ค่ำคืนวันอภิเษกสองแคว้นท่ามกลางลมหนาวกลางคืนของทุ่งหญ้าของแคว้นซ่งหยวน ผู้คนในเผ่าต่างพากันดื่มเหล้าสังสรรค์อย่างครื้นเครงมิใช่เพื่อเฉลิมฉลองแต่เพื่อิ่เกียรติของสตรีในกระโจม องค์หญิงหกแห่งแคว้นต้าจิงที่ถูกส่งมาเป็เครื่องบรรณาการแก่องค์ชายใหญ่องค์รัชทายาทผู้สยบทั่วหล้า
ภายในกระโจมองค์ชายสามแห่งราชวงศ์เช่อผู้ยิ่งใหญ่มีหญิงงามสวมชุดแดงงานนั่งอยู่ด้วยกายสั่นเทา สองมือของนางจับกันแน่นด้วยเกรงต่อคำลือว่าองค์ชายเช่อตี๋ผู้นี้อำมหิตและป่าเถื่อน นางนั้นไม่รู้ว่าชะตาชีวิตในวันพรุ่งนี้จะยังมีอยู่หรือไม่ความกลัวความโกรธที่ถูกอั้นอยู่ในใจกลายเป็สายน้ำตาที่ไหลรินออกมาอาบสองแก้มของหญิงสาวอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี
เพียงไม่นานผ้าคลุมหน้ากระโจมถูกดึงขึ้นและปิดลงอย่างรุนแรงจนััได้ ปรากฏชายร่างใหญ่กำยำเดินใกล้เข้ามาเสียงฝีเท้าหนักแน่นเสียงหายใจแรงหอบคล้ายเมาสุรา
หลีเหยาตอนนี้ก็คือองค์หญิงหกด้วยผ้าคลุมหน้าจึงทำให้มองบุรุษตรงหน้าไม่ชัดเจนในใจได้แต่คิดว่านี่คือกระโจมองค์ชายใหญ่เช่นนั้นแล้วคงมิใช่ผู้อื่น จึงเพียงลุกขึ้นช้าๆ นางนั้นลุกขึ้นยังไม่เต็มเท้าก็ถูกชายผู้นั้นกระชากแขนและผลักกายอันบอบบางของนางลงบนเตียงอย่างรุนแรง
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงบุกเข้าปลุกปล้ำนางโดยที่นางไม่เต็มใจ
“องค์ชาย องค์ชายหยุดก่อนเพคะ” หลีเหยากล่าวทั้งสองมือปัดป้องร่างกายเขาออก แต่แรงสตรีมีหรือจะสู้บุรุษร่างกายกำยำเช่นนั้นได้
เขาฉุดกระชากอาภรณ์งามของนางออกแต่คงยังเหลือผ้าคลุมหน้านั้นดึงปิดไว้ เขาลูบไล้ไส้ซอกคออันขาวผ่องเสียงหืดกระหอบของชายหนุ่มดังกระเส่าขึ้นข้างหูของนาง
หญิงสาวแรงรุ่นที่ไม่เคยผ่านมือชายถูกกระทำอย่างไร้ปรานีนางทำได้เพียงอดทนให้ค่ำคืนเลวร้ายนี้ผ่านไป
“องค์ชายหม่อมชั้นเจ็บเพคะ องค์ชาย”
ยิ่งนางร้องขอให้เขาหยุดเพียงใดเขาก็ยิ่งรุนแรงกับนางมากขึ้น มือใหญ่อันหยาบกร้านดึงผ้าคลุมหน้านางบีบรัดคอเล็กๆ นั้นไว้แน่นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวคล้ายจะหมดสติ เขาก็คลายมือออกอีกครั้งทุกครั้งที่ได้เห็นนางใกล้สิ้นลมตัวเขาก็ยิ่งรู้สึกเร่าร้อนต่อสัมพันธ์สวาทนี้ แต่นี่กลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้จิตใจของหญิงสาวไร้เดียงสานั้นแตกสลายอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่ทำให้จิตใจของนางนั้นแตกสลายก็คือภาพของบุรุษอีกคนที่เดินเข้ามา เสียงอันโรยรินเอ่ยขึ้นอย่างเจ็บช้ำเมื่อสายตาอันพร่ามัวที่ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมหน้ามองเห็นชายตรงหน้า
“องค์ชาย...องค์ชายใหญ่”
หลีเหยาเมื่อเห็นเช่นนั้นในใจได้แต่คิดหากสามีที่พึ่งกราบไหว้ดินเพิ่งย่างเท้าเข้ามา เช่นนั้นบุรุษบนกายนางคือใคร
“เ้าเป็ใคร” หญิงสาวพยายามกลับมาดีดดิ้นด้วยแรงเฮือกสุดท้ายอีกครั้ง
“องค์หญิงหกยอดรักข้า ดีดดิ้นไปทำไมน้องชายข้าไม่ดีกับเ้าหรือ” องค์ชายเช่อตี๋กล่าวอย่างไร้เยื่อใยทั้งเหยียดหยามนาง ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะกลางกระโจมยกถ้วยสุรานั่งมองชายาตนถูกองค์ชายห้าเช่อิย่ำยีอยู่ตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์
หลีเหยาได้แต่หลับตาลงอย่างอนาถใจน้ำตาอันแสนเ็ปรินไหลครั้งแล้วครั้งเล่าตนที่ไร้แรงต่อสู้ร่างกายที่ถูกทำร้ายอยู่ตลอดคืน
“ทำไม ทำไม ทำไมต้องทำกับข้าเช่นนี้” หลีเหยากรีดร้องอย่างคับแค้นใจ แม้ร่างกายถูกทำร้ายเพียงใดก็ไม่เท่ากับจิตใจและศักดิ์ศรีของนางที่ถูกเหยียบย้ำจนไม่เหลือชิ้นดี
องค์ชายเช่อตี๋ที่เห็นนางกรีดร้องเช่นนั้นกลับไม่ได้เวทนาต่อนางสักนิดเขากลับเดินเข้าไปดึงผ้าคลุมหน้านั้นออกให้นางได้เห็นชายตรงหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น หลีเหยาสองแขนถูกตรึงไว้ทั้งสองข้างทำได้เพียงเบือนหน้าหลบด้วยความสังเวชใจตน
“ข้าให้เ้ามองเ้าก็ต้องมอง” องค์ชายเช่อตี๋จับใบหน้านางหันมามองตนด้วยใบหน้าวิปริต ทั้งหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนที่ตัวเขาเองจะเข้าร่วมการกระทำอันน่ารังเกียจนี้
สองพี่น้องมองนางราวของเล่นไร้ชีวิตการกระทำที่รุนแรง ทำให้ใบหน้าและทั่วร่างของนางเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำทั้งที่ยังไม่ข้ามคืน
หญิงสาวที่ไม่มีแม้แต่แรงพยุงตัวขึ้นได้สะอึกสะอื้นต่อความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรีของสตรีถูกพรากอย่างน่ารังเกียจเช่นนี้ เพียงคิดหากตนสามารถผ่านค่ำคืนเลวร้ายนี้ไปแรงแค้นและความเกลียดชังนี้จะเก็บไว้รอให้วันของตนมาถึง
“ข้าหลีเหยาขอสาบานไม่ว่าความสกปรกอัปยศน่าสมเพชเ็ปทรมานเหล่านี้ผู้ใดมอบให้ข้า ข้าจะต้องคืนให้พวกมันอย่างสาสม”
หลีเหยาหลับตาลงอย่างเ็ปนึกย้อนไปเมื่อตอนที่นางนั้นเป็เพียงนางกำนัลตำหนักองค์หญิงหกวังหลวงต้าจิง
สิบวันก่อนหน้า
“อาเหยา”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลังหลีเหยาเมื่อได้ยินเผยยิ้มกว้างหันตามเสียงที่เอ่ยเรียกนาง
“องค์ชายรอง”
“ข้าไปนอกวังมาจำได้ว่าเ้าชอบเลยซื้อมาให้เ้ารับไปสิ” องค์ชายรองกล่าวพลางยื่นห่อขนมลูกตาลที่นางชอบ
หลีเหยารับมาทั้งยิ้มอย่างเหนียมอาย
“องค์ชายรองจำได้ด้วยหรือเพคะ”
“เกี่ยวกับเ้ามีอะไรบ้างข้าจำไม่ได้ ข้ายังจำได้ว่าเ้าชอบดอกโบตั๋นชอบสีขาวชอบบทกลอนของฉวนฮัวยังมีอะไรอีกนะให้ข้าคิดก่อน”
ความใส่ใจขององค์ชายนั้นทำให้ริมฝีปากอันอวบอิ่มของหลีเหยาเผยกว้างจนเห็นฟัน นางกำนัลเช่นนางอยากจะมีชีวิตที่ดีเพียงมีองค์ชายที่ดีต่อนางเช่นนี้ชีวิตข้างหน้าก็นับว่าไม่ลำบากแล้ว หญิงสาวมีดวงใจน้อยๆ ที่เต็มไปด้วยความรักของหนุ่มสาวและความหวังต่อชายตรงหน้า
ตัวองค์ชายรองเองก็ชอบพอนางอยู่มากจริงๆ ทั้งสองรู้จักกันั้แ่เด็กเติบโตรู้นิสัยใจคอกันเป็อย่างดี องค์ชายรองค่อยๆ โน้มลงจูบที่ริมฝีปากนางอย่างนิ่มนวล
“จูบนี้ถือเป็คำสัญญาของเราสองคนรู้หรือไม่”
หลีเหยาเพียงพยักศีรษะทั้งใบหน้าแดงระเรื่อ
“องค์ชายกล่าวแล้วอย่าคืนคำนะเพคะ”
เขาเผยยิ้มกว้างแล้วดึงนางเข้าโอบกอดไว้แน่น
“ข้าสัญญา”
คำกล่าวแม้เพียงสองคำของเขาแต่นั้นทำให้ดวงใจของหญิงสาวพองโตสิ่งนี้สำหรับนางนั้นยิ่งกว่าความฝันงดงามเสียอีก
“หม่อมชั้นจะรอเพคะ”
“หลีเหยา หลีเหยา” เสียงเรียกชื่อนางจากองค์หญิงหกดังมาจากในสวนหลวงทำให้ทั้งสองรีบปล่อยมือออกจากกัน
หลีเหยารีบเร่งเดินไปตามเสียงเรียกของผู้เป็นายก่อนลับสายตานางนั้นได้หันไปมองชายคนรักอีกครั้งก็เห็นว่าเขานั้นยังคงยืนมองและส่งยิ้มหวานให้แก่นางอยู่นางเองก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“หลีเหยาเ้าไปไหนมาข้าเรียกหาเ้าอยู่ตั้งนาน”
“องค์หญิง้าสิ่งใดหรือเพคะ เมื่อครู่หม่อมชั้นมัวหาต่างหูที่ตกอยู่องค์หญิงโปรดประทานอภัยเพคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกข้าก็แค่เบื่อเ้าว่าพวกเราแอบออกไปเที่ยวนอกวังดีมั้ย ข้าจะให้พี่รองพาพวกเราไป”
“หากฝ่าาจับได้จะทรงถูกลงโทษนะเพคะ”
องค์หญิงหกได้ยินคำว่าลงโทษก็เผยสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาอีกครั้ง
“เ้านี่ชอบขัดข้าอยู่เรื่อยเลย”
หลีเหยานั้นมององค์หญิงหกที่เติบโตมาด้วยกันนี้ราวน้องสาวทั้งให้เกียรติปกป้องเอ็นดูและตามใจ ทุกครั้งที่ออกหน้ารับโทษแทนคนอื่นอาจมองว่านั้นเป็หน้าที่ที่นางกำนัลสมควรกระทำแต่สำหรับนางนั้นที่นางทำล้วนเพื่อนางสาวคนนี้เท่านั้น
“เช่นนั้นรีบไปรีบกับนะเพคะ”
องค์หญิงทันทีที่ได้ยินว่านางนั้นเห็นด้วยก็ะโตัวสูงอย่างดีใจพลางกอดหลีเหยาไว้แน่น
“เ้านี่ดีกับข้าที่สุดในใต้หล้านี้เลย”
“พอแล้วเพคะ หากคนอื่นมาเห็นเข้าแล้วนำไปฟ้องฮองเฮาจะถูกตำหนิเื่มารยาทอีกนะเพคะ”
“ก็จริงของเ้า” องค์หญิงหกปล่อยตัวหลีเหยาออกก่อนจะเดินนำแสดงมารยาทสตรีเป็การเสียดสีที่ฮองเฮานั้นมักจะตำหนินาง
หลีเหยาที่ได้เห็นท่าทางเช่นนั้นก็เพียงยิ้มและส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
องค์ชายรองนั้นแอบพาหญิงสาวทั้งสองออกจากวังมาพร้อมกับองครักษ์อีกนายเพื่อคอยดูแลองค์หญิงส่วนตนนั้นจะได้มีเวลาอยู่กับสตรีที่ตนชอบ
ทั้งสี่พากันเดินตลาดขี่ม้าเล่นไปทั่วเมืองก่อนจะหยุดลงที่ทุ่งดอกไม้ไม่ไกลจากวังหลวงเท่าใดนัก
“เสด็จพี่ข้าจะไปดูทางนั้นหน่อยพวกท่านก็นั่งพักแถวนี้ไปก่อนนะเพคะ” องค์หญิงหกก้าวลงม้าพลางเอ่ตต่อพี่ชายตนด้วยท่าทางร่าเริง
“เซียวอวิ๋นเ้าตามไปอารักขาองค์หญิงหกด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มรับคำสั่งแล้วจึงวิ่งตามองค์หญิงหกไป
หลีเหยาที่ยืนมองเหล่าดอกไม้เล็กๆ อยู่ก็ต้องใที่จู่ๆ องค์ชายรองก็เข้าสวมกอดนางจากทางด้านหลัง
“องค์ชายทำอะไรเพคะ เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้าจะไม่เหมาะนะเพคะ”
“อาเหยาที่นี่ไม่ใช่วังหลวงสักหน่อยจะมีใครมาเห็นให้ข้ากอดเ้านานๆ หน่อยไม่ได้หรือ”
เมื่อได้ยินคำแสนหวานเ่าั้หลีเหยาเองก็เพียงเผยยิ้มขวยเขินออกมา
“แล้วองค์หญิงล่ะเพคะ”
“น้องหกเองไม่ใช่ไม่รู้เื่ของเราเสียหน่อยที่นางเดินออกไปก็ด้วยเื่นี้หรือเพียงแค่นี้เ้าก็มองไม่ออก”
“มองออกเพคะ เพียงแค่…”
“อยู่นอกวังเ้าไม่ใช่บ่าวไม่ต้องเกรงใจนางขนาดนั้นก็ได้รู้มั้ย”
“เพคะ”
องค์ชายรองวางพักศีรษะของเขาลงที่ไหล่นางอย่างไร้กังวลทั้งสองยืนจ้องมองทุ่งดอกไม้กว้างตรงหน้าพูดคุยเื่ของวันข้างหน้าอย่างสุขใจ
องค์หญิงหกเองก็แอบมองคนทั้งสองอยู่ไม่ไกลนักได้ยิ้มกว้างออกมาที่เห็นทั้งสองสวมกอดกันเช่นนั้นก่อนที่จะเสียหลังเพราะเนินที่ยืนอยู่ เซียวอวิ๋นรีบเอื้อมมือโอบจับองค์หญิงหกไว้ในอ้อมแขนทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ใบหน้านางนั้นเริ่มแดงจนเห็นได้ชัด เซียวอวิ๋นจึงได้รีบปล่อยมือออกจากองค์หญิง
“กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เป็ไรเ้าช่วยข้านิ”
“องค์หญิงไม่เป็ไรใช่มั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงหกส่ายหน้าเบาๆ พลางอมยิ้มอยู่เล็กๆ เซียวอวิ๋นเห็นท่าทางขององค์หญิงก็คิดไปว่าองค์หญิงนั้นคงจะรู้สึกอายจึงได้รีบลุกขึ้นคิดจะเดินหนีไป
เมื่อเห็นว่าเขาจะเดินหนีไปองค์หญิงหกจึงได้รีบเอ่ยเรียกไว้
“เดี๋ยวสิองครักษ์เซียว”
“องค์หญิงมีอะไรจะรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากไปดูตรงนั้น”
เซียวอวิ๋นที่ไม่เข้าใจว่านางนั้น้าอะไรจึงเพียงหันไปมองทางที่นางชี้ไปทั้งถอยทางให้นางนั้นได้เดินก่อน องค์หญิงหกเมื่อเห็นเขาทำเช่นนั้นจึงรีบแสร้งเจ็บข้อเท้าให้เขาได้เห็น
“ข้าเดินไม่ไหวเ้าให้ข้าขี่หลังได้มั้ย” นางเอ่ยอย่างไม่แน่ใจกลัวว่าเขานั้นจะปฏิเสธ
เซียวอวิ๋นที่เห็นว่าผู้เป็นายเอ่ยปากจึงคิดไปว่าคือคำสั่งจึงได้นั่งลงเพื่อรอให้นางนั้นขี่หลัง องค์หญิงหกเผยยิ้มหวานโน้มลงขี่หลังเขา
องค์หญิงหกนั้นที่ชอบเอ่ยขอให้องค์ชายรองพาตนออกมาเที่ยวนอกวังมิใช่เพียงให้เขาและหลีเหยาได้อยู่ด้วยกัน แต่ตัวนางเองก็แอบชอบเซียวอวิ๋นอยู่ไม่น้อยเช่นนี้นางจะได้ใช้คนทั้งสองเป็ข้ออ้างแยกตัวออกมาองครักษ์อย่างเซียวอวิ๋นก็ต้องตามนางออกมาเวลาที่สามารถอยู่กับเขาสองต่อสองเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายเลย
ขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังเดินตามทางที่นางบอกอยู่นั้น องค์หญิงหกก็ได้รวบรวมความกล้าของตนเอ่ยถึงเื่ที่นางอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา
“องครักษ์เซียวท่านชอบสตรีเช่นไรหรือ”
เมื่อรอคำตอบอยู่นานเห็นว่าเขาไม่เอ่ยตอบนางจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยว่ากลัวเสียหน้า
“ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าเองแค่อยากรู้เห็นพี่รองว่าท่านยังไม่มีภรรยา”
“กระหม่อมไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าหมายความว่ายังไงที่ว่าไม่รู้”
“องค์หญิงถามว่ากระหม่อมชอบสตรีเช่นไร กระหม่อมไม่รู้พ่ะย่ะค่ะแต่เดิมก็ไม่ได้สนใจ”
“เช่นนั้นเ้าไม่ชอบสตรีเช่นไรล่ะ”
เซียวอวิ๋นเงียบคิดอยู่ครู่ใหญ่องค์หญิงหกเองก็เฝ้ารอฟังอย่างจดจ่อ
“กระหม่อมไม่ชอบสตรีเสียงดัง เอะอะไม่มีท่าทางของสตรีพ่ะย่ะค่ะ”
“เสียงดังไม่มีท่าทางสตรีหรือ” องค์หญิงหกเมื่อได้ฟังก็คิดในใจว่าเช่นนั้นไม่เท่ากับไม่ชอบนางหรอกหรือ เพราะนางนั้นชอบพูดจาเสียงดังเื่มารยาทสตรีก็ถูกตำหนิอยู่ตลอด
“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวอวิ๋นหยุดลงข้างแม่น้ำสายใหญ่ทั้งค่อยๆ ปล่อยนางลงจากหลัง
องค์หญิงหกที่ได้ฟังคำพูดเมื่อครู่ก็เอาแต่เงียบอยู่กับความคิดตนเซียวอวิ๋นก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงยืนคุ้มครองนางอยู่ไม่ห่าง
“เ้าชอบข้ามั้ย” องค์หญิงหกกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ
เซียวอวิ๋นได้แต่อึ้งไปก่อนจะรีบรุดคุกเข่าลงด้วยเกรงต่ออาญาหลวง
“องค์หญิงอย่ากล่าวเล่นกับกระหม่อมเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ หากผู้อื่นมาได้ยินเข้าท่านจะเสียเกียรติได้”
“ที่นี่ไม่มีใครสักคนเ้าแค่ตอบมาว่าเ้าชอบข้ามั้ย” องค์หญิงหกเดินเข้าใกล้ตัวเขา เขาเองก็รีบคลานเข่าถอยหลังไปเท่านี้นางก็รู้ได้เข้าใจว่าเขานั้นไม่ได้ชอบนาง
“เ้ามีคนที่ชอบแล้วหรือ” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งโกรธที่เขานั้นไม่ชอบนางเหมือนที่นางนั้นชอบเขามากเพียงนี้
เซียวอวิ๋นยังคงก้มหน้าไม่เอ่ยตอบองค์หญิงหกก็เริ่มร้องไห้ออกมายกใหญ่ ก่อนที่จะวิ่งหนีไปทั้งที่ตนนั้นอุตส่าห์ออกหน้ากล่าวขึ้นก่อนเช่นนี้ แต่เขากลับนิ่งเฉยไร้อารมณ์อยู่เช่นเคย
องค์ชายรองและหลีเหยาที่เห็นว่าองค์หญิงหกวิ่งร้องไห้กลับมาก็รีบเข้าสอบถามด้วยความห่วงใยแต่องค์หญิงหกกลับผลักตัวหลีเหยาออกจนล้มลงแล้วขึ้นม้าขี่ออกไปคนเดียว
“เจ็บหรือเปล่า”
“ไม่เป็ไรเพคะ”
เซียวอวิ๋นที่พึ่งวิ่งตามมาถึงก็ถูกองค์ชายรองเอ่ยเรียกเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น”
“องค์ชายตามองค์หญิงก่อนเถอะเพคะ” หลีเหยาเอ่ยออกมาอย่างร้อนใจ
“ไม่เป็ไรหรอกน้องหกไม่กล้าไปที่ไหนคนเดียวขี่ม้าออกไปเช่นนั้นก็คงกลับวังอย่างมากก็ถูกลงโทษ” กล่าวเสร็จเขานั้นก็หันกลับไปเค้นหาคำตอบจากเซียวอวิ๋นอีกครั้งจึงได้รู้ว่าองค์หญิงหกร้องไห้ด้วยเื่อะไร
“เ้านี่โง่จริงๆ นางเอ่ยขนาดนี้แล้วพูดให้นางดีใจสักหน่อยไม่ได้หรือไง” องค์ชายรองเอ่ยออกอย่างตำหนิที่เขานั้นทำให้เื่แค่นี้เป็เื่ใหญ่ไปได้
“องค์ชายหากองครักษ์เซียวไม่ได้ชอบองค์หญิง แล้วท่านจะให้เขาโกหกให้นางดีใจเช่นนี้หากองค์หญิงมารู้ทีหลังก็ต้องเสียใจองครักษ์เซียวต้องลำบากใจสิเพคะเื่นี้ข้าไม่เห็นด้วยนะเพคะ”
“น้องหกน่ะหรือจะทำให้เขาลำบากใจได้สักเท่าไหร่เชียวอย่างมากก็ขอประทานสมรสได้แต่งกับองค์หญิงไม่ดีตรงไหน”
“แต่องครักษ์เซียวไม่ได้ชอบองค์หญิงนะเพคะ”
“อาเหยาเ้าว่าน้องหกไม่ดีตรงไหนงั้นหรือ”
หลีเหยาถอนหายใจออกมาเสียงดังที่เห็นว่าเขานั้นดูท่าจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่นาง้าจะสื่อ
เซียวอวิ๋นที่เห็นว่าทั้งสองนั้นกำลังจะทะเลาะกันด้วยเื่ของตนจึงรีบเอ่ยขัดขึ้น
“องค์ชาย หลีเหยากระหม่อมว่าพวกเรารีบกลับวังก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสามจึงได้เดินทางตามรอยองค์หญิงหกไปอย่างช่วยไม่ได้ ความขุ่นมัวระหว่างองค์ชายรองและหลีเหยาเองก็ยังมีอยู่ไม่หายไปไหน
เมื่อถึงวังหลวงหลีเหยาก็รีบเดินกลับตำหนักเพื่อตามหาองค์หญิงทันทีโดยไม่สนใจว่าองค์ชายรองจะกล่าวเรียกนางเช่นไร
“อาเหยาเดี๋ยวสิ”
องค์ชายรองมองตามนางที่ไม่สนใจคำกล่าวของเขาจึงได้เดินกลับตำหนักตัวเองไปอย่างหัวเสีย