่างหนึ่ง มันอยู่ในตู้เซฟหมายเลขสอง”
“จงใช้สิ่งที่อาจารย์เตรียมไว้ให้เพื่อยกระดับพลังของแก รวมถึงปกป้องกองกำลังเมฆาและดูแลหลิงเอ๋อร์ให้ดี”
“และดูแลตัวเองด้วย”
“จำไว้ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไร จงรักษาความเป็นักรบโบราณแห่งต้าเซี่ย และเป็คนดีไว้เสมอ”
จงหยวนซานหัวเราะแล้วโบกมือลา จากนั้นวิดีโอก็จบลง
อาจารย์!
หลี่เซี่ยวเฟยซาบซึ้งในหัวใจ
เขาเดินไปที่ตู้เซฟหมายเลขสองแล้วเปิดออก
“นี่คือ… ยาพลังดวงดาว?”
หลี่เซี่ยวเฟยใมาก
เขาหยิบหลอดแก้วทั้งสี่อันออกมาจากตู้เซฟ
ข้างในมีของเหลวสีฟ้าอ่อน
นี่คือ ‘ยาพลังดวงดาว’ ระดับสาม
การดูดซับ ‘ยาพลังดวงดาว’ และหลอมรวมพลังนั้น ก็จะสามารถเพิ่มพลังดวงดาวได้
มันคือสมบัติอันล้ำค่าในการฝึกฝน ซึ่งหาได้ยากในสลัม
แต่ละขวดมีมูลค่าไม่น้อย
หลี่เซี่ยวเฟยไม่คาดคิดว่า จงหยวนซานจะเตรียมของขวัญที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ให้กับตน
ความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตร ย่อมคำนึงถึงอนาคตข้างหน้า
จงหยวนซานคิดกับหลี่เซี่ยวเฟยดั่งลูกชายแท้ ๆ
ตั้งใจและทุ่มเทให้อย่างแท้จริง
“อาจารย์ครับ ความปรารถนาสุดท้ายของท่าน ผมจะจดจำไว้”
“วางใจเถอะครับ ผมต้องทำให้ได้อย่างแน่นอน”
เขาให้คำสาบานในใจ
ชักช้าไม่ได้แล้ว
หลี่เซี่ยวเฟยเริ่มการฝึกฝนทันที
‘เทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำราม’ เป็การจำลองการหายใจของเสือโคร่ง
ระหว่างการหายใจ ต้องรวมพลังดวงดาวไว้ที่ตันเถียน
โคจรพลังดวงดาวภายในตันเถียนแล้ว หายใจกระทบกับเส้นเสียง ทำให้เกิดการสั่นะเืตรงช่องท้อง โพรงอก และโพรงปาก!
สามเสียงสะท้อน!
วิธีนี้จะทำให้ช่องท้องผ่อนคลายสูงสุด พร้อมส่งเสียงคำรามที่ก้องกังวาน สง่างาม และน่าเกรงขาม
วิธีการอธิบายในวิดีโอละเอียดมาก ราวกับอาจารย์มาบรรยายด้วยตนเอง
วิธีฝึกฝนสมัยใหม่แบบนี้เข้าใจง่ายกว่า หมัดวัชระที่เป็คัมภีร์สมัยโบราณอย่างมาก
หลี่เซี่ยวเฟยสามารถเข้าใจวิธีการหายใจนี้ได้อย่างรวดเร็ว
โคจรพลังดวงดาวให้เชื่อมโยงถึงกัน
พลังดวงดาวที่อยู่ในร่างกายโคจรผ่านเส้นลมปราณเส้นแล้วเส้นเล่า
ภายใต้การควบคุมอย่างละเอียดอ่อนของหลี่เซี่ยวเฟย พลังดวงดาวที่เก็บไว้ในตันเถียนจะโคจรผ่านโพรงเสียงทั้งสาม
ระหว่างหายใจก็ส่งเสียงคำรามของเสือออกมา
โพรงทั้งสามจะสั่นะเื ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ เืและกระดูก
หลี่เซี่ยวเฟยไม่รู้ตัวว่า ตนเองได้จมอยู่ในการฝึกฝนแล้ว
ในสำนักงานเกิดเสียงคำรามของเสือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ราวกับว่าภายในนั้นได้คุมขังเสือโคร่งที่ดุร้ายเอาไว้
…
สำนักงานใหญ่กองกำลังโลหิตทมิฬ
ห้องฝึกฝนลับสุดยอด
ตู๋กูเชวียสูงประมาณเกือบสองเมตร ยืนอยู่ในท่าฟันดาบด้วยสองมือ กวัดแกว่งไม่หยุดหย่อน
เปรี๊ยะ!
กระแสไฟฟ้าที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไหลไปตามกล้ามเนื้อบนร่างกายเปลือยเปล่าและแข็งแกร่งของเขา
ฟันออกไปหนึ่งครั้ง
กระแสไฟฟ้าก็กลายเป็แสงดาบ โจมตีออกไปสี่ถึงห้าเมตร
ประกายดาบวาววับ
แท่งเหล็กสี่แท่งที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งเมตร พลันขาดออกจากกันโดยไร้เสียง
รอยตัดเรียบราวกระจก
“การไหลเวียนของพลังดวงดาวราบรื่น... ในที่สุดก็บรรลุสู่ขั้นกลั่นดาราระดับหก”
รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าของตู๋กูเชวีย “ในที่สุดก็สามารถท้าทายอันดับหนึ่งบนอันดับยอดฝีมือในสลัมอย่างอู่พั่วเทียนได้แล้ว”
เขาดื่มยาพลังดวงดาวราคาแพงเข้าไป
พลังงานทั่วร่างได้รับการเติมเต็มอย่างรวดเร็ว
ตู๋กูเชวียก้มลงมองร่างกายของตัวเอง
ิับริเวณแขนและขา แต่ละข้างได้ปลูกถ่ายกระดูกสัตว์ร้ายจากดวงดาวระดับหนึ่งประเภทความเร็วอย่าง [ตั๊กแตนตำข้าวสายฟ้า] พร้อมกับจารึกอักขระวิเศษเอาไว้ ทำให้เขาได้ทักษะการต่อสู้ใหม่ที่ทรงพลังอย่าง ‘ดาบประกายอัสนี’
นี่คือวิถีการต่อสู้แบบใหม่
การปลูกถ่ายเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้แข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับวิถีโบราณของต้าเซี่ยที่ต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากเป็เวลานาน ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จึงไม่เหมาะกับยุคสมัยใหม่อีกต่อไป ทำให้ถูกละทิ้งไปนานแล้ว
แต่ในประเทศกลับมีพวกคนหัวแข็งอยู่ไม่น้อยที่ยังยึดติดอยู่กับของเดิม ๆ
“สิ่งของที่ถูกกาลเวลาลบเลือนไป ไม่ว่าแต่ก่อนจะเคยรุ่งเรืองขนาดไหนก็ควรถูกเขี่ยทิ้ง”
ตู๋กูเชวียแสยะรอยยิ้มเย็นเยียบ
“และทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มที่สลัมแห่งนี้”
ปัง!
ประตูถูกเปิดออก
เขาเดินออกจากห้องลับ
“ขอต้อนรับนายน้อยออกจากการเก็บตัว”
“ขอต้อนรับท่านรอง”
นักรบในชุดสีดำหลายร้อยคนโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียง
น่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ ลูกชายของฉันออกจากการเก็บตัวเร็วกว่ากำหนด หรือว่าจะประสบความสำเร็จในการเลื่อนขั้นแล้วเหรอ?”
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำเสมือนหอคอยเหล็ก เดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะ
เขาคือ ผู้นำกองกำลังโลหิตทมิฬ ตู๋กูอี้หลง
ยอดฝีมืออันดับสามในสลัมของเมืองฐานทัพหลิวเหอ
[1] หม้อดินเผาไม่อาจอยู่รอดปลอดภัยจากปากบ่อได้ แม่ทัพใหญ่ย่อมสิ้นชีวิตในสนามรบ เปรียบเปรยว่า แม้จะเก่งกล้าสามารถเพียงใด ก็ไม่อาจหนีพ้นความตายได้