# บทที่ 7 — เหยื่อล่อใต้จันทร์ม่วง
หลังแสงสุดท้ายของวันหายไปหลังยอดเขา วังบุปผามารก็เงียบลงกว่าปกติ
ความเงียบนั้นไม่ได้ทำให้โม่เฉินสบายใจ ตรงกันข้าม มันทำให้ทุกเสียงเล็กน้อยชัดขึ้น—เสียงน้ำเดือดในเตายา เสียงพู่กันของเสิ่นเยว่โหรวขูดบนกระดาษ และเสียงหลินอวี้ลูบผมหลินอาเจี๋ยที่หลับอยู่หลังม่าน
คืนนี้ คนร้ายจะมาเอาตัวหลินอวี้
และพวกเขาตั้งใจให้มันเป็เช่นนั้น
“แผนยังเหมือนเดิม” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว นางยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองแสงโคมที่เริ่มจุดตามทางเดิน “หลินอวี้จะออกจากหอโอสถตามเวลาที่พวกมันกำหนด ข้าตามอยู่บนหลังคา เสิ่นเยว่โหรวอยู่กับเด็กสองคน”
“แล้วข้า” โม่เฉินถาม
“อยู่ในห้อง” นางตอบทันที
“ฟังดูไม่เหมือนแผนที่มีข้าอยู่”
“แผนนี้มีเ้าอยู่ตรงที่เ้าควรอยู่ที่สุด” ลั่วชิงเสวี่ยหันกลับมา “เ้าพึ่งผ่านพิษและใช้ยาระงับมา หากเกิดการต่อสู้ เ้าจะเป็ภาระ”
คำพูดตรงเกินไป แต่ไม่ผิดเลย
โม่เฉินไม่โต้เถียง เขาวางแผนนี้เองเพราะรู้ข้อจำกัดของตน หากเขาฝืนออกไปกับหลินอวี้ คนร้ายเพียงเปลี่ยนเป้าหมายจากพยานเป็ตัวเขา ทุกคนจะเสียเปรียบโดยไม่จำเป็
“ข้าไม่ไปกับนาง” เขากล่าว “แต่ข้าจะอยู่ที่จุดนัดหมายก่อน”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาทันที “นั่นไม่ต่างกัน”
“ต่าง” โม่เฉินตอบ “จุดนัดอยู่ในทางเดินราตรีม่วงด้านหลังคลังฝั่งตะวันตก มีช่องระบายอากาศเชื่อมกับหอโอสถเก่า หากข้าอยู่ในห้อง เราเห็นแค่คนที่มารับหลินอวี้ แต่ถ้าข้าอยู่ในช่องเก็บยาเหนือทางเดิน ข้าจะเห็นคนที่ออกคำสั่งด้วย”
ลั่วชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “เ้ารู้โครงสร้างนั้นได้อย่างไร”
“ฉู่เหวินจิ่งบอก” โม่เฉินกล่าว “เขาวาดแผนที่ไว้ในบัญชีเก่า ก่อนจะถูกพวกมันบังคับให้ฉีกทิ้ง”
ฉู่เหวินจิ่งนั่งอยู่ที่มุมห้อง สีหน้าของเขายังเคร่งเครียด “ช่องนั้นแคบ และอยู่ใกล้ทางหนีของพวกมันมากเกินไป หากถูกพบ…”
“ข้าจะไม่ให้ถูกพบ” ลั่วชิงเสวี่ยตัดบท
นางไม่ได้ยอมรับแผนด้วยคำพูด แต่โม่เฉินรู้ว่านั่นคือการยอมให้เขาไปภายใต้เงื่อนไขที่นางควบคุมได้
เสิ่นเยว่โหรวถอนหายใจ ก่อนยื่นขวดเล็กสีเขียวให้เขา “ผงกลบกลิ่นปราณ ใช้ได้แค่ครึ่งชั่วยาม อย่าคิดว่ามันทำให้เ้าหายไปจากสายตาผู้ฝึกตน เพียงช่วยให้คนที่ไม่ระวังไม่จับกลิ่นเ้าได้”
“ข้าจะใช้เท่าที่จำเป็”
“และนี่” นางวางเข็มเงินสามเล่มในฝ่ามือเขา “ไม่ใช่อาวุธ ใช้กดจุดระงับพิษ หากหน้าอกเริ่มหนาวหรือมือชา ให้กลับทันที”
โม่เฉินเก็บของทั้งสองอย่าง เขารู้ว่าคำว่า “กลับทันที” เป็สิ่งที่ทำยากที่สุดในสถานการณ์จริง แต่ความห่วงของนางไม่ได้มีไว้ให้เขาเอาไปล้อเล่น
หลินอวี้ลุกขึ้นจากข้างเตียงน้องชาย นางสวมชุดศิษย์รับใช้แบบเดิม และห้อยป้ายไม้สีม่วงปลอมไว้ตรงเอว ป้ายนั้นทำจากเศษตราที่ฉู่เหวินจิ่งเคยใช้ส่งของ เสิ่นเยว่โหรวทำให้มันดูเหมือนคำสั่งเร่งด่วนจากคลังยา
“ถ้าข้าออกไปแล้ว พวกมันจะเชื่อหรือไม่” นางถาม
“เชื่อ” ฉู่เหวินจิ่งตอบแทนทุกคน “เพราะคนที่พวกมันเคยควบคุม มักไม่มีทางเลือกอื่น”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ปลอบ แต่เป็ความจริงที่เจ็บกว่า
“จำไว้อย่างหนึ่ง” โม่เฉินกล่าวกับหลินอวี้ “อย่าพยายามเป็คนกล้า ให้เป็เหมือนเดิมที่สุด กลัวได้ ลังเลได้ แต่ห้ามรับของ ห้ามดื่มอะไร และหากได้ยินคำว่า ‘ราตรีไร้จันทร์’ ให้หยุดทันที”
“มันหมายความว่าอะไร”
“ยังไม่รู้” เขาตอบ “แต่เป็คำที่อยู่ในรอยบัญชีใต้รายการสมุนไพร คนที่ใช้เส้นทางม่วงอาจใช้เป็สัญญาณเปลี่ยนแผน”
หน้าต่างระบบลอยขึ้นข้างเขา ดวงตาอีโมจิจ้องป้ายไม้ม่วงในมือหลินอวี้
“ระบบขอแจ้งว่า โฮสต์กำลังทำภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีแต้มชะตาเหลือสองแต้ม”
“ข้ารู้”
“ข้อเสนอป้องกันภัยมีราคาเริ่มต้นสามสิบแต้ม”
“ข้าก็รู้”
“ดี ระบบเพียงอยากย้ำว่าความจนเป็สภาพแวดล้อมที่อันตราย”
โม่เฉินไม่สนใจมันอีก เขาพยักหน้าให้ลั่วชิงเสวี่ย
ไม่นานนัก พวกเขาก็แยกออกจากหอโอสถตามแผน
โม่เฉินเดินตามฉู่เหวินจิ่งไปยังคลังสมุนไพรฝั่งตะวันตก แต่ไม่ได้ออกทางหลัก พวกเขาเลาะผ่านรั้วหินด้านหลังจนถึงช่องเก็บยาที่ถูกปิดตายด้วยประตูไม้ผุ ด้านในมีบันไดแคบขึ้นไปยังชั้นลอยเหนือทางเดินราตรีม่วง
“ตรงนี้” ฉู่เหวินจิ่งกระซิบ “จากช่องกระดาน เ้าจะเห็นทั้งทางเดิน แต่ห้ามขยับแรง ไม้เก่ามากแล้ว”
โม่เฉินโรยผงกลบกลิ่นปราณลงบนเสื้อ จากนั้นปีนขึ้นไปบนชั้นลอย ลั่วชิงเสวี่ยหายไปบนหลังคาเหมือนไม่เคยอยู่ตรงนั้น ส่วนฉู่เหวินจิ่งถูกนางสั่งให้อยู่ด้านล่าง ไม่ใช่เพราะไว้ใจ แต่เพราะหากเขาหนี คนแรกที่เห็นคงเป็นาง
ผ่านไปไม่นาน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังจากปลายทางเดิน
หลินอวี้เดินเข้ามาคนเดียว นางก้มหน้า สองมือกำชายแขนเสื้อเหมือนคนที่พยายามไม่ร้องไห้ โคมแขวนเหนือหัวส่องแสงสีม่วงอ่อนจนเงาของนางยาวผิดปกติบนพื้นหิน
นางหยุดตรงกลางทางเดิน แล้วรอ
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
จนกระทั่งเสียงกลไกเบามากดังจากผนังฝั่งตะวันตก แผ่นหินส่วนหนึ่งเลื่อนเปิด ชายคนหนึ่งก้าวออกมาในชุดคลุมสีเทาเข้ม ใบหน้าของเขาไม่ปิดบังอีกแล้ว
โม่เฉินจำเขาได้จากคำบรรยายของเสิ่นเยว่โหรว—กัวเหยียน ผู้ช่วยของหลัวชาง
ที่นิ้วมือขวาของเขาสวมแหวนเงินรูปใบไม้
“เ้าช้า” กัวเหยียนกล่าว
หลินอวี้สะดุ้ง “ข้าออกมาได้ยาก ศิษย์พี่เสิ่นเฝ้าน้องข้าตลอด”
“แล้วบัญชีล่ะ”
“ข้าไม่มีโอกาสเอาออกมา”
กัวเหยียนมองนางนิ่ง ดวงตาเขาไม่มีความโกรธชัดเจน แต่ความนิ่งนั้นทำให้หลินอวี้ยิ่งดูหวาดกลัว “งั้นเ้ากลับไปเอามา”
“ไม่ได้…ห้องเอกสารถูกล็อก และมีคนเฝ้า”
“คนเฝ้าหรือโม่เฉิน”
คำถามนั้นทำให้โม่เฉินชะงัก เขาไม่เคยคิดว่าคนร้ายจะรู้เร็วขนาดนี้ว่าตนเข้าใกล้ห้องเอกสาร
หลินอวี้เงียบไปเพียงนิดเดียวก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ เขายังป่วยจนลุกแทบไม่ไหว”
กัวเหยียนหัวเราะเย็น “คนที่ใกล้ตายยังค้นสมุดบัญชีได้ น่าสนใจจริง ๆ”
เขาหยิบถุงยาสีดำออกมาจากแขนเสื้อ โยนลงตรงหน้าหลินอวี้ “เอานี่ไปใส่ในยาของโม่เฉินคืนนี้”
หลินอวี้มองถุงยานั้น ไม่กล้าแตะต้อง “ท่านบอกว่าหากข้าทำตาม น้องข้าจะได้ยา”
“เขาได้ยาแล้วไม่ใช่หรือ” กัวเหยียนตอบ “เ้ากำลังต่อรองกับข้า?”
“ข้าแค่…”
“ฟังให้ดี” ชายหนุ่มก้าวเข้าใกล้ “ตราบใดที่โม่เฉินยังหายใจ ผู้ดูแลเส้นทางม่วงจะไม่ปล่อยน้องเ้าหรือเ้าไว้ เขาเห็นมากเกินไปั้แ่คืนแรก”
คำพูดนี้ไม่ใช่คำสั่งจากคนที่ถูกใช้เป็ลูกมืออีกต่อไป กัวเหยียนรู้เื่พิษ รู้เื่สมุดบัญชี และรู้ว่าการตายของโม่เฉินคือเป้าหมาย เขาเป็หลักฐานมีชีวิตที่พวกเขาตามหามาตลอด
้า ลั่วชิงเสวี่ยส่งเสียงกระทบกระเบื้องเบามาก เป็สัญญาณว่านางได้ยินทั้งหมดแล้ว
หลินอวี้ก้มลงช้า ๆ เหมือนจะหยิบถุงยา แต่แทนที่นิ้วจะััมัน นางกลับเอ่ยเสียงสั่นว่า “แล้วน้องสาวฉู่เหวินจิ่งล่ะ ท่านจะฆ่านางด้วยหรือ”
กัวเหยียนชะงัก ดวงตาหรี่ลง “ใครบอกเ้าเื่นั้น”
“ข้ารู้แค่ว่า คนที่ถูกบังคับมีมากกว่าข้า”
“ราตรีไร้จันทร์”
คำสามคำนั้นดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ
โม่เฉินกำเข็มเงินในมือทันที ตามคำสั่งที่ตนเองตั้งไว้ หลินอวี้ต้องหยุดเมื่อได้ยินมัน นางหยุดจริง ๆ แต่กัวเหยียนกลับยิ้มเหมือนรอสิ่งนี้อยู่
เงาดำพุ่งออกจากผนังด้านหลังหลินอวี้
มันไม่ใช่คน หากเป็เส้นไหมสีดำหลายสิบเส้นพุ่งเข้ารัดข้อมือและลำคอของนาง ราวกับค่ายกลที่ถูกซ่อนไว้ในพื้นหินมาั้แ่แรก กัวเหยียนไม่ได้มารับบัญชี เขามาตรวจว่าหลินอวี้ยอมทำตามหรือไม่ และเตรียมกำจัดนางทันทีหากนางมีพิรุธ
“ลั่วชิงเสวี่ย!” โม่เฉินะโ
กระบี่สีขาวพุ่งลงจากหลังคา ตัดเส้นไหมดำขาดไปหลายเส้น แต่ในเวลาเดียวกัน กัวเหยียนถอยเข้าหาแผ่นหินลับ เขาไม่ได้คิดสู้กับศิษย์กระบี่ั้แ่ต้น
โม่เฉินะโลงจากชั้นลอย แม้ไม้เก่าจะส่งเสียงลั่นใต้เท้า ความเย็นจากพิษพุ่งขึ้นอกทันทีจนภาพตรงหน้าพร่า แต่เขายังขว้างเข็มเงินเล่มหนึ่งใส่พื้นตรงหน้าแผ่นหินลับ
เข็มไม่อาจหยุดคนขั้นสูงกว่าได้ แต่ทำให้กลไกประตูสะดุดชั่วขณะ กัวเหยียนจึงช้าลงเพียงก้าวเดียว
เพียงก้าวเดียวก็พอให้ลั่วชิงเสวี่ยมาถึง
กระบี่ของนางตัดผ่านชายแขนเสื้อเขา เืสดสาดลงบนพื้นหิน กัวเหยียนคำรามแล้วโยนเม็ดหมอกสีม่วงลงพื้น ควันหนาทึบพุ่งขึ้นจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายกระบี่
“อย่าไล่ตาม!” โม่เฉินะโ
ลั่วชิงเสวี่ยหยุดกลางควัน นางเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่าย้าล่อให้หลินอวี้ถูกเส้นไหมที่เหลือรัดจนตาย
เสิ่นเยว่โหรววิ่งมาจากปลายทางเดินพร้อมฉู่เหวินจิ่ง นางไม่ถามอะไร แต่คุกเข่าลงข้างหลินอวี้ทันที ใช้มีดหยกตัดเส้นไหมทีละเส้นอย่างรวดเร็ว
“นี่คือไหมผนึกปราณ” นางพูด “ถ้าดึงแรง มันจะบีบเส้นลมปราณนาง”
โม่เฉินฝืนหายใจ เขาช่วยจับเส้นหนึ่งไว้ตามที่นางบอก ปลายนิ้วเริ่มเย็นจนแทบไม่มีความรู้สึก แต่เขาไม่ปล่อยจนเสิ่นเยว่โหรวถอนผนึกส่วนสุดท้ายสำเร็จ
หลินอวี้ไอรุนแรง ก่อนหายใจเข้าได้เต็มปอด นางมองไปยังควันที่กำลังจางลง น้ำตาไหลเงียบ ๆ “ข้าเกือบทำให้พวกท่านตายอีกแล้ว”
“เ้าไม่ได้ทำ” โม่เฉินตอบ “คนที่ใช้เ้าต่างหากที่เลือกทำ”
ฉู่เหวินจิ่งยืนอยู่ข้างหลัง สีหน้าเขาซีดเมื่อเห็นถุงยาสีดำบนพื้น เขาหยิบขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว ก่อนมือจะสั่น
“นี่ไม่ใช่ยา” เขาพูด “เป็ผงผนึกชีพจร หากใส่ลงในยาของผู้ถูกพิษ หัวใจจะหยุดในหนึ่งชั่วยาม”
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินทันที นางไม่พูดตำหนิ แต่แววตาบอกชัดว่าหากเขาดื่มอะไรจากคนอื่นอีก นางจะเป็คนบังคับให้เขานอนรักษาเอง
ลั่วชิงเสวี่ยเดินกลับมาจากประตูลับ ในมือของนางมีเศษผ้าสีเทาเปื้อนเืและป้ายไม้สีม่วงครึ่งแผ่น
“เขาหนีไปได้” นางบอก “แต่เขาาเ็ที่แขนซ้าย และทิ้งสิ่งนี้ไว้”
บนป้ายมีตราพระจันทร์สีม่วงเต็มดวง และตัวอักษรเล็กใต้ตรา
**คืนพรุ่งนี้ — หอผนึกชั้นนอก**
โม่เฉินมองข้อความนั้นเงียบ ๆ
กัวเหยียนไม่ได้เพียงส่งพิษมา เขากำลังทำงานเพื่อบางสิ่งที่ใหญ่กว่าเส้นทางสมุนไพร และหอผนึกชั้นนอกอาจเป็สถานที่ที่คนร้าย้าไปก่อนใคร
หน้าต่างระบบลอยขึ้นตรงหน้า ดวงตาอีโมจิหรี่ลงอย่างพึงพอใจ
“โฮสต์ยืนยันเป้าหมายศัตรูได้หนึ่งราย แต่ปล่อยเป้าหมายหลบหนี”
“รางวัลภารกิจ: ไม่มี”
“การรอดชีวิตและได้ข้อมูลไม่พอหรือ” โม่เฉินถามในใจ
“เพียงพอสำหรับไม่ตาย” ระบบตอบ “แต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนชะตาที่จบลง”
โม่เฉินมองมัน “เ้าพูดทำไม”
“ระบบเห็นว่าควรบริหารความคาดหวังของโฮสต์”
แม้สถานการณ์ยังตึงเครียด ลั่วชิงเสวี่ยกลับหลุดถอนหายใจคล้ายจะหัวเราะ เสิ่นเยว่โหรวส่ายหน้าอย่างระอา ส่วนหลินอวี้กอดน้องชายแน่นขึ้น
คืนนี้พวกเขาไม่ได้จับคนร้าย
แต่ได้รู้ว่าศัตรูจะไปที่ใดต่อไป
และครั้งนี้ โม่เฉินจะไม่รอให้พวกมันเป็คนวางกระดานก่อนอีกแล้ว