ตอนที่ 23 วางแผนขโมยภาพวาด
ณ จวนตระกูลอวี๋
ภายในศาลาแห่งหนึ่ง มีร่างสูงชะลูดกำลังยืนเอามือไพล่หลัง
หัวหน้าหมู่บ้านมองเห็นอวี๋ซิ่งเหวินยืนอยู่ที่นั่น เขาแอบปาดเหงื่อ ตระกูลฉาเพิ่งแยกบ้านกัน คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว
อวี๋ซิ่งเหวินเรียกเขามาเวลานี้ด้วยเหตุอันใดกัน หรือจะต่อว่าเขาจากครั้งที่แล้ว?
เขาเดินตรงไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับขบคิดไปด้วย แม้ว่าเขาจะเดินช้ามากเพียงใด แต่สุดท้ายก็เดินมาถึงศาลาจนได้ เขาทำความเคารพพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “คุณชายรอง ท่านมีเื่อันใดถึงเรียกหาข้าน้อย?”
อวี๋ซิ่งเหวินหันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับใ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
อวี๋ซิ่งเหวินเอ่ยอย่างเ็า “ตอนนี้เ้ารู้จักประหม่าแล้วรึ? เหตุใดไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ว่าภาพนั้นมีปัญหา? อยากให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าคนมากมายงั้นรึ?”
เสียงทุ้มต่ำไร้อารมณ์ถามขึ้นราวกับกำลังสอบสวนนักโทษ
หัวหน้าหมู่บ้านใกับคำพูดของอีกฝ่ายไม่น้อย และรีบอธิบายด้วยสีหน้าที่ยังคงตกตะลึง “คุณชายรองกำลังพูดถึงอะไร พวกเราต่างก็เป็ตั๊กแตนสองตัวที่ถูกมัดบนเชือกเดียวกัน[1] หากข้าน้อย้าทำร้ายท่าน เช่นนั้นไม่ใช่ว่าข้าหาเื่ใส่ตัวรึ”
เขาคิดอย่างรวดเร็วและเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “คุณชายรอง หรือท่านจะบอกว่า…ภาพวาดนั้นเป็ของปลอมจริง ๆ รึ?”
เขาพูดจบก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
ตั๊กแตนสองตัวถูกมัดบนเชือกเดียวกันงั้นหรือ เมื่อได้ยินประโยคนี้ อวี๋ซิ่งเหวินก็เผยแววตาเหยียดหยาม และเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ทำไม เ้าก็รู้สึกว่าภาพนั้นมีปัญหาไม่ใช่รึ ข้าส่งคนไปตรวจสอบมาแล้ว อาจารย์สวีไม่เคยวาดภาพนั้น! พวกเราถูกแม่หนูคนนั้นหลอกให้แล้ว!”
หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับเบิกตากว้าง แม้จะเคยคาดเดาเอาไว้แล้วแต่ก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะเป็เื่จริง “ว่าอย่างไรนะ? ไม่ใช่ภาพที่อาจารย์สวีวาดจริง ๆ รึ? เช่นนั้นใครเป็คนวาด คงจะไม่ใช่..."
อวี๋ซิ่งเหวินเองก็เริ่มฉุกคิด “อย่าบอกนะ? ฉาจื่ออันเป็คนวาดรึ? ฮึ! ด้วยฝีมืออันไร้ความสามารถอย่างฉาจื่ออัน จะสามารถวาดได้เหมือนภาพของอาจารย์สวีได้อย่างไร มันจะต้องมีความลับซ่อนอยู่ในนั้นแน่ ๆ เ้าไปตรวจสอบให้ข้า ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี!”
หากฉาจื่ออันมีความสามารถเช่นนี้จริง ๆ เขาจะอยู่ในอำเภอหรงอินเล็ก ๆ แห่งนี้ไปทำไมกัน?
ช่างน่าขันนัก!
หลิงซานฉิงคงปล่อยให้เขาไปแสดงความสามารถที่เมืองหลวงนานแล้ว
พูดว่าให้ไปตรวจสอบน่ะง่าย แต่จะให้เริ่มตรวจสอบจากตรงไหนล่ะ?
หากภาพวาดนั้นวาดโดยฉาจื่ออันจริง ๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่หากภาพวาดนี้ไม่ใช่ฉาจื่ออันที่เป็คนวาด... แล้วใครจะสามารถวาดภาพเหมือนอาจารย์สวีได้? คนที่มีความสามารถวาดภาพเทียบเท่ากับอาจารย์สวี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเลย!
อวี๋ซิ่งเหวินให้เขาตรวจสอบสิ่งที่ไม่จำเป็นี้ หากเขาตรวจสอบได้สำเร็จ เขาจะมีส่วนร่วมอย่างมากกับความสำเร็จนี้ แต่หากเขาตรวจสอบไม่สำเร็จ…
หัวหน้าหมู่บ้านเผยสีหน้าเศร้าสลดออกมา “คุณชายรอง นี่... ในเมื่อคุณชายรองพบว่าภาพวาดนั้นเป็ของปลอม เหตุใดถึงไม่ไปจับฉาจื่ออันเสียเลยล่ะ ลงโทษเขาว่าเอาของปลอมมาปนกับของจริง ตระกูลฉาต้องได้รับผลที่ตัวเองก่อ ท่านไม่จำเป็ต้อง...”
“เ้าจะไปรู้อะไร? ทำตามที่ข้าบอกก็พอ เื่นี้มันใหญ่และสำคัญมาก หากทำไม่สำเร็จก็อาจส่งผลกระทบต่อทุกคน เ้าคิดให้ดี เื่ที่เกิดขึ้นสองสามครั้งมานี้ เ้าคิดว่าหลิงซานฉิงจะยังสนิทสนมกับเ้าอยู่อีกรึ? เื่ก่อนหน้านี้ที่เ้าทำไม่สำเร็จก็ช่างมันเถอะ แต่หากครั้งนี้ยังทำไม่สำเร็จอีก ข้าจะลงโทษเ้าอย่างไม่ธรรมดาแน่”
หากตรวจสอบเื่นี้อย่างโจ่งแจ้ง หลิงซานฉิงคงจะต้องขัดขวางทุกวิถีทางแน่ เมื่อถึงตอนนั้น แม้จะทำไม่สำเร็จ แต่ก็อาจจะทำให้เกิดเื่ที่ไม่จำเป็ขึ้นมาได้
นอกจากนี้ เขาจะปล่อยให้หลิงซานฉิงรู้ว่าเขาส่งคนมาตรวจสอบภาพวาดได้อย่างไร คำสั่งของคุณชายรองทั้งคุกคามและแฝงไปด้วยการข่มขู่ หัวหน้าหมู่บ้านกังวลว่าตัวเองจะได้รับโทษ เมื่อได้ฟังคำพูดนี้เขาก็รู้สึกใจสั่นเพราะความหวาดกลัว
สุดท้าย หัวหน้าหมู่บ้านก็เดินออกจากจวนตระกูลอวี๋ด้วยสีหน้าขมขื่น เขาเอามือไพล่หลังเดินไปทางบ้านตระกูลฉา
หากอยากจะตรวจสอบภาพวาดนั้น ก็ต้องได้ภาพนั้นมาเสียก่อน หากจะเอาภาพวาดนั้นออกมาได้ก็ต้องเข้าไปในบ้านตระกูลฉา โชคดีที่ครอบครัวของฉาจื่ออันแยกออกจากตระกูลฉาแล้ว แม้ว่าเขาจะไปที่บ้านของหญิงชรา หลิงซานฉิงก็จะไม่สามารถรู้ได้
ขณะที่คิดอยู่นั้น เขาก็มาถึงบ้านตระกูลฉาแล้ว
“ไอ้แม่ไก่ที่วางไข่ออกมาไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วข้าจะเอาไปขายให้หมดเลย…”
ฉาซื่อกำอาหารไก่ขึ้นมาพร้อมกับบ่นอยู่ตลอดเวลา หลิวซื่อที่เดินผ่านไป เมื่อได้ยินคำพูดนี้ นางก็มีสีหน้าที่ดูบิดเบี้ยวทันที
หัวหน้าหมู่บ้านไม่ชอบยุ่งเื่หยุมหยิมของพวกเขา เขาก้าวไปข้างหน้าและจงใจกระแอมไอเพื่อดึงดูดความสนใจของฉาซื่อ
เมื่อฉาซื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามา นางก็โยนอาหารไก่ในมือออกไป “หัวหน้าหมู่บ้าน เ้ามาแล้วรึ” นางพูดไปด้วยพร้อมกับเชิญเขาเข้าไปในที่ที่ไม่มีคน
หัวหน้าหมู่บ้านเอามือไพล่หลัง แสดงสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกับตอนที่อวี๋ซิ่งเหวินข่มขู่ให้คนหวาดกลัว
ฉาซื่อเหลือบมองหน้าเขา ก่อนจะมองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน เกิดเื่อะไรขึ้นรึ? นังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้นก็แยกออกไปแล้ว หากมีเื่อะไรเ้าก็บอกมาได้เลย”
ในลานกว้างแห่งนี้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง พวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องหลีกเลี่ยงอะไร
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกพอใจกับท่าทางที่ดูอ่อนแอของนาง สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับยิ่งโมโห “เื่อะไรงั้นรึ? หากไม่ใช่เื่ภาพวาดของลูกชายเ้าที่ทำของปลอมขึ้นมาหลอก แถมยังคิดเพ้อเจ้อตบตาคุณชายรองอีก ภาพนั้นมันเป็ของปลอม เ้ารู้บ้างหรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาสูงขึ้นไปอีกแปดระดับ แต่ฉาซื่อกลับใไม่น้อย
มือที่ถืออ่างของฉาซื่อถึงกับสั่นขึ้นมา แต่อ่างที่อยู่ในมือกลับไม่ได้หล่นออกจากมือ “อะไรนะ?!”
หลังจากพูดคำนั้นดังออกมา นางจึงได้รู้ตัวว่าตัวเองส่งเสียงดังเกินไป จึงรีบลดเสียงถามต่อทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน เ้าอย่ามาหลอกข้านะ ภาพวาดนั้นจะเป็ของปลอมได้อย่างไร? ตอนนั้นคุณชายรองก็ไม่ได้บอกว่าภาพนั้นเป็ของปลอมไม่ใช่รึ?”
หากภาพวาดนั้นเป็ของปลอม เช่นนั้นฉาจื่ออันก็หลอกลวงคุณชายรองน่ะสิ ตามนิสัยของคุณชายรองแล้ว เขาจะแก้ไขเื่นี้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาได้อย่างไร?
ยิ่งฉาซื่อสับสนมากเท่าไหร่ หัวหน้าหมู่บ้านก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ยังแสดงสีหน้าเคร่งขรึมขมวดคิ้วแน่น “เหตุใดจะไม่รู้? ของปลอมก็คือของปลอม ในเวลานั้นคุณชายรองเคารพอาจารย์สวีมาก จึงสะเพร่าไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ตอนนี้มีคนรายงานว่าภาพวาดนั้นเป็ของปลอม หากข้าไม่หยุดยั้งคุณชายรองเอาไว้ คงได้พิจารณาคดีต่อที่สาธารณะไปแล้ว!”
เมื่อฉาซื่อได้ยินว่าต้องขึ้นศาลาว่าการ สีหน้านางก็บิดเบี้ยวทันที นางมองไปรอบ ๆ และลดเสียงลง “หากไปที่ศาลาว่าการแล้ว จะจับหลิงซานฉิงนังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้นไปได้หรือไม่?”
“หญิงเลว หญิงเลว จะลงโทษหลิงซานฉิงได้อย่างไร คนที่ทำภาพวาดปลอมขึ้นมาก็คือเ้าสาม คนที่คุณชายรองจะไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการก็ต้องเป็เ้าสามสิ เกี่ยวอะไรกับลูกสะใภ้เ้า? หากเื่นี้คลี่คลายไม่ได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงลูกชายเ้าหรอก แม้แต่ครอบครัวเ้าก็จะถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย”
หัวหน้าหมู่บ้านแสร้งทำเป็เคียดแค้นชิงชัง ทำให้ฉาซื่อใมากขึ้นกว่าเดิม และเอ่ยด้วยสีหน้าขมขื่น “แล้วจะทำอย่างไรดี? หัวหน้าหมู่บ้าน เ้าต้องหาวิธีให้พวกเรานะ จะให้คุณชายรองแค้นใจครอบครัวนี้ไม่ได้นะ!”
ภายใต้ดวงตาที่ล่อกแล่กไปมานั้นฉาซื่อก็ไม่รู้อะไรเลย “หัวหน้าหมู่บ้าน เื่นี้หญิงต่ำช้าผู้นั้นเป็คนคิดขึ้นมา ไม่เกี่ยวอะไรกับอาสามเลย ต่อให้สืบสวนขึ้นมาจริง ๆ ก็เป็…”
“เื่มาถึงขั้นนี้แล้วเ้ายังคิดผลักไสความสัมพันธ์ออกไปอีกรึ? ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตามที่ทำเื่นี้ ตอนนี้คุณชายรองคิดแค่ว่าคนที่ทำคือเ้าสามเท่านั้น แล้วเ้าจะทำอย่างไรได้?” หัวหน้าหมู่บ้านขัดคำพูดนางอย่างรำคาญ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความไม่สบอารมณ์
นี่ นี่ นี่ มันไม่เสียแรงเปล่าไปหน่อยรึ…
เมื่อฉาซื่อฟังแล้วก็รู้สึกไม่ดี นางจึงร้องไห้โหยหวนออกมา “โอ๊ย แล้วจะทำอย่างไรดี ข้าเป็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะคิดวิธีออกได้อย่างไร” น้ำตานางร่วงลงมาสองสามหยด “หัวหน้าหมู่บ้าน เ้าบอกข้าทีว่าควรจัดการเื่นี้อย่างไร ข้าจะฟังเ้า ตราบใดที่มันสามารถปกป้องอาสามได้ จะให้ทำอะไรกับนังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้น ข้าทำได้หมด!”
อวี๋ซิ่งเหวินอยากได้หลิงซานฉิง เื่นี้นางรู้ดี ในเมื่อมีเงื่อนไขเช่นนี้ ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นหลิงซานฉิง
หัวหน้าหมู่บ้านไม่เพียงที่จะไม่ทำตามคำพูดของนาง แต่สีหน้าเขากลับไม่พอใจมากขึ้น “เ้ารู้จักลูกสะใภ้ของเ้าดี เื่ใหญ่โตขนาดนี้ นางเพียงคนเดียวจะหยุดเื่นี้ได้อย่างไร? เื่มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็เอาภาพวาดนั้นออกมาก่อน จะจัดการอย่างไรกับมันก็ค่อยว่ากันอีกที!”
เมื่อได้ภาพวาดมาแล้ว เขาก็จะได้เสร็จสิ้นภารกิจ หลังจากนั้นจะถูกจัดการอย่างไรก็เป็เื่ของคุณชายรองแล้ว เขาเข้าไปยุ่งไม่ได้
ฉาซื่อย่อมรู้ดีว่าภาพวาดนั้นมีค่ามากเพียงใด เมื่อคุณชายรองเห็นภาพวาดในตอนนั้น แม้แต่เงินห้าร้อยตำลึงเขาก็ยังไม่เอา ภาพวาดนั้นต้องมีค่ามากแน่ ๆ แล้วคราวนี้จะให้นางเอาออกมาทันที มันจะเป็ไปได้อย่างไร
ทันใดนั้น สีหน้าของหญิงชราก็เปลี่ยนไป นางไม่ใช่คนโง่ “ถึงอย่างไรภาพวาดนั้นก็เป็สิ่งมีค่า จะบอกให้เอาออกมาก็เอาออกมาเลยได้อย่างไร ไม่ได้หรอก พวกเ้าต้องทำข้อตกลงกับข้าก่อน”
สิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงนี้ก็ใช้โอกาสเพื่อเอาประโยชน์เข้าตัวสักเล็กน้อย แม้อีกฝ่ายจะเอาภาพวาดนี้ไปขาย เช่นนั้นเงินที่ได้จากการขายก็ควรมีส่วนแบ่งให้นางด้วย จะให้นางเอาภาพออกมาให้ตอนนี้เลย มันจะเป็ไปได้อย่างไร
ความคิดเ่าั้ของฉาซื่อ ใครที่ไหนจะไม่รู้บ้าง หัวหน้าหมู่บ้านเข้าใจคำพูดนี้ จึงถอนหายใจ “เ้าหนอเ้า คุณชายรองจะปล่อยให้เ้าขโมยของออกมาเฉย ๆ ได้อย่างไร? ขอแค่เ้าขโมยภาพวาดนั่นออกมาได้ เ้าก็จะได้เงินส่วนแบ่งไป”
ทุกคนต่างรู้ดีว่าฉาซื่อชอบความร่ำรวย นางเต็มไปด้วยความโลภ หญิงชราผู้นี้ย่อมต่อรองได้ด้วยเงิน
การมีเงินนั้นมันช่างยอดเยี่ยมนัก แววตาฉาซื่อถึงกับเปล่งประกาย “คุณชายรองรับปากว่าจะให้เงินจริง ๆ รึ? เช่นนั้นจะให้เท่าไหร่?”
“จะให้เท่าไหร่ก็เป็เื่ของคุณชาย สรุปเ้าจะขโมยหรือไม่ จะพูดอะไรให้มากความ?” น้ำเสียงเขายังคงหงุดหงิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำเื่นี้ให้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าจะมีบทลงโทษใดรอเขาอยู่
ครั้นเขาหยาบคายขึ้นมา สีหน้าของฉาซื่อก็เปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “ขโมยสิ แต่เราตกลงกันแล้วว่าของที่ขโมยได้ก็ต้องให้เงินข้าด้วย!”
“ยื่นหมูยื่นแมว!”
ทันใดนั้น ฉาซื่อก็ขยับจมูกดมฟุดฟิดไปมา ก่อนจะได้กลิ่นหอมลอยโชยมาในอากาศ นางลอบกลืนน้ำลายแล้วถอนหายใจออกมา “กลิ่นนี่มาจากบ้านใครกัน ยังมีเนื้อตุ๋นอีก ช่างหอมนัก”
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็สูดดมกลิ่นเนื้อนี้ด้วย และยังดมไปอยู่หลายครั้ง ตลอดทั้งปีพวกเขาแทบไม่ได้กินเนื้อเลย อีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ปีใหม่หรือวันเทศกาล แล้วบ้านใครหนอที่กำลังกินเนื้อ?
ทันใดนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ หัวหน้าหมู่บ้านจึงได้แต่ถอนหายใจออกมา “ข้าเพิ่งไปดูครอบครัวเ้าสามกำลังล้างผักอยู่ด้านนอก น้ำสีแดงพวกนั้น ดูแล้วน่าจะเป็น้ำล้างเนื้อ"
“ว่าอย่างไรนะ?” ฉาซื่อเอามือเท้าเอวหนึ่งข้าง เขย่งปลายเท้าเพื่อดมกลิ่นอย่างถี่ถ้วน และพบว่ากลิ่นนั้นมาจากทิศทางบ้านของฉาจื่ออันจริง ๆ
นางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความโกรธ “นังบ้านั่น กินเนื้อไม่เรียกแม่สามี ดีที่หัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่นี่พอดี พวกเราไปกันเถอะ ท่านไปที่นั่นก็ช่วยตัดสินเราด้วย วันนี้ข้าต้องทำให้เพื่อนบ้านทุกคนรู้ว่านังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้นอกตัญญูอย่างไร!”
ขณะเอ่ยออกมา นางก็เดินตรงไปด้านนอกโดยไม่สนใจว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะตามมาหรือไม่
[1] เปรียบเทียบคนสองคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ไม่มีใครหนีความรับผิดชอบพ้น หรือลงเรือลำเดียวกัน