บทที่23 โลกหนึ่งใบ สัจธรรมสองด้าน
เด็กหญิงวัยสิบขวบร่างบอบบางได้ระหกระเหเร่ร่อนเดินทางไกลเพื่อมุ่งขึ้นสู่แดนตะวันออกของแผ่นดินใหญ่หลังจากสอบถามผู้คนตลอดรายทางจนเป็ที่แน่ชัดถึงที่ตั้งของนิกายเทวะวจนะ นางก็มุ่งมั่นแลตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะไปให้ถึงเดินทางผ่านหลายเมือง กินเวลาไปหลายวัน อาศัยผืนปฐีเป็เตียงนอน มีแผ่นฟ้าแทนผ้าห่มใช้ชีวิตอย่างระกำลำบากจนยากจะประมาณได้ เนื่องเพราะบนตัวนางหาได้มีทรัพย์สินใดไม่เวลาหิวจึงอาศัยผลไม้ป่ากินเพื่อประทังชีวิต สภาพของนางตอนนี้จึงดูผอมแห้งตอบลึกแลซูบเซียวเป็อย่างมากเสื้อผ้าชุดคลุมเปอะเปื้อนมอมแมมมิต่างจากขอทานน้อยผู้ยากไร้นางหนึ่ง
เด็กหญิงผู้นี้ย่อมเป็ฮุ่ยไป๋หลังจากที่ประสบกับเื่ะเืใจแลทุกข์ทรมานใจเป็ที่สุด นางจึงมองชีวิตที่ระกำลำบากตรงหน้าเป็เพียงเื่เล็กน้อยด้วยั์ตาของนางคงไว้แต่ความแค้นที่ลึกล้ำ ซ้ำยังมีแต่ความเ็าที่เกินกว่าแววตาของเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันจะมีได้ชีวิตนี้ของนางคล้ายมิอาจอยู่เพื่อความสุข แต่นางจะรับเอาแต่ความทุกข์เพื่อสะสมเป็ความแค้นให้สลักลึกไปถึงจิตใจ!
ฮุ่ยไป๋ล้วงปิ่นหยกดำที่สลักไว้ด้วยค่ายกลแห่งวารีออกมาพินิจมองยิ่งได้เห็นได้ัั ร่างซูบผอมยิ่งดูสั่นสะท้านเป็อย่างมาก แววตาก็ยิ่งเจือไปด้วยจิตสังหารมือที่ถือปิ่นหยกดำกำแน่นจนสั่นพร่า เนิ่นนานนางจึงพริ้มตาลงเก็บปิ่นหยกคืนกลับสู่อกเสื้อคนทิ้งตัวลงที่ข้างศาลเ้าร้างแห่งหนึ่ง คิดอาศัยที่นี่เป็สถานที่หลบนอนสำหรับค่ำคืนอันแสนยาวนานนี้
ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยถึงยามห้ายแล้ว(21.00 – 22.59 น.) ฮุ่ยไป๋จึงเลือกที่จะพักผ่อนหลับนอนที่ศาลเ้าร้างอันเปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ทุกค่ำคืนนางแทบมิอาจข่มตาหลับ เพราะทุกครั้งที่นางหลับตา ภาพของกระบี่ที่แทงทะลุร่างของฮุ่ยจวินพร้อมกับการร่วงตกสู่หุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้นของชายหนุ่มจะผุดขึ้นในห้วงแห่งความทรงจำนางเสมอซึ่งนั่นก็จะทำให้หยาดประกายอันใสกระจ่างบนั์ตาของนางหลั่งริน แต่เด็กหญิงที่อายุเพียงสิบขวบนี้นางกลับอดกลั้นมิให้ตนร้องไห้โฮ นางรู้ตนว่าร้องไห้มามากพอแล้ว นางจะมิให้น้ำตาชำระล้างภาพเหล่านี้ไปจากใจเด็ดขาดนางจะต้องใช้เืล้างด้วยเืนี่จึงจะทำให้จิตใจของนางจรรโลงมาได้บ้าง และให้การตายของมันได้รับความเป็ธรรมคืนกลับ
เมื่อนอนไม่หลับหากมีฮุ่ยจวินที่ข้างกายมันมักจะท่องบทประพันธ์บทหนึ่งแทนการเล่านิทานให้นางฟังเสมอนางจึงพึมพำเอื้อนเอ่ยบทประพันธ์บทนั้นที่นางเคยได้ยินได้ฟังจากมันมาั้แ่ยังเล็ก
“เถาิซานขวางกั้นหมื่นลี้ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่…
…จันทราสาดกระทบสุริยันส่องต้อง มองมิเห็นความงาม
...เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตามความวิลาสนั้นจึงปรากฏ”
เมื่อเอื้อนเอ่ยบทประพันธ์จิตใจก็เสมือนถูกขับกล่อม คล้ายดั่งว่ามีฮุ่ยจวินมากระซิบที่ข้างหู จิตใจจึงผ่อนคลายลงไปได้บ้างและก็เป็อีกคืนที่ทำให้นางข่มตาหลับได้ลง
ค่ำคืนอันแสนหนาวเหน็บทั้งกายและใจผ่านพ้นไปอย่างยากลำบากเมื่อเสียงวิหคบนผืนนภาขับขาน เมื่อแสงแรกแห่งอรุณได้มาเยือน กอปรกับเสียงฝีเท้าของผู้คนที่เดินเพ่นพล่านไปมาก็ได้ปลุกให้ฮุ่ยไป๋ลืมตื่นขึ้นมา
มืออันน้อยๆ ยกขึ้นมาขยี้ที่ั์ตาทั้งสองข้างกลิ่นกำจายของหมั่นโถวลูกหนึ่งก็ลอยมากระทบจมูก นางจ้องมองไปบนพื้น พบว่าที่พื้นตรงหน้าของตนมีหมั่นโถวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นและมีไอระเหยกำจายออกมาวางอยู่ฮุ่ยไป๋เสมอมากินแต่ผลไม้ป่า พอมีอาหารตรงหน้าจึงกลืนน้ำลายอึก นางเหลียวซ้ายแลขวามองหาเ้าของหมั่นโถวที่อาจทำตกแต่รอจนเนิ่นนานแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตัว นางจึงเอื้อมมือหยิบหมั่นโถวลูกดั่งกล่าวขึ้นมาพร้อมกับรีบเดินจากไป
แท้จริงหมั่นโถวลูกนั้นเป็ผู้อื่นให้นางไว้ด้วยสภาพของนางดูมิต่างจากขอทาน ทั้งยังเป็เพียงเด็กหญิงที่น่าสงสาร จึงมีคนเห็นใจและวางหมั่นโถวไว้ให้แต่ความเห็นใจนี้กลับไปสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าขอทานเ้าถิ่น พวกมันเห็นขอทานน้อยแปลกหน้ากลับกล้าเข้ามาหากินในเขตพื้นที่พวกตนเพียงลำพังเสมอมาเพียงมีพวกมันแค่กลุ่มเดียวก็ต้องอดอยากแลขอเศษอาหารได้บ้างมิได้บ้างแล้ว วันนี้ยังจะมีขอทานน้อยเพิ่มขึ้นมาแย่งชิงอาหารของพวกมันอีกเช่นนั้นพวกมันจึงต่างพากันติดตามนางไปด้วยความเดือดดาล
ตามไปจนลับสายตาผู้คนกลุ่มขอทานนับสิบเหล่านี้ก็วิ่งกระโจนเข้าไปล้อมรอบกายของฮุ่ยไป๋ไว้ ฮุ่ยไป๋เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวถาม
“พวกท่านขวางข้าทำไม"
หนึ่งในกลุ่มขอทานเ่าั้ชี้ไม้เท้าออกมา
“ขอทานน้อยเ้ากล้ามากที่มาหากินในถิ่นของพวกเรา"
ฮุ่ยไป๋ส่ายศีรษะอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“ข้ามิใช่ขอทาน"
ขอทานผู้นั้นถลึงตาชี้ไม้เท้าแล้วตวาดก้อง
“ผายลมแล้วในมือเ้าคืออันใด เห็นอยู่กับตาว่าแย่งพื้นที่หาอาหารของพวกข้ายังทำเป็ปากดีแลไขสืออยู่อีก"
ฮุ่ยไป๋มองหมั่นโถวในมือ
“ข้าไม่ได้แย่งชิงจากใครและนี่มันก็เป็ของข้า"
ขอทานสตรีผู้หนึ่งกล่าวแทรก
“นังเด็กนี่หัวแข็งและปากกล้าสั่งสอนมันให้หลาบจำ เอาให้ขาหักไปข้างจะได้มิกล้ามาขอทานในที่แห่งนี้อีก!"
กล่าวจบเหล่าขอทานนับสิบที่เป็ทั้งบุรุษและสตรีต่างก็เงื้อไม้เท้าในมือขึ้นพร้อมฟาดเข้าใส่ฮุ่ยไป๋อย่างรุนแรงจนฮุ่ยไป๋ต้องกลิ้งตัวหลบวิถีของไม้เท้าที่ฟาดออกมา แต่ด้วยถูกปิดล้อม กอปรกับถูกไม้เท้าหลายทิศทางตีเข้ามานางจึงถูกหวดไปหลายครั้ง ร่างปวดระบมและล้มคมำลงสู่พื้น ซึ่งจังหวะที่ล้มลง บังเอิญแผ่นป้ายหยกขาวที่ธรรมบาลมุทรามอบให้ร่วงหล่นกระจัดกระจายไปคนละทิศทางกับหมั่นโถวและปิ่นหยกดำซึ่งสลักไว้ด้วยลวดลายแห่งค่ายกลแต่จิตของฮุ่ยไป๋เพียงจ้องอยู่ที่ปิ่นหยกดำ นางจึงมิได้มองเห็นว่าป้ายหยกขาวก็ร่วงหล่นไปแล้ว
ขอทานผู้หนึ่งซึ่งอยู่วงนอกสุดเห็นแผ่นป้ายหยกขาวกระเด็นออกมามองดูว่าน่าจะมีราคาค่างวดมิน้อยจึงมองซ้ายแลขวาก่อนหยิบมันขึ้นมาแล้วแอบย่องกายจากไปส่วนขอทานคนอื่นล้วนหิวโหยเป็อย่างมาก สายตาของพวกมันจึงเอาแต่จ้องมองที่หมั่นโถวเพียงหมั่นโถวก้อนนั้นร่วงหล่น พวกมันก็รุมทึ้งเข้าหาแล้วเยื้อแย่งกันทันที
มีเพียงหัวหน้าขอทานเ่าั้ที่จ้องอยู่ที่ปิ่นหยกดำซึ่งดูจะพิเศษและมีราคามิน้อยมันจึงทะยานเข้าไปหาคิดคว้าเอาขึ้นมา
ปิ่นหยกดำเป็สิ่งเดียวที่จะทำให้ฮุ่ยไป๋ติดตามไปถึงตัวของสตรีนางนั้นที่สังหารฮุ่ยจวินเช่นนั้นจึงเป็สิ่งที่นางหวงแหนเป็ที่สุด จึงเข้าไปฉุดยึดยื้อแย่งกับขอทานผู้นั้นอย่างไม่ยินยอม
“นังเด็กบ้าปล่อยมือเดี๋ยวนี้!"
“นี่คือของสำคัญของข้าพวกท่านไม่มีสิทธิ์แย่งไป”
ขอทานผู้นั้นถลึงตา
“หากข้าอยากได้ก็ต้องได้ขอทานน้อยที่ไร้ซึ่งกำลังอย่างเ้าจะทำไรได้ ข้าไม่รู้ว่าเ้าใช้ความน่าสงสารใดจึงได้รับสิ่งล้ำค่านี้มาแต่ข้าจะใช้กำลังแย่งไปจากเ้าเอง!”
ฮุ่ยไป๋ยิ่งฟังยิ่งเดือดดาลโลกแห่งนี้แม้แต่ชนชั้นขอทานก็มิพ้นเอาความแข็งแกร่งกว่ามาเป็เครื่องข่มเหงรังแกผู้อื่นนับแต่นางได้ระหกระเหเร่ร่อน ยิ่งทำให้นางได้ทราบถึงจิตใจอันดำมืดของผู้คนทั้งสิ้นไม่เพียงแต่ผู้มีอำนาจเท่านั้นที่ชั่วร้าย แม้แต่เหล่าขอทานที่แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นขึ้นมาหน่อยก็ยังชั่วร้ายได้โลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้ โลกที่นางเคยคิดว่ามีแต่ความงดงาม แท้จริงกลับมีแต่ความโสมมและไร้ความงดงามแม้เพียงนิด
นางย่อมไม่มีพละกำลังเทียบเท่ากับบุรุษขอทานผู้นี้เพียงถูกชกเข้าที่หน้าท้องอย่างจัง นางก็ต้องจุกเสียดตัวโก่งงอมิอาจยื้อยุดฉุดแย่งต่อไปได้แต่กระนั้นบุรุษขอทานที่ชิงของไปได้แล้วกลับไม่ยอมหยุดมือ มันได้แทงปิ่นหยกดำออกมาหวังปิดชีพของนางไปด้วย!
เมื่อเห็นความโเี้ไร้คุณธรรมของขอทานตรงหน้าเมื่อความแค้นที่แบกรับทำให้นางมิอาจจะมาตกตายในที่นี้ ประกายตาของนางจึงฉายจิตสังหารที่เอ่อล้นจนร่างของขอทานชะงักไปชั่วขณะจิตใจที่ถูกขัดเกลาด้วยความแค้นและความเ็ป ทำให้นางมีพลังจิตที่รุนแรงอย่างไม่รู้ตัวอีกทั้งมือที่ยกขึ้นมาประสานกันในรูปสามเหลี่ยมก็ดูจะมีพลังที่เอ่อล้นแลเข้มข้นขึ้นกว่าก่อนหน้าเป็อย่างมาก
มุทราสะท้านเทพถูกปลดปล่อยอย่างจวนตัวแต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่หนักแน่น กอปรกับความแค้นที่เอ่อล้น ส่งให้มุทราสะท้านเทพส่องแสงอันเจิดจ้าพร้อมแผ่พุ่งพลังสังหารจนขอทานผู้นั้นร่างแหลกละเอียดแทบกลับกลายเป็เศษธุลีคืนกลับสู่ผืนปฐีไป!
เห็นพลังปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบนฝ่ามือของเด็กหญิงเห็นหัวหน้าขอทานของพวกตนร่างแหลกสลายไม่เหลือเศษซาก เหล่าขอทานที่กำลังแย่งหมั่นโถวก็ต่างเบิกตาโพลงแลนิ่งค้างทุกผู้บัดนี้มองฮุ่ยไป๋ราวกับกำลังมองปีศาจร้าย ไม่มีใครที่จะไม่ทิ้งตัวก้มศีรษะร่ำไห้ขออภัยโทษจากนางแม้เพียงผู้เดียวหมั่นโถวที่พวกมันแย่งชิงกันเพื่อจะได้มา บัดนี้ต่างไม่มีใครที่อยากจะมันอีกแล้วผู้ที่แย่งหมั่นโถวมาได้ นอกจากจะไม่ดีใจแล้วยังหวาดกลัวจนตัวสั่นงนงก พร้อมยื่นส่งหมั่นโถวออกมาอย่างนอบน้อม
มีเพียงโลกของคนที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสวยงามโลกของผู้อ่อนแอมีแต่ความโสมมที่รอจะถูกกลืนกินได้ทุกเมื่อ!
เด็กหญิงวัยสิบขวบกลับได้เห็นโลกที่ชัดเจนเกินวัยนางรับหมั่นโถวจากขอทานที่นั่งตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวขึ้นมา ก่อนนางจะก้าวเดินจากไปพร้อมกับเสียงพึมพรำแ่เบา
“โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กข้าล้วนได้เข้าใจสัจธรรมข้อนี้อย่างชัดเจน… พี่ฮุ่ยจวิน เป็ท่านที่มองโลกแห่งนี้งดงามจนเกินไปเป็เพราะท่านเป็คนดี ท่านจึงถูกโลกอันโสมมแห่งนี้กลืนกิน… ข้าสัญญาข้าจะทำลายโลกอันโสมมนี้ให้สิ้น!”