ณ ค่ำคืนที่มืดสนิท
ร่างผ่ายผอมของ เสิ่น อู๋เต้า กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าหลุมฝังศพที่ถูกขุดขึ้นใหม่ ด้วยสภาพอิดโรยอย่างที่สุด ดวงตาของชายชราทั้งบวม และ แดงก่ำ เนื่องจากการร่ำไห้ เวลานี้ร่างกายอันไร้ิญญาของ อู่ อวี้ กำลังนอนราบสงบนิ่งอยู่ข้างคูน้ำ ร่างของเขาได้ถูกห่อหุ้มด้วยเสื่อฟาง คราบเืที่เคยติดเกรอะกรังตามร่างกาย ได้ถูกชายชราเช็ดถูออกอย่างพิถีพิถัน
“อู่ อวี้ การที่เราทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกัน ถึงแม้จะเป็แค่่เวลาสั้น ๆ ก็ตาม ก็ถือเป็วาสนาชักพายิ่งแล้ว ของชิ้นนี้เป็สมบัติประจำตระกูลที่ถูกส่งต่อมาถึงข้า มันมีอายุหลายร้อยปี แต่บัดนี้มันก็กลายเป็โลหะไร้ประโยชน์ มาหลายปีแล้วเช่นกัน ท่านพ่อของข้าก็ยังยืนยันหนักแน่นเสมอว่าให้ข้านั้นส่งต่อ แต่ข้าไม่มีเมีย หรือ ลูกหลานที่จะส่งต่อไข่มุก์ชิ้นนี้ได้ ดังนั้นข้าจึงขอมอบมันแก่เ้า ถือเป็ของขวัญที่เรานั้นมีวาสนาได้พบพานกัน ไม่น่าเลยหลานชาย เ้ายังมีเื่มากมายต้องสะสางอยู่บนโลกใบนี้”
เสิ่น อู๋เต้า ปลดเชือกสีแดงออกจากคอของตนเอง แล้วผูกมันไว้บนคอของ อู่ อวี้ จี้ไข่มุก์ถูกวางไว้บนหน้าอกของเขา หลังจากนั้นชายชราก็ก้มลงโค้งคำนับหลุมฝังศพ 3 ครั้ง ด้านหน้าหลุมฝังศพเต็มไปด้วยเศษหินดินทราย ชายชรายังได้สร้างป้ายหลุมศพ โดยสลักข้อความเอาไว้ว่า “ข้าเนี่ยแหละ อู่ อวี้ ผู้เป็รัชทายาทแห่งอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่”
รัชทายาทแห่งอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ สติปัญญาอันหลักแหลมของเขานั้น ทำให้์ต้องสั่นะเื
ก่อน่สุดท้ายของชีวิตจะมาถึง ลุงเสิ่นได้ล่วงรู้ฐานะอันแท้จริงตอนที่ อู่ อวี้ ยังอยู่ภายในอาณาจักรมนุษย์ หลังจากได้พูดคุยกันบนก้อนศิลาสีเขียวในวันนี้
“ลุงเสิ่นของเ้า จะอยู่เฝ้าหลุมฝังศพของเ้าเป็เวลา 7 วัน 7 คืน”
หลังจาก ซู หยานหลี่ ได้รู้เื่นี้ นางจึงได้แจ้งข่าวไปยังซือตู๋ จิน เพื่อให้เขายอมปล่อยให้ชายชราไปฝังศพของ อู่ อวี้ ฉะนั้นวันแห่งความเลวร้ายจึงได้ผ่านพ้นไปอีก 1 วัน
กลางดึกสงัดของราตรีนี้ เสิ่น อู๋เต้า กำลังนอนเอนกายอยู่บนต้นไม้ ชายชราได้จ้องมองไปยังหมู่ดาวอันเพริสเพราที่ประดับประดาอยู่บนท้องนภายามราตรี
“เฮ้ย ....”
ฉับพลัน ป้ายหลุมฝังศพก็ะเิขึ้น ตู้มมม!!!!
“เกิดอะไรขึ้น?” ลุงเสิ่นประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเขามั่นใจว่า ตนนั้นได้ปักป้ายหลุมศพฝังไว้ในดินจนลึกมาก
ทันใดนั้น!
แขนขาวซีดข้างหนึ่งก็โผล่พรวดออกมาจากพื้นดิน ยามเมื่อมันต้องแสงจันทร์ทราสลัว ภาพ ๆ นั้นช่างดูน่าหวาดกลัวเสียยิ่งนัก ชายชราะโถอยหลังกลับไป เพราะความตื่นตระหนก พื้นดินค่อย ๆ ยุบตัวลง เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวไร้ซึ่งสีเื
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของชายชรา ดินเริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง เผยให้เห็นแขนสองข้างที่โผล่ออกมาสู่โลกภายนอก ทิ้งไว้เพียงรอยหลุมลึกบนพื้นดิน
ใบหน้าของอู่ อวี้ เริ่มมีเืไหลจนถูกย้อมเปลี่ยนเป็สีแดงดั่งลูกทับทิม ทันใดนั้นเสียงของ อู่ อวี้ ดังออกมาจากหลุมฝังศพของตนเอง เขาจะมองไปยังลุงเสิ่นด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “ลุงเสิ่นท่านฝังข้าทำไม ข้ายังไม่ตาย? ท่านฝังข้าจนเกือบจะตายจริง ๆ แล้ว!” ในเวลานี้เขาไม่รู้ว่าควรทำสิ่งไหนถึงจะถูก เขาควรจะหัวเราะอย่างยินดี หรือ ควรจะร่ำไห้ฟูมฟาย เนื่องจากาแของเขายังไม่ได้รับการเยียวยารักษา ดังนั้นการออกจากหลุมฝังศพของตนเอง จึงสร้างความเ็ปให้กับตัวเขาไม่น้อย
“จะ เ้ายังไม่ตาย!!!?”
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับลุงเสิ่นเป็อย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะตาย แล้วจะมีผู้ใดเล่าสามารถรอดชีวิต จากาแฉกรรจ์เช่นนั้นมาได้? การที่เขาสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชได้นั้น ช่างถือเป็เื่น่าอัศจรรย์ยิ่งแล้ว
"ก็ใช่น่ะสิ! แค่ถูกแส้ฟาดเพียงไม่กี่ที ยังไงก็ไม่สามารถปลิดชีพคนอย่างข้าได้หรอก!” เขารู้สึกว่าตนนั้นเพียงแค่นอนหลับไป
“ประเสริฐจริงๆ” ลุงเสิ่นเผยรอยยิ้มออกมา ซึ่งหาดูได้ยาก
“มา ไหนๆ เ้าก็ไม่ตายแล้ว เรามาดื่มกัน เพื่อฉลองให้แก่เ้าที่ยังมีชีวิตรอด!”
ลุงเสิ่นเดินไปหยิบไหสาเก รสเลิศดีที่สุดออกมา มันคือสาเกที่ชายชราพร่ำบ่มมาเป็เวลานานหลายสิบปี ชายชราคิดว่ามันสมควรแก่โอกาสอันน่ายินดี ซึ่งก่อนหน้าชายชราได้เทมันลงไปบนหลุมฝังศพของ อู่ อวี้ กว่าครึ่งไหแล้ว เท่ากับเวลานี้มันเหลือเพียงแค่ครึ่งไหเท่านั้น แต่เพราะเจตนาของพวกเขาไม่ได้้าร่ำสุรา จนเมามาย!
หลังจากดื่มสาเกจนหมดไหแล้ว ทั้งสองได้นอนเอนกายลงบนผืนดิน พวกเขากำลังเหม่อมองดวงดารานับไม่ถ้วน ที่ประดับประดาอยู่บนฟากฟ้าในราตรีนี้
“อู่ อวี้ เ้าเกลียดชัง ซือตู๋ หรือไม่?” เสิ่น อู๋เต้าถาม
“เกลียดสิ ข้าอยากจะฆ่ามันให้ตายด้วยซ้ำ” อู่ อวี้ ตอบอย่างเถรตรง ด้วยท่าทางไม่แยแส แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็เทพเซียน หรือยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม คนพวกนี้ไม่แยแสต่อชีวิตของมนุษย์ ชีวิตของพวกเขานั้นต่ำต้อยไร้ค่ายิ่งกว่ากระเรียน์เสียอีก ไม่มีสิ่งใดจะทำให้เขาโกรธเคืองไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ในสายตาของเทพเซียนเหล่านี้ กระเรียน์นั้นมีคุณค่ามากกว่าข้ารับใช้อย่างพวกเขาเสียอีก
“อย่าได้เกลียดชัง จงปล่อยวางมันไปซะ ปุถุชนที่เป็ข้ารับใช้อย่างพวกเรา ยังไงก็ไม่มีวันที่จะต่อกรกับชาว์ได้ สัญญากับข้ามาซะ!” ลุงเสิ่นถามอย่างจริงจัง
อู่ อวี้ ต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบากนี้ ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามเช่นไรดี
“พวกเขาเป็ที่โปรดปรานของ์ กำเนิดมาเพื่อเป็ผู้ปกครองเหนือเรา เราเป็เพียงมนุษย์ปุถุชน เราเป็แค่มดปลวกอ่อนแอ การที่พวกเขาจะบดขยี้คนอย่างพวกเราไปสู่ความตายนั้นแสนง่ายดายนัก ดังนั้นเ้าจึงไม่สามารถเกลียดชังบุคคลเหล่านี้ได้ ยิ่งเ้าเกลียดชังมากเท่าใด เ้าก็จะเห็นความตายเร็วขึ้นเท่านั้น”
‘ตกลง’
หลายวันผ่านมาท่านลุง เสิ่น อู๋เต้า ดูแลตัวเขาเป็อย่างดี ในระหว่างที่ตัวเขาหมดสติไป ชายชราต้องเสี่ยงชีวิต และ ความปลอดภัยของตนเอง เพื่อปกป้องตัวเขาจากการถูกข้ารับใช้คนอื่น ๆ ทำร้ายตบตี มิหนำซ้ำชายชรายังเสนอตัวปกป้องยอมกลายเป็แพะรับบาปแทนเขา ความห่วงใย และ เมตตาของชายชราได้ถูกสลักลงไปในหัวใจของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือน ด้วยเพราะเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ลุงเสิ่น ต้องกังวลใจเกี่ยวกับตัวเขาได้อีก
“เวลานั้นข้าพลาดโอกาสที่จะกลายเป็ชาว์ เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น หากข้าประสบความสำเร็จได้ล่ะก็ ...” ลุงเสิ่นถอนหายใจออกมาเมื่อหวนนึกถึงอดีต จากนั้นชายชราก็เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี
ความเสียใจที่ยิ่งใหญ่สุดในชีวิตของลุงเสิ่นนั้น ไม่ต่างจาก อู่ อวี้ เลย เพราะตัวเขาเองก็ล้มเหลวแค่เพียงก้าวเดียวเช่นกัน
“เดี๋ยว สร้อยมุก์ล่ะ?” เสิ่น อู๋เต้า จ้องมองมาที่หน้าอกของ อู่ อวี้ ด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง เพราะความประหลาดใจ อู่ อวี้ ก้มมองลงมาบนหน้าอกของตนเอง เขาก็พบว่าสายสร้อยคอสีแดงยังถูกสวมใส่อยู่เช่นเดิม แต่ทว่าจี้โลหะได้สูญหายไปเสียแล้ว
“บางทีมันอาจจะตกลงไปในหลุมฝังศพ เดี๋ยวข้าจะลงไปหาดูก่อน”
ทั้งสองค้นหาจี้โลหะนานกว่า 1 ชั่วยาม แต่ก็ไร้ประโยชน์โลหะชิ้นเล็ก ๆ ได้สูญหายไป
ความพยายามจากการค้นหาทำให้ร่างกายของลุงเสิ่นเหนื่อยล้าเป็อย่างยิ่ง ในที่สุดชายชราก็ล้มลงบนพื้น
“ไม่เป็ไร ๆ มันก็แค่โลหะชิ้นเล็ก ๆ ถ้ามันสูญเสียไปแล้ว พวกเราก็ปล่อยมันไปเสีย ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือตัวเ้ายังมีชีวิตรอดก็พอแล้ว!”
แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเช่นกัน
ราตรีนี้ อู่ อวี้ มีผืนฟ้าเป็ผ้าห่ม มีผืนดินเป็ฟูกนอน เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาหลับสบายยิ่งแล้ว
ในราตรีนั้นเขาได้นิมิตเห็นเสาหินั์ ราวกับว่ามันกำลังแทงทะลุ์
หมอกขาวล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าปกคลุมแท่งเสา ้าของมันแทงทะลุไปบนฟากฟ้า ส่วนด้านล่างปักอยู่กับพื้นดินอย่างไร้สิ้นสุด เสาหินตั้งสูงตระหง่าน ได้แผ่ประกายแสงสีทองของจิติญญาอันยอดเยี่ยมออกมา!
มีอักษรตัวใหญ่ไม่กี่คำสลักเอาไว้บนนั้นว่า
“พลองวิเศษ”
อักษรแต่ละคำราวกับว่าเป็ูเาลูกใหญ่ กระแทกเข้ามาในหัวของอู่ อวี้
ช่างน่าใ ช่างน่าใยิ่งนัก!
“พลองนี้ ... มันอะไรกัน?” ณ เวลานั้น อู่ อวี้ ยังคงไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝัน
ตู้มมม!
ฉับพลันอักษรทั้งห้าที่อยู่บนพลองก็เริ่มแปรเปลี่ยน เป็อักษรตัวเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน เริ่มต้นด้วย “กายาแข็งแกร่งดั่งเพชรมิอาจทำลายได้! หลังจากบรรลุการฝึกฝน เ้าจะสามารถหยั่งรู้ดินฟ้า สามารถบุกทะลวงตำหนัก์ได้ 8,000 ชั้น บุกทะลวงผ่านรกได้นับ 10,000 ขุม! เ้าจะมีกะโหลกเป็ทองแดง กระดูกเป็เหล็ก และ กายาทองคำ แม้แต่ศาสตราของทวยเทพก็มิอาจสร้างาแแก่ร่างกายของเ้าได้ แม้แต่ทัณฑ์์ก็ไม่อาจทำลายเ้าได้ ร่างกายของเ้าจะเป็ะทั้งใน์ และ ผืนปฐี เ้าจะไม่มีวันดับสูญ เ้าจะมีชีวิตอันเป็นิรันดร์!”
จำนวนของอักษรเหล่านี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าอู่ อวี้ จะใช้วิธีใด เขาก็สามารถจดจำอักษรได้แค่เพียง 1,000 อักษรเท่านั้น
ใน 1,000 อักษรนั้นเรียกว่า กายาเพชระขั้นแรก
“ข้าคือาาวานรผู้เป็ใหญ่ในใต้หล้า ไม่ว่าจะเป็์ หรือ พิภพ! เมื่อวาสนาของเราต้องกัน เ้าจึงเป็ศิษย์ผู้สืบทอดของข้า เ้าจงฝืนลิขิต์ แล้วจงกำหนดเส้นทางชะตาชีวิตของตัวเ้าเอง จงทำลายทุกคนที่มาขวางเส้นทางของเ้า!” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องคำรามดังกึกก้องอยู่ในหัวของ อู่ อวี้ จนหัวของเขานั้นแทบจะแตกเป็เสี่ยง ๆ
“ตู้มมมม!!!!”
เพราะความหวาดกลัวได้ปลุก อู่ อวี้ ให้ตื่นลุกขึ้นมานั่ง อา ... ข้าฝันไปหรือนี่!
ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสวขึ้น ไอร้อนจากดวงอาทิตย์เริ่มแผ่ออกมา เสิ่น อู๋เต้า กำลังนั่งย่างกระต่ายอยู่ข้าง ๆ กระต่ายถูกโรยด้วยพืชสมุนไพร และ คลุกเคล้าด้วยเครื่องปรุงรสบางชนิด กลิ่นหอมอันน่าอร่อยของมันโชยฟุ้งอยู่เต็มอากาศ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เมื่อ เสิ่น อู๋เต้าสังเกตเห็นว่าเขาตื่นขึ้นมาแล้ว ชายชราจึงยื่นแก้วไม้ไผ่ที่ใส่น้ำร้อน ด้วยมือที่เหี่ยวย่นของเขา “เช้าแล้ว ดื่มนี่ซะ!”
“ข้า …”
อู่ อวี้ ยังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝันของตนเอง
พลองั์ที่ทะลวงไปถึง์ พลองวิเศษ กายาเพชระ เสียงที่ดังกึกก้องกดดัน จนทำให้เขาตื่นตะลึงอย่างสุดขีด! ดังนั้นตอนนี้จิตใจของเขายังคงสั่นสะท้านและกำลังเคว้งอยู่
ทำให้แม้แต่สิ่งที่ลุงเสิ่นกล่าวมานั้น เขากลับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“ท่านลุงเสิ่น เรากลับกันเถอะ”
สถานที่ที่พวกเขาอยู่นั้น อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักนัก เพียงแค่พวกเขาข้ามูเาลูกเล็ก ๆ ไปก็จะถึงบ้านแล้ว
เหตุผลที่ อู่ อวี้ ้ากลับบ้าน ก็เพราะว่าเขายังจดจำอักษร 1,000 คำ ที่สลักอยู่บนพลองั์ในความฝันของเขาได้เป็อย่างดี แถมเขายังจดจำมันได้อย่างแม่นจนราวกับสลักเอาไว้ในจิตใจเลยด้วยซ้ำ!
เสิ่น อู๋เต้า ไม่ได้สังเกตเห็นาแของ อู่ อวี้ เพราะมันถูกปกปิดด้วยอาภรณ์ แต่ถ้าได้เห็นเขาคงจะต้องตกตะลึง เพราะว่าบัดนี้าแเ่าั้ ได้หายสนิทเป็ปลิดทิ้งไปเสียแล้ว! าแทั้งหมดถูกเยียวยาเพียงแค่หนึ่งราตรีเท่านั้น! เวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นได้เกิดใหม่! แม้จะยืนยันไม่ได้ว่าความเสียหายอันเกิดจากผงพรากิญญา จะได้รับการเยียวยารักษาด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็อยากจะลองดู ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงแทบจะทนไม่ไหวที่จะได้หาสถานที่สงบๆ เพื่อจะทดสอบดู
“ได้สิ” เสิ่น อู๋เต้าพยักหน้า
เมื่อกลับถึงบ้าน อู่ อวี้ ให้ลุงเสิ่นนอนพักเอาแรง หลังจากนั้นเขาก็รีบกลับมายังห้องพักของตัวเอง แล้วเริ่มทบทวนเคล็ดวิชา เพื่อให้แน่ใจว่าเขายังจดจำมันได้อย่างแม่นยำ เคล็ดวิชาเหล่านี้มันช่างซับซ้อน และ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“กายาเพชรขั้นต้นที่มิอาจทำลายได้ หากจะฝึกฝนมันคน ๆ นั้นจะต้องผ่านขั้นตอนของการสละร่างไปแล้ว มันเป็เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่ง และ ลึกซึ้งมากที่สุดในวิหารมหาเทพ”
“แล้ววิหารมหาเทพ... เป็สถานที่ใดกัน? แล้วผู้ใดคือาาวานร ผู้ที่สามารถเอาชนะพระพุทธองค์ได้?” อู่ อวี้ พยายามครุ่นคิดแต่ก็ไร้ผล
เขารู้ว่าบนโลกมนุษย์นั้นกว้างใหญ่ยิ่งนัก อย่างเช่นอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่ ก็ยังมีอาณาจักรมากกว่า 10 อาณาจักรรายล้อมอยู่ ดังเช่นเทือกเขาทิศทักษิณก็มีอาณาจักรเ้าาา! ทางทิศอุดรก็มีอาณาจักรฉิน! แล้ววิหารมหาเทพล่ะ มันอยู่ที่ใดกัน?
แต่เขาไม่จำเป็ต้องล่วงรู้ เพราะเวลานี้ตัวเขาได้เกิดใหม่ ได้รับสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้!
เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยประสบมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามเขาจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัด
อู่ อวี้ ทดลองใช้เคล็ดวิชาของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ผลปรากฏว่ามันใช้งานได้! แต่เขาไม่สามารถจะะโโห่ร้องด้วยความยินดีได้ เหตุเพราะเขาไม่้าให้ตนเองเป็ที่สนใจ!
นั่นหมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากผงพรากิญญาได้ถูกเยียวยารักษา จนหายเป็ปลิดทิ้งแล้ว! แม้ว่าเขาจะต้องเริ่มทุกอย่างใหม่หมดั้แ่ต้น แต่บัดนี้เขาสามารถฝึกปรือวิชาได้แล้ว! และแม้ว่าเขาจะไม่เป็ที่ยอมรับจากนิกายได้ เขาก็จะต้องฝึกฝนวิชาให้หนักเพื่อฟื้นคืน ต่อให้ต้องใช้เวลานับร้อยปีก็ตาม!
“ข้า อู่ อวี้ จะอดทนต่อความอัปยศ จนกว่าเป้าหมายของข้าจะบรรลุผล ในที่สุดข้าก็ได้เกิดใหม่!” ความขมขื่นครั้งนี้มันลึกซึ้งเกินกว่าจะเข้าใจ “พลองวิเศษ มุก์ ทั้งหมดนี้น่าจะเกิดจากจี้โลหะของท่านลุงเสิ่น! ในเมื่อสิ่งนี้มันเป็มรดกตกทอดของท่านลุงเสิ่น ข้าจะต้องแบ่งปันเคล็ดวิชา แล้วฝึกปรือวิชา กายาเพชระ ไปพร้อม ๆ กับท่าน”
ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังมองหา เสิ่น อู๋เต้า ศีรษะของเขาก็เกิดการบีบรัดอย่างรุนแรง สร้างความเ็ปให้แก่เขาอย่างที่สุด
“ดูเหมือนมรดก ไม่้าให้ข้าแบ่งปันวิชากับท่านลุงเสิ่น คงกลัวว่าวิชาจะถูกแพร่งพรายออกไปสู่ผู้อื่น” อู่ อวี้ ไม่รู้จะทำเช่นไร หลังจากได้รู้ความจริงเื่นี้ เดิมทีแล้วมรดกชิ้นนี้เป็ของท่านลุงเสิ่น แต่มันกลับไม่ยอมให้เขาส่งมันกลับคืนสู่ท่านลุง
เขาพยายามข่มจิตใจของตนเองให้สงบลง
“ท่านลุงมีอายุขัยกว่า 100 ปี ด้วยอายุที่ค่อนข้างชรามากแล้ว ข้าคิดว่าต่อให้ท่านได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์โอสถิญญา ก็คงจะไม่สามารถช่วยเพิ่มพูนพลังอะไรให้กับท่านได้มากนัก”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ต้องล้มเลิกความคิดที่จะฝึกปรือวิชาไปพร้อม ๆ กับท่านลุงเสิ่น
“ทว่า ความฝันของท่านลุงเสิ่นั้แ่ครั้งเยาว์วัย คือการได้รับการยอมรับจากนิกาย! หากข้าถูกยอมรับจากนิกายกระบี่์ได้ ท่านลุงเสิ่นคงจะมีความสุข! ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ท่านลุงจมลึกไปกับความทุกข์ในครั้งอดีต ข้าจะไม่ยอมให้ท่านต้องโศกเศร้าอีกต่อไป นับแต่บัดนี้ข้าจะฝึกฝนวิชาอย่างหนัก เพื่อเข้านิกายให้ได้ภายใน 1 เดือน! ใช่แล้วอีก 1 เดือน!”
บนศิลาสีเขียวเมื่อวานนี้ ท่านลุงเล่าว่าท่านพลาดไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ทำให้ท่านไม่ได้รับการยอมรับจากนิกาย มันเป็ความเสียใจอย่างสุดซึ้งของท่าน
ภายในหัวใจของ อู่ อวี้ เปลวไฟแห่งความปรารถนาได้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะต้องเป็เทพ์ให้ได้! เขาจะต้องแก้แค้น! จะต้องล้างแค้นเพื่ออาณาจักรของเขา เพื่อบรรพบุรุษผู้สืบมานับพันปี!
วันนี้ท่านลุงได้พูดคุยเกี่ยวกับการฝึกตน
“ระดับชั้นฟ้าขั้น 10 การสละร่างมนุษย์ หรือ จะเรียกสั้น ๆ ว่าสละร่าง ในตำราของเทพ์ได้กล่าวไว้ว่า”
“การสละร่างขั้น 10 ได้แก่ หลอมรวมกล้ามเนื้อ บดขยี้เส้นเอ็น ชะล้างกระดูก ภายในแข็งแกร่ง เปลี่ยนถ่ายเื ทะลวงจุดชีพจร กำหนดลมหายใจ กำเนิดใหม่ เปลี่ยนเป็เซียน และ ทะลวงจิตไล่ไปตามลำดับ ในขั้นตอนแรกของการหลอมกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และ ปรับแต่งรูปร่าง ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งดุจอาชา เพียงแค่เ้าบ่มเพาะพลังบรรลุในขั้นแรกได้ ร่างกายแข็งแกร่งดุจอาชาศึก!”
“ขั้นตอนที่สอง คือบดขยี้เส้นเอ็น มันคือการปรับเปลี่ยนเส้นเอ็นของเ้าให้ดีขึ้น หากเ้าบ่มเพาะสำเร็จขีดจำกัดในวรยุทธของเ้าจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ร่างกายของเ้าแข็งแกร่งดั่งอาชาศึก 5 ตัว!
“หลังจากชะล้างกระดูกแล้ว อวัยวะภายในจะถูกเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้น เปลี่ยนถ่ายเื เปิดจุดชีพจร และ ทะลวงเส้นลมปราณทุกจุดภายในร่างกาย ถัดมาก็เป็การหลอมรวมจิติญญา เข้ากับร่างกายที่ก่อกำเนิดใหม่จากเถ้าธุลี แล้วเข้าสู่ขั้นกำเนิดใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็ชาว์ ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการทะลวงจิต เ้าจะได้พลังเทียบเท่าอสูร และ เทพ เ้าจะมีความแข็งแกร่งเปรียบดังอาชาศึก 2,000 ตัว”
“หากเ้าก้าวเข้ามาถึงระดับนั้นได้ เ้าจะสามารถป้องกันการโจมตีจากบุรุษได้ถึง 1,000 คน! นี่แหละคือวรยุทธของระดับชั้นฟ้าขั้น 10! ผู้ที่อยู่ในระดับนี้จะถูกขนานนามว่าจักรพรรดิา!”
“แต่ในสายตาของชาว์แล้ว การทะลวงจิตมันอยู่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น และ มันก็เป็เพียงแค่ประตูเริ่มต้นที่จะนำไปสู่หนทางแห่งเซียนก็เท่านั้น”
“หลังจากผ่านขั้นตอนสละร่างมนุษย์ไปได้สักระยะหนึ่ง จะก้าวเข้าสู่รากฐานของการหลอมรวมลมปราณ หรือ จะเรียกสั้น ๆ ก็คือ ระยะหลอมรวมลมปราณ มีข่าวลือมาว่าการหลอมรวม และ การฝึกฝนวิชาเวทย์ เป็รากฐานในการฝึกตนของชาว์อย่างท่านเทพ์ ฮ่าว เทียน และ เหล่าศิษย์หลักอย่าง ซู หยานหลี่ ก็อยู่ในขั้นตอนนี้ พลังของพวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเคลื่อนย้ายมหาสมุทร หรือ แม่น้ำ!
“แต่เทพ์ที่มีพลังแข็งแกร่ง และ ชาว์ที่มีพลังอันน่าทึ่งเหนือขั้นระยะหลอมรวมลมปราณ นั่นก็คือเ้านิกายของเรา ท่านผู้นั้นเป็เทพ์ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา
หลังจาก ได้ยินเื่ราวของคนผู้นั้นแล้ว ดวงตาของอู่ อวี้ก็แทบลุกเป็ไฟ เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าตัวเขาจะต้องเป็ศิษย์ของคนผู้นั้นให้ได้...
..................................................................................................................................