“ท่านแม่ ท่านป้า พวกท่านชะเง้อจนคอกับตัวจะแยกออกจากกันได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ หลันเอ๋อ เจี๋ยเอ๋อ พวกเจ้ารีบมาช่วยพี่ใหญ่ฉุดท่านแม่กับท่านป้าไว้ที พี่ใหญ่จะหมดแรงแล้ว” หนิงลี่แสร้งขอความช่วยเหลือจากน้องทั้งสอง
“ท่านแม่ขอรับ ท่านป้าขอรับ พวกท่านนั่งกันดีๆ สิขอรับ หากพวกท่านตกจากเกวียนไปจนได้รับบาดเจ็บ ข้าจะให้พี่เขยพาพวกท่านกลับไปหาท่านอาจารย์ ข้าจะไม่พาพวกท่านไปบ้านท่านตาท่านยายแล้วนะขอรับ” หนิงเจี๋ยแกล้งขู่
“ท่านแม่กับท่านป้าหยุดชะเง้อได้แล้วเจ้าค่ะ พี่เขยคงตกใจและไม่มีสมาธิขับเกวียนแล้ว อยู่ดีๆ ก็มีหน้าพวกท่านโผล่ไปทางซ้ายทีขวาที” หนิงหลันแกล้งแซวด้วยอีกคน
“เจี๋ยเอ๋อของป้าโตจนขู่ป้าให้กลัวได้แล้วหรือนี่” จางซื่อพูดอย่างเอ็นดู และในใจนางก็รู้สึกซาบซึ้งกับเด็กทั้งสามคนมาก พวกเขาช่วยนางให้คลายกังวลได้มากทีเดียว
“พี่สะใภ้ใหญ่อย่าไปสนใจเจ้าเด็กพวกนี้เลยเจ้าค่ะ ทุกวันนี้กับข้าเอง พวกเขายังไม่นึกกลัว” หวังซื่อพูดอย่างไม่จริงจัง “พวกเจ้าจะไปรู้อะไร กี่ปีแล้วที่แม่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมท่านตากับท่านยาย แล้วยังท่านน้าของพวกเจ้าอีก เฮ้อ...เหตุใดเมื่อก่อนแม่ถึงไม่คิดที่จะกลับมาเยี่ยมพวกเขาบ้างนะ”
“แต่วันนี้ก็ได้กลับมาแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ คราวนี้พวกเราตั้งใจว่าจะพักกับท่านตาและท่านยายหลายวัน ท่านแม่ก็คุยกับท่านยายให้หายคิดถึงไปเลยสิเจ้าคะ ส่วนพวกข้า...จะให้ท่านน้าห่าวพาไปจับปลาที่แม่น้ำ” หนิงลี่พูดขึ้น
“ท่านน้าจับปลาได้ด้วยหรือขอรับพี่ใหญ่ พี่รอง” หนิงเจี๋ยพูดขึ้นอย่างสนใจ “ท่านน้าเก่งสู้พี่เขยได้หรือไม่ขอรับ”
“ไม่ได้แน่นอน พี่เขยของเจ้าเก่งที่สุด” หนิงลี่ตอบพร้อมกับหันไปยิ้มให้สามี ส่วนเซียวหยางฟางที่นั่งขับเกวียนอยู่ด้านนอกก็ได้แต่ฉีกยิ้ม แต่เขาก็ไม่กล้าหันกลับมามองภรรยา เพราะเขายังเกรงใจแม่ยายอยู่
“ท่านแม่เจ้าคะ ท่านตากับท่านยายจะจำพวกเราสามคนได้หรือไม่เจ้าคะ” หนิงหลันถามขึ้น
“พวกเราออกจะหน้าตาดีขนาดนี้ ท่านตากับท่านยายต้องจำได้อยู่แล้ว” หนิงลี่พูดติดตลกเพราะไม่อยากให้มารดาคิดมาก เพราะตั้งแต่หวังซื่อแต่งงานไปอยู่ที่หมู่บ้านหลีเจี่ย นางเคยกลับมาเยี่ยมบ้านแค่สองครั้ง และแต่ละครั้งก็ไม่ได้มาลูกๆ กลับมาเยี่ยมบิดามารดาเลย ที่หนิงลี่กับหนิงหลันรู้จักกับน้าชายทั้งสองคนก็เพราะ หวังหู่กับหวังห่าวน้าชายฝาแฝดเคยไปเยี่ยมพวกนาง พร้อมทั้งแอบเอาขนมไปฝากพวกนางทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
“หลันเอ๋อไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ท่านตากับท่านยายของเจ้าล้วนแต่ใจดี เพียงแต่หมู่บ้านของพวกเรากับหมู่บ้านของท่านตาเจ้าค่อนข้างไกลกัน ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากอยู่บ้าง ดูอย่างน้าชายของเจ้ายังแอบไปเยี่ยมพวกเจ้าตั้งหลายครั้ง ครอบครัวของป้าเสียอีกที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกัน” จางซื่อพูดขึ้นพร้อมกับน้ำตาคลอ
“ท่านป้าไม่ร้องไห้นะขอรับ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่าหากร้องไห้มากๆ มันจะไม่ดีต่อดวงตา” หนิงเจี๋ยพูดขึ้นอย่างไร้เดียงสา ซึ่งจางซื่อได้ใช้มือลูบศีรษะเขาด้วยเอ็นดู
กว่าที่คณะของหนิงลี่จะเดินทางมาถึงหมู่บ้านหลีสือก็ใกล้เวลาเที่ยงเต็มทีแล้ว บ้านของท่านตาท่านยายอยู่ติดกับแม่น้ำท้ายหมู่บ้าน ดังนั้นหนิงลี่จึงไปส่งจางซื่อที่บ้านของนางก่อน
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” จางซื่อเรียกพี่ชายทั้งสามคน เมื่อมองเห็นพวกเขากำลังมัดฟืนเพื่อเตรียมไว้ไปขายในเมืองในวันพรุ่งนี้
“น้องเล็ก! น้องเล็กเจ้ากลับมาได้อย่างไร” จางอี พี่ชายคนโตถามขึ้นเมื่อเห็นน้องสาวของตัวเองหอบของเดินเข้าบ้านมา
“น้องเล็ก เจ้าหอบข้าวของอะไรมามากมาย แม่สามีเจ้าจะไม่ว่าเอาหรือ” จางซาน พี่ชายคนที่สามพูดขึ้นอย่างกังวล
“น้องเล็ก เกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าใช่หรือไม่ หรือว่าเจ้ากับสามีมีปัญหากัน” จางเอ้อ พี่ชายคนรองถามขึ้น เพราะเขารู้จักนิสัยของน้องสาวตนเองดี การที่นางหอบข้าวของกลับมาบ้านตั้งมากมายนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ “แล้วนั่นน้องหวั่นก็กลับมาเยี่ยมท่านน้าหวังด้วยหรือ”
“พี่อี พี่เอ้อ พี่ซาน ข้าพาเด็กๆ กลับมาเยี่ยมท่านพ่อกับท่านแม่น่ะเจ้าค่ะ นี่ก็ใกล้มื้อกลางวันแล้ว ข้ากับเด็กๆ คงต้องขอตัวก่อน เอาไว้วันหลังข้าจะมาเยี่ยมท่านลุงจางกับท่านป้าจางอีกครั้งนะเจ้าคะ ข้ากับเด็กๆ ตั้งใจจะมาพักที่บ้านท่านพ่ออีกหลายวัน” หวังซื่อตอบพร้อมกับยิ้ม
“ท่านป้าหลิว หากมีเรื่องใดอยากให้พวกเราช่วย ท่านก็รีบไปหาพวกเราที่บ้านนะเจ้าคะ ท่านอย่าคิดว่าพวกเราเป็นคนอื่น ตอนนี้ท่านแค่ต้องบอกความจริงให้ครอบครัวของท่านได้รับรู้ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ท่านป้าอย่าเพิ่งไปกังวล ทุกอย่างย่อมมีทางออกเจ้าค่ะ” หนิงลี่พูดอย่างจริงจัง อีกทั้งนางจงใจเรียกชื่อจริงของจางซื่อ โดยที่ไม่ได้เรียกว่าป้าสะใภ้ใหญ่เหมือนเช่นเคย หนิงลี่ประเมินจากสายตาของตนเองก็มั่นใจแล้วว่าครอบครัวของจางซื่อล้วนเป็นคนดี นางจะต้องช่วยเหลือครอบครัวของอดีตป้าสะใภ้ของนางให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน (ต่อไปนี้จะเรียกป้าสะใภ้จางซื่อว่า ‘จางหลิว’ และเรียกหวังซื่อ แม่ของหนิงลี่ว่า ‘หวังหวั่น’ ตามชื่อจริงของพวกเขาแล้วนะคะ)
หนิงลี่และครอบครัวขอตัวกลับไปที่บ้านของท่านตาและท่านยาย จางหลิวและพี่ชายทั้งสามคนก็เดินออกมาส่ง ทั้งที่ในใจทั้งสามคนอยากรู้ว่าเหตุใดน้องสาวถึงต้องหอบข้าวของมากมายกลับมาบ้านเดิม
“น้องเล็ก เจ้าจะบอกพี่รองได้หรือยังว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าและน้องหวั่นกันแน่ ไม่ต้องคิดที่จะโกหกพวกข้า การที่พวกเจ้าหอบข้าวของกลับมาบ้านเดิมก็บอกได้แล้วว่าพวกเจ้ากำลังมีปัญหา” จางเอ้อถามน้องสาวทันทีหลังจากที่ปิดประตูรั้วหน้าบ้านแล้ว
จางหลิวมองหน้าพี่ชายทั้งสามก่อนที่จะถอนหายใจ พวกเขาเข้าไปหาท่านลุงจางกับท่านป้าจางในบ้าน ก่อนที่จางหลิวจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทุกคนในบ้านฟัง พร้อมทั้งเล่าเรื่องของหวังหวั่นที่ได้หย่าร้างกับหนิงผิง พร้อมทั้งถูกตัดสัมพันธ์กับคนของครอบครัวแม่เฒ่าหนิงไปแล้วเช่นเดียวกันกับตน
สามพี่น้องแซ่จางได้ฟังต่างก็โมโห พวกเขาคิดที่จะไปหมู่บ้านหลีเจี่ยเพื่อทวงความเป็นธรรมให้น้องสาว แต่จางหลิวห้ามทุกคนเอาไว้ และยังบอกว่าต่อไปนี้นางจะกลับมาอาศัยอยู่บ้านเดิม และไม่คิดที่จะออกไปอยู่ที่ไหนอีก นางจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นให้เหมือนกับหวังหวั่นและลูกๆ ให้ได้
ท่านลุงจางกับท่านป้าจางไม่มีความเห็นเป็นอื่น หย่าร้างกันไปก็ดี พวกเขาทั้งคู่รู้ดีว่าบุตรสาวของตนเองเป็นคนเช่นไร การที่บุตรสาวเอ่ยปากขอหย่าจากหนิงหย่งมาด้วยตนเอง นางต้องได้รับความทุกข์กายและทุกข์ใจมากมายเพียงใด พวกเขาไม่หวังที่จะให้บุตรสาวกลับไปใช้ชีวิตที่ทุกข์ยากอย่างนั้นอีกแล้ว
“อาหลิว ในเมื่อเจ้าต้องการกลับมาอยู่ที่บ้านของเรา พ่อก็ไม่ห้าม ดีเสียอีกที่เจ้าจะได้กลับมาดูแลพ่อกับแม่เมื่อยามแก่เฒ่า” ท่านลุงจางหันไปยิ้มกับลูกสะใภ้ทั้งสามคน “ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าดูแลข้าไม่ดี พวกเจ้าทุกคนล้วนกตัญญู เพียงแต่ข้ากับท่านแม่ของพวกเจ้าล้วนแต่อายุมากแล้ว พวกข้าก็ย่อมอยากให้ลูกหลานมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้าเท่านั้น”
“ท่านพ่ออย่าพูดอย่างนั้นเลยเจ้าค่ะ ข้ากับน้องสะใภ้ไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น น้องเล็กกลับมาอยู่ที่บ้านเราก็ดีเหมือนกัน ท่านพ่อกับท่านแม่จะได้ไม่ต้องคอยบ่นคิดนางอยู่ทุกวัน” พี่สะใภ้ใหญ่พูดขึ้น
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สะใภ้” จางหลิวหันไปขอบคุณพี่สะใภ้ทั้งสาม “ต่อไปข้าจะช่วยพวกท่านทำงานในบ้าน อ้อ...งานในไร่ข้าก็ทำได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ท่านอาเล็กพักผ่อนให้สบายก่อนเถอะขอรับ ยังมีพวกข้าอีกสามคนอยู่ งานในไร่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าเถอะขอรับ” บุตรชายของจางอีพูดขึ้น ด้วยครอบครัวจางมีฐานะยากจน และพวกเขาก็ไม่ได้มีความคิดเหมือนกับครอบครัวอื่นในยุคนี้ที่พร้อมจะมีลูกขึ้นมาหลายคนเพื่อให้ช่วยทำงาน สามพี่น้องแซ่จางต่างก็คิดว่าพวกเขาแต่ละครอบครัวมีบุตรเพื่อสืบสกุลแค่ครอบครัวละคนก็เพียงพอแล้ว ทำอย่างนี้พวกเขาถึงจะเลี้ยงดูบุตรได้อย่างดีไม่อดอยาก ซึ่งก็เป็นโชคดีของสามพี่น้องแซ่จาง ที่แต่ละครอบครัวของพวกเขาล้วนแต่ได้บุตรชาย
“อาขอบใจเจ้าพวกมากนะ” จางหลิวน้ำตาคลออีกครั้ง