ในกลุ่มคนกว่าสิบคนนั้น ผู้ที่เดินนำหน้าคือกู้โหวซื่อจื่อหรือก็คือกู้หยวนบุตรชายคนโตโดยชอบธรรมของกู้โหว เขาคือสามีขององค์หญิงจิ้งอัน ถัดมาคือองค์ชายสี่จิ้งอ๋อง ด้านหลังของจิ้งอ๋องคือองค์ชายหกยงอ๋อง องค์ชายเจ็ดจวินมั่วหาน และที่เดินช้ากว่าองค์ชายองค์อื่นไม่กี่ก้าวก็คือไป๋ซิวจิ่นในอาภรณ์สีขาวราวหิมะ
ด้านหลังของพวกเขาคือเหล่าผู้ติดตามกลุ่มหนึ่ง
ในเวลานี้หลายคนต่างหยุดฝีเท้าลงโดยมิได้นัดหมาย และมองไปยังองค์ชายเจ็ดอย่างเข้าใจกันเป็อย่างดี
จวินมั่วหาน “…”
ไป๋ซิวจิ่นหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน สายตาเฉยเมยของเขาเหลือบมองไปทางกำแพงดอกไม้ผาดหนึ่ง
เด็กสาวคนนั้นพูดอย่างมั่นใจถึงเพียงนี้ ดูท่าคงอารมณ์ไม่เลวเลยกระมัง
จิ้งอ๋องดูสุภาพอ่อนโยน แต่โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยแสดงอารมณ์ทางสีหน้า เป็คนที่มีชั้นเชิงลึกซึ้งโดยธรรมชาติ ย่อมไม่เอ่ยปากเป็คนแรก ส่วนกู้หยวนในฐานะเ้าภาพ ก็ยิ่งไม่้าให้เกิดเื่วุ่นวายในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของภรรยา
ไม่ว่าจะพูดอะไรในตอนนี้ ล้วนทำให้จวินมั่วหานตกอยู่ในความลำบากใจทั้งสิ้น
กลับกัน ยงอ๋องที่มีนิสัยตรงไปตรงมาและอายุไล่เลี่ยกับจวินมั่วหานกลับเบิกตากว้าง แล้วกระซิบกับจวินมั่วหานอย่างตื่นเต้น
“น้องเจ็ด คนที่พูดเมื่อครู่คือคุณหนูเสิ่นที่เคยจะฆ่าตัวตายเพราะอยากแต่งงานกับเ้าใช่หรือไม่”
กลิ่นอายความอยากรู้อยากเห็นขั้นสูงสุดพุ่งเต็มใบหน้า
สีหน้าของจวินมั่วหานมืดครึ้มราวกับหมึกเข้ม เดิมทีเขายังคิดจะอาศัยโอกาสงานเลี้ยงวันนี้ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเสิ่นม่านซู ใครจะคิดว่ากลับได้ยินนางกล่าวคำสาบานเช่นนี้ต่อหน้าผู้คน! นี่มันไม่เท่ากับตบหน้าเขาหรือ!
หากพี่น้องคนอื่นรู้ว่าเป็เขาที่พยายามขอนางแต่งงานฝ่ายเดียวมาโดยตลอด เช่นนั้นคงแย่แน่ เกรงว่าแม้แต่เสด็จพ่อก็จะไม่พอใจ!
เดิมทีคิดจะเดินผ่านไปเฉยๆ ทำเป็ไม่ได้ยิน แต่กลับถูกพี่หกเ้าคนซื่อคนนี้พูดออกมาตรงๆ เสียอย่างนั้น!
แม้แต่จวินมั่วหานในเวลานี้ก็รู้สึกว่าไฟโทสะพุ่งขึ้นสู่กระหม่อมอย่างฉับพลัน แทบจะะเิออกมาเสียเดี๋ยวนั้น!
ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรหันหลังเดินหนี หรือควรชกหน้าพี่หกที่กำลังยิ้มอย่างอยากรู้อยากเห็นอยู่ตรงหน้านั้นดี!
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนแล้วกล่าวว่า “พี่หก อย่าล้อเล่นเลย ทางนั้นล้วนเป็คุณหนูที่ยังไม่ได้ออกเรือน พวกเราควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า”
“ใช่ๆ พวกเราไปกันเถิด ทุกคนมากันตั้งนานแล้ว รีบไปนั่งกันดีกว่า” กู้หยวนกล่าวเสริมอย่างรีบร้อน
ด้วยจิ้งอ๋องหลุบตาลง ทำให้ผู้คนมิอาจคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ส่วนยงอ๋องรู้สึกหมดสนุกเล็กน้อย จึงพูดอย่างเบื่อหน่าย “ก็ได้”
จวินมั่วหานถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงขององค์หญิงหย่าอันที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงดอกไม้ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน “พี่เจ็ด ใช่ท่านหรือไม่”
จวินมั่วหาน “…”
แม้เสียงสนทนาของชายหลายคนจะกดต่ำลงแล้ว แต่ก็ไม่ได้กระซิบแ่เบา และฝั่งกำแพงดอกไม้ บรรยากาศเดิมก็ตึงเครียดราวกับคันธนูที่ง้างเต็มแรงอยู่แล้ว ดังนั้นแม้เสียงจะถูกกดต่ำ แต่อีกฝั่งก็ยังได้ยินชัดเจน
สีหน้าของเหล่าคุณหนูแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ล้วนเขินอายและประหม่า เพราะยงอ๋องกับจวินมั่วหานยังไม่ได้แต่งงาน
ซูฉินที่เดิมทีใบหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินเสียงขององค์ชายเจ็ด สีหน้าก็ค่อยๆ กลับมามีเืฝาดเล็กน้อย ในดวงตามีแววคาดหวังแฝงอยู่จางๆ
ส่วนเสิ่นม่านซูกลับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย นางจงใจกล่าวคำสาบานเมื่อครู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เพื่อให้องค์หญิงหย่าอันได้ยินโดยเฉพาะ ไม่คิดเลยว่าจวินมั่วหานจะได้ยินด้วย
นี่ช่างเป็ผลพลอยได้ที่คาดไม่ถึงจริงๆ
ั้แ่นี้ไปดูสิว่าเขายังจะกล้าหน้าหนา พูดว่านางอยากเป็ตายเพื่อแต่งกับเขาอีกหรือไม่! ส่วนเขาจะไปสู่ขอที่จวนแม่ทัพหรือไม่ เสิ่นม่านซูไม่กังวลแม้แต่น้อย อีกฝ่ายระมัดระวังมาโดยตลอด หากคิดจะสู่ขอจริง ไม่เพียงองค์ชายคนอื่นจะสังเกตเห็นเจตนา แม้แต่ด่านของฮ่องเต้หย่งอัน เขาก็ไม่มีทางผ่านได้!
เดิมทีชายหนุ่มหลายคนทางนั้นตั้งใจจะจากไปแล้ว ใครจะคิดว่าองค์หญิงหย่าอันจะเรียกจวินมั่วหานอย่างกะทันหัน
อืม เช่นนี้เรียกว่าอะไรนะ
ก็เรียกว่าองค์หญิงหย่าอันเป็ตัวซวยตัวจริงอย่างไรเล่า!
ทางด้านนี้ องค์หญิงหย่าอันกลับเดินเข้าไปใกล้กำแพงดอกไม้ แล้วเอ่ยกว่า “พี่เจ็ด คราวนี้ท่านวางใจได้แล้วใช่หรือไม่ ต่อไปนี้เสิ่นม่านซูจะไม่มาก่อกวนท่านอีกแล้ว”
ข้าขอบใจเ้าจริงๆ!
จวินมั่วหานต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนมากมาย จนแทบอยากมุดทะลุกำแพงดอกไม้ไปอุดปากน้องสาวไร้สมองคนนี้เสียให้ได้!
เขาหัวเราะแห้งแล้วกล่าวว่า “หย่าอัน อย่าพูดเช่นนี้เลย จะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูเสิ่นเสียหาย”
“ฮึ นางยังจะมีชื่อเสียงอะไรอีกเล่า อย่างน้อยก็นับว่านางรู้จักกาลเทศะ รู้จักยอมถอย แต่…” องค์หญิงหย่าอันหันไปมองซูฉินอย่างดูแคลน แล้วหัวเราะกล่าวต่ออย่างเ็า “เสิ่นม่านซูรู้จักกาลเทศะ รู้ว่าตนไม่คู่ควรกับท่านแล้ว แต่ญาติผู้น้องของนางคนนี้กลับมายืนพูดจาโอ้อวดอยู่ตรงนี้ บอกว่าตนเองได้ลักลอบไปมาหาสู่กับท่าน!”
เืบนใบหน้าของซูฉินซีดหายไปจนหมดสิ้น! พวกเขารักกันโดยสมัครใจ ไม่ใช่การลักลอบ!
เสิ่นม่านซูเริ่มกลั้นยิ้มไม่อยู่ มุมปากยกสูงขึ้นเรื่อยๆ
ยังจะพูดอะไรได้อีกเล่า
องค์หญิงหย่าอันทำได้งดงามจริงๆ!
เมื่อจวินมั่วหานได้ยินคำว่า ‘ลักลอบไปมาหาสู่’ ก็ถึงกับอึ้งงันไป
ในความทรงจำของเขา ฉินเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่จะพูดเช่นนี้!
ยงอ๋องที่อยู่ด้านข้างกลับตาเป็ประกาย แล้วมองจวินมั่วหานด้วยสายตาอิจฉาอย่างยิ่ง
“น้องเจ็ด เ้านี่ช่างเก่งกาจเสียจริง ทำให้ดอกไม้พี่น้องคู่หนึ่งหลงใหลได้ในคราวเดียว! คนหนึ่งยอมเป็ยอมตายเพื่อเ้า อีกคนหนึ่งลักลอบไปมาหาสู่กับเ้า โอ้ พี่หกขอชื่นชม!”
“องค์ชายหกโปรดระวังวาจา คุณหนูสามเสิ่นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับองค์ชายเจ็ดอีกแล้ว”
ไป๋ซิวจิ่นที่แทบจะถูกทุกคนมองข้ามไปเอ่ยขึ้นช้าๆ
ครั้งนี้ แม้แต่จิ้งอ๋องที่เอาแต่ยืนอยู่นอกเื่มาโดยตลอด ยังถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
เมื่อไป๋จื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่กี่ก้าวเห็นเช่นนั้น ก็ยิ้มอย่างจนใจแล้วส่ายหน้า
ดูเหมือนขนมที่คุณหนูสามเสิ่นทำจะอร่อยจริงๆ
มิฉะนั้น ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด นายท่านของเขาก็ไม่มีทางเอ่ยปากเช่นนี้
ยงอ๋องสีหน้าเก้อเขินอยู่บ้าง หากเป็คนอื่นที่พูดเช่นนี้ ต่อให้เป็พี่สี่ เขาก็ยังโต้กลับได้ แต่คนผู้นี้กลับเป็หมอเทวดาไป๋
เขายังคิดจะเชิญหมอเทวดาไป๋กลับไปด้วยอยู่เลย แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
ครั้งนี้กว่าจะได้พบกันก็ยากลำบาก จะไปล่วงเกินได้อย่างไร
ยงอ๋องจึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าผิดเองๆ ลืมคำสาบานของคุณหนูสามเสิ่นเมื่อครู่ไปเสียแล้ว ยกขึ้นได้ก็วางลงได้ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว คุณหนูสามเสิ่นช่างเป็วีรสตรีในหมู่สตรีจริงๆ บิดาของนางคือแม่ทัพใหญ่เสิ่น มองเช่นนี้แล้ว สมกับคำกล่าวที่ว่า บิดาเป็เสือ บุตรย่อมไม่เป็สุนัขจริงๆ”
เดิมทีสีหน้าของจวินมั่วหานก็มืดดำราวก้นหม้ออยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของยงอ๋อง สีหน้าก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม
การยอมเลิกกับข้า กลายเป็วีรสตรีไปได้อย่างไร ตำราที่ท่านอ่านมาทั้งหมดไปอยู่ที่ไหนหมดแล้ว!
เมื่อเทียบกับความไร้เดียงสาไม่ใส่ใจของยงอ๋อง จวินมั่วหานหมุนตัวไปทางไป๋ซิวจิ่นแล้วหรี่ตามอง
ไป๋ซิวจิ่นเงยหน้าอย่างเกียจคร้าน มองเขาตอบด้วยสายตาเรียบเฉย
แม้สายตาของอีกฝ่ายจะสงบนิ่งไร้คลื่นลม แต่จวินมั่วหานกลับรู้สึกว่าใจสะดุ้งวูบหนึ่ง คล้ายจะรับรู้ถึงภัยคุกคามมหาศาลอย่างเลือนราง
ความรู้สึกคุกคามนั้นมาเร็วไปเร็วอย่างยิ่ง เพียงชั่วพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่จวินมั่วหานก็เข้าใจในทันที
ไป๋ซิวจิ่นมีความสัมพันธ์อันดีกับคนในจวนแม่ทัพอย่างยิ่ง ในเวลานี้จะเอ่ยปกป้องเสิ่นม่านซูก็ไม่ใช่เื่แปลก ส่วนเื่เป็ศัตรูอันตรายหรือไม่นั้นเขายังแยกไม่ได้ จึงได้แต่คิดละไว้ก่อนชั่วคราว
ก่อนที่ไป๋ซิวจิ่นจะเลือกเข้าข้างองค์ชายผู้ใดอย่างชัดเจน เขาก็ไม่อยากล่วงเกินอีกฝ่าย
ในที่สุดเมื่อไม่มีใครปะทะคารมกันอีก กู้หยวนที่เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มตัวเตรียมจะเอ่ยปาก ทว่ากลับได้ยินเสียงสตรีที่ใสราวกระดิ่งเงินดังขึ้นมาเสียก่อน
“ขอบคุณท่านหมอเทวดาไป๋”
ผู้ที่เอ่ยประโยคนี้ก็คือเสิ่นม่านซู