แน่นอนว่า เด็กรับใช้ย่อมไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับเจ้านายของตน เขาเพียงแต่บ่นพึมพำเงียบ ๆ อยู่ในใจ คิดไปคิดมา ก็เลยดึงผ้าม่านรถลง แล้วสั่งให้คนขับรถม้าขับกลับบ้านตระกูลเผิง
เมื่อรถม้าหยุด หยางเจียนปิ่งก็พุ่งเข้าไปในบ้านด้วยความฉุนเฉียว ตอนนั้นเอง เขาก็ได้เจอกับน้าหญิงของตนและผู้หญิงอีกคนกำลังเดินออกมาพอดี เขารีบหยุดเดินและคำนับทักทายพวกนาง
น้าหญิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ “เจียนปิ่ง? ไม่ใช่เจ้ากลับไปแล้วหรือ? ลืมอะไรไว้หรืออย่างไร?”
“คารวะท่านน้า ข้ามีเรื่องต้องถามซู่หลานนิดหน่อยน่ะขอรับ”
“ซู่หลานเด็กคนนี้ วัน ๆ เอาแต่คิดอยากออกไปเที่ยวเล่นอยู่เรื่อย เจียนปิ่ง เจ้าต้องช่วยตักเตือนนางบ้างนะ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป...”
หยางเจียนปิ่งรับคำ “ท่านน้าอย่าห่วงเลย ข้าจะพูดกับนางเอง”
น้าหญิงของเขาจากไปพร้อมกับสหายของนาง ขณะที่พวกนางเดินออกไป เสียงพูดคุยของทั้งคู่ยังแว่วมาให้ได้ยิน
“นั่นลูกชายของพี่สาวท่านหรือ รูปงามจริง ๆ"
“ใช่แล้ว เจียนปิ่งฉลาดหลักแหลม สอบผ่านได้เป็นบัณฑิตระดับมณฑลตั้งแต่อายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น อีกทั้งยังมารยาทงามและอ่อนน้อม เขาเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน”
เมื่อได้ยินคำชมเชยเช่นนี้ หยางเจียนปิ่งก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็เริ่มดีขึ้นมาบ้าง
ครั้นเห็นน้องสาวกำลังนั่งกินผลไม้อยู่ในลานบ้าน ใบหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง ทั้งยังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ยังมีอารมณ์มาจิบชาอยู่อีกหรือ? ข้าขอถามอะไรเจ้าหน่อย เจ้าไปบอกคนนอกว่าข้าอยู่ที่ไหน ทำอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
หยางซู่หลานรู้สึกงุนงงที่ถูกตำหนิ นางถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ แล้วจะทนต่อคำกล่าวหาเหล่านั้นได้อย่างไร? หญิงสาวลุกขึ้นทันที
“ท่านพูดอะไรของท่าน? เมื่อวานและวันนี้ข้าอยู่บ้านทั้งวัน จะมีเวลาไปบอกใครได้อย่างไรว่าท่านอยู่ที่ไหน ทำอะไร?”
“ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใครได้อีก?”
หยางซู่หลานกลอกตา ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับพี่ชาย นางหันไปทางเด็กรับใช้ “เจ้าว่ามา เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมพี่ข้าถึงได้คลั่งอยู่ตรงนี้?”
เด็กรับใช้เหลือบตามองคุณชายผู้เย่อหยิ่ง แล้วค่อย ๆ พูดเสียงเบา “เมื่อครู่ที่ตลาด ด้านนอกร้านน้ำชา พวกเราเห็นแม่นางซ่ง…”
“แม่นางซ่ง? แม่นางซ่งคนไหน?”
หยางซู่หลานตีศีรษะตัวเองเบา ๆ เหมือนเพิ่งนึกออก
“เจ้าหมายถึงจินเหยาหรือ? ไม่มีทาง ข้าไม่ได้เจอนางมาสองวันแล้ว และข้าก็ไม่รู้ด้วยว่าท่านไปที่ร้านน้ำชา ข้านึกว่าท่านกลับไปแล้วด้วยซ้ำ”
สีหน้าของหยางเจียนปิ่งซีดลงทันตา เขาจ้องมองน้องสาวด้วยแววตาเย็นชา “เหลวไหล”
“ท่านต่างหากที่พูดจาเหลวไหล” หยางซู่หลานไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ เดิมทีคิดจะด่าให้สาแก่ใจ แต่พอนึกขึ้นได้ก็หัวเราะเสียงดังลั่น
“นี่ท่าน…ท่านคิดว่าซ่งจินเหยาไปที่ตลาดเพื่อพบท่านอย่างนั้นหรือ? ฮ่า ๆ ๆ หยางเจียนปิ่งเอ๊ย หยางเจียนปิ่ง ท่านนี่หลงตัวเองจริง ๆ ตลาดนั่นไม่ใช่ของครอบครัวเราเสียหน่อย ท่านไปได้ ทำไมคนอื่นจะไปไม่ได้?”
“เจ้า...แล้วเรื่องแบบนี้มันจะบังเอิญได้อย่างไร?”
หยางซู่หลานผ่อนคลายและนั่งลงกินผลไม้ของนางต่อไป จากนั้นก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เมืองซงซวงก็เล็กแค่นิดเดียว ทุกคนต่างก็เดินซื้อของในตลาดที่มีแค่ไม่กี่ถนน นางก็แค่ไปซื้อของ ท่านคิดจริง ๆ หรือว่านางจงใจไปเจอท่าน ไล่ตามท่านไม่เลิก? บางทีนางอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นท่านด้วยซ้ำ!”
หยางเจียนปิ่งนิ่งงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็ก้าวมาข้างหน้าด้วยความขุ่นเคืองพลางจ้องมองหยางซู่หลาน
“อะไรล่ะ? หรือว่าข้าพูดแทงใจดำเข้าให้? อย่าบอกนะว่าท่านแอบมองนางอยู่ แต่นางกลับไม่แม้แต่จะมองท่านเลย? ฮ่า ๆ ๆ พี่ชาย ข้านี่ต้องบอกเลยว่า ท่านช่างหลงตัวเองจริง ๆ!”
หยางเจียนปิ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า สะบัดแขนเสื้อแรง ๆ แล้วกระทืบเท้าเดินจากไป
หยางซู่หลานหัวเราะอยู่ข้างหลัง “ท่านพี่! ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าเกลียดนางที่ชอบมาตามตื๊อมากไม่ใช่หรือ? แล้วตอนนี้ทำไมถึงได้สนใจนางนักล่ะ? หรือว่า…”
ก่อนที่หยางซู่หลานจะพูดจบ หยางเจียนปิ่งก็เดินออกประตูไปแล้ว
เขาขึ้นรถม้าด้วยใบหน้าที่ยังคงมืดมน ถ้านางไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของเขา เขาคงลงไม้ลงมือกับนางสักครั้งไปแล้วจริง ๆ
ผู้หญิงคนนั้น...ซ่งจินเหยา? เขารู้มานานแล้วว่ามารดาหมายตานางไว้ให้เป็นภรรยาเขา แต่เขาไม่เคยแม้แต่จะมองนางตรง ๆ…แล้วเช่นนั้น เขาจะไปรู้สึกรักชอบนางได้อย่างไร?
น่าขัน ไม่ว่านางจะงดงามเพียงใด เขาก็ไม่มีวันตกหลุมรักนางเด็ดขาด
แต่...ถ้าสิ่งที่หยางซู่หลานพูดเป็นความจริง นางไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อดักรอเขาจริง ๆ หรือ?
เช่นนั้น…ความอ่อนโยนที่นางแสดงออกมา ก็ไม่ใช่จงใจทำให้เขาเห็นอย่างนั้นหรือ?
…
ตอนเที่ยง
โม่เจิ้งหนานดีใจมากที่ได้กินถังหูลู่ เขาดึงแขนเสื้อโม่เจิ้งตงไว้
“นี่ของข้าจริง ๆ หรือ? ถังหูลู่ไม้นี้เป็นของข้าทั้งหมดเลยหรือ?”
โม่เจิ้งตงเหลือบมองน้องชาย “ใช่”
“ท่านไม่กินหรือ? แล้วซีซีล่ะ ไม่กินหรือ?”
รอยยิ้มปรากฏชัดในดวงตาของโม่เจิ้งตง ทว่าเขากลับไม่ยอมแสดงมันออกมา “พวกเรากินแล้ว”
“อร่อยมากใช่หรือไม่?” พูดจบ โม่เจิ้งหนานก็เลียผิวเคลือบน้ำตาลของถังหูลู่ พลันรู้สึกถึงความหวานที่แผ่ซ่านไปถึงหัวใจ
“ท่านพี่ ท่านไม่คิดหรือว่า...นี่แหละ รสชาติของความสุข?”
รสชาติของความสุขงั้นหรือ?
โม่เจิ้งตงทวนประโยคนี้ซ้ำ ๆ อยู่ในใจ และอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
โม่เจิ้งหนานกินไปสองลูก ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ทว่าซ่งจินเหยาบอกให้เขาหยุดกินและกินข้าวเที่ยงก่อน เขาจึงเก็บที่เหลือไว้
ดวงตาคู่นั้นกลอกไปมา หลังจากกินข้าวเที่ยงและล้างจานเสร็จ เขาก็เอ่ยขึ้น "ท่านน้า ท่านพี่ ข้าไปเรียนก่อนนะ!"
ซ่งจินเหยาเอ่ยกำชับ “เจ้ากินถังหูลู่ให้หมดก่อนก็ได้ ถ้ากินไม่ไหวก็เก็บไว้ที่บ้าน ไว้ตอนเย็นหลังเลิกเรียนค่อยกลับมากินต่อ”
โม่เจิ้งหนานเพียงขานรับเสียงดัง “ขอรับ” จากนั้นก็วิ่งออกไปพร้อมกับถังหูลู่ในมือ
ซ่งจินเหยาเห็นดังนั้น ก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนใจ เขายังเด็ก กำลังอยู่ในวัยซุกซน พอมีของอร่อย แน่นอนว่าย่อมต้องอยากกินทันที จะให้เก็บไว้ได้อย่างไร?
นางจึงปล่อยให้เขากินตามใจ
นางตั้งใจว่าช่วงบ่ายจะทำขนมอบให้เด็ก ๆ และจะแบ่งให้กุ้ยเซียงที่คอยช่วยเหลือนางมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยยอมรับเงินเป็นค่าตอบแทนเลย
หลังจากคิดแล้วคิดอีก ซ่งจินเหยาตัดสินใจว่าการให้ขนมที่นางทำเองคงจะดีที่สุด
ช่วงนี้ขนมที่ขายข้างนอกมีราคาแพงมาก คนธรรมดาทั่วไปไม่ค่อยซื้อกิน มีเพียงชนชั้นสูงที่ร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้นที่สามารถซื้อได้ ส่วนขนมที่ทำกันในบ้านส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกแป้งทอดกรอบอะไรพวกนี้ ซึ่งก็ไม่กล้าทำบ่อย เพราะเปลืองทั้งน้ำมัน ทั้งแป้ง
ขณะที่ซ่งจินเหยากำลังจะเดินเข้าไปข้างใน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“พี่รองของเจ้าคงลืมอะไรบางอย่าง” นางกล่าวกับโม่ซีซีด้วยรอยยิ้ม พลางเดินไปเปิดประตู
แต่คนที่ยืนอยู่ข้างนอกกลับไม่ใช่โม่เจิ้งหนาน แต่เป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ดูมีอายุและไม่แปลกหน้า
“พวกท่านเป็นใครกัน?”
ทั้งสองไม่ตอบคำถามของนาง และทำท่าจะบุกเข้ามาในบ้าน
ซ่งจินเหยาขัดขวางพวกเขาไว้ “พวกท่านเป็นใคร มาทำอะไรที่บ้านของข้า?”
แต่นางอยู่คนเดียว จะรั้งพวกเขาทั้งสองคนไว้ได้อย่างไร?
ทันใดนั้น สุนัขสีดำตัวใหญ่ก็ลุกพรวดขึ้น แล้วกระโจนเข้าใส่ พร้อมกับเห่าเสียงดังอย่างดุร้ายใส่สองคนนั้น
แม้เจ้าสุนัขสีดำตัวนี้จะถูกล่ามไว้ แต่ปกติมันก็มักจะอยู่อย่างเงียบสงบ พอจู่ ๆ เห่าขึ้นมาแบบนี้ ก็ทำเอาซ่งจินเหยาตกใจกลัวไม่น้อย
สองสามีภรรยาก็สะดุ้งตกใจเช่นกัน พวกเขารีบถอยหลังออกไปสองสามก้าว
ซ่งจินเหยาพยายามจะปิดประตู แต่กลับถูกชายชราขวางเอาไว้
ในตอนนั้นเอง ชายชราได้เอ่ยขึ้น “ให้พวกเราเข้าไป ข้าเป็นปู่สองของหงเชิน”
ปู่สองของโม่หงเชิน?
แต่ซ่งจินเหยาก็ยังไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามาในบ้าน นางบอกเพียงว่า “โม่หงเชินไม่อยู่บ้าน ถ้าพวกท่านต้องการอะไรก็ไปหาเขาที่ทุ่งปศุสัตว์”
ทว่าหญิงชราที่อยู่ข้าง ๆ กลับโมโหและเริ่มตะโกนใส่นาง
“เจ้าคือผู้หญิงที่ทำร้ายลูกสะใภ้ข้า ยุยงอาเชินให้ไล่ลูกชายข้าออกจากงาน ทำให้พวกเขาแตกแยก”
.
.
.