บทที่ 8
กรุ๊ปวีแชตเงียบกริบ
พอกินข้าวกับอู่ฉินเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองต่างก็แยกย้ายกันกลับ
ขณะนี้เป็เวลาสองทุ่มครึ่ง
เฉิงไป๋ขับรถตรงกลับบ้าน เธอซื้อที่อยู่ปัจจุบันในเซี่ยงไฮ้ไว้ได้สองปีแล้วเป็ย่านพักอาศัยระดับไฮเอนด์ตรงฝั่งริมแม่น้ำหวงผู่ มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบตารางเมตรแค่เห็นราคาก็ต้องบอกว่า ‘หรูหรา’ แล้ว
ภายในบ้านมืดสนิท ไม่มีกลิ่นอายของผู้อยู่อาศัยอย่างที่ควรจะมีเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงเ้าเต่าเลี้ยงในตู้ปลาที่อยู่ตรงห้องรับแขก
มันมีขนาดตัวเท่ากับฝ่ามือเด็ก
กระดองเป็สีเขียวล้วน
เ้าเต่ากำลังนอนคว่ำอยู่บนก้อนหินดวงตาหลับพริ้ม
ตอนออกไปที่บริษัทเมื่อเช้า เฉิงไป๋ลืมปิดหน้าต่าง
ดังนั้นเวลานี้ สายลมหนาวในคืนฤดูใบไม้ร่วงจึงกรูเข้ามาจากระเบียงด้านนอกพัดเอกสารบันทึกเกี่ยวกับคดีความจำนวนมากที่เธอวางไว้บนโต๊ะเตี้ยจนปลิวกระจายเต็มพื้น
ทว่าเฉิงไป๋กลับไม่สนใจพวกมัน
ทั้งยังไม่ได้คิดจะเปิดไฟ
แสงไฟแห่งนครอันสว่างไสวสาดต้องชั้นเมฆยามค่ำคืนจนเป็ประกาย แสงเงาเ่าั้สะท้อนเข้ามาในห้องรับแขกของเธอ
บนผนังห้องแขวนไว้ด้วยโทรทัศน์สีเงินยวง ทั้งยังมีชั้นวางที่ดูสะอาดสะอ้านกับตู้ไม้เก็บไวน์ที่ตั้งไวน์แดงอยู่สิบกว่าขวด
เฉิงไป๋ปิดประตู สะบัดรองเท้าส้นสูงทิ้งไปแล้วเดินย่ำไปบนพื้นด้วยเท้าเปลือยเปล่า
เธอหยิบที่เปิดขวดซึ่งวางอยู่ข้างตู้ คิดจะเปิดขวดไวน์ออกมาดื่มย้อมใจ
ทนายเป็อาชีพที่มีความเครียดสูง จึงมักจะไม่ค่อยได้นอนดี ๆเท่าไร
คนที่อยู่ในแวดวงวิชาชีพนี้มีเวลานอนเฉลี่ยอาจไม่ถึงห้าชั่วโมงด้วยซ้ำ
ยิ่งหลังจากคดีนั้นเกิดเื่เมื่อตอนต้นปี เฉิงไป๋ก็ยิ่งหลับยากขึ้นไปอีกเดิมทีคิดว่าพอจบเื่และกลับมาเซี่ยงไฮ้แล้วจะดีขึ้นบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าความจริงกับสิ่งที่เธอคาดหวังนั้นตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
มีแต่ต้องดื่มสักหน่อย กลางคืนถึงจะนอนหลับสบาย
แต่อาจเป็เพราะก่อนนี้เฉิงไป๋ดื่มกับอู่ฉินไปแล้วสองแก้ว สติจึงไม่ค่อยแจ่มใสเท่าที่ควรหรืออาจเป็เพราะความจริงแล้วในใจของเธอไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ไวน์ ดังนั้นเมื่อเธอเอาที่เปิดขวดไวน์มาลองบิดอยู่หลายครั้งจุกไม้ก็ยังติดอยู่ในคอขวด ไม่มีท่าทีจะหลุดออกมาแม้แต่น้อย
ความอดทนของเฉิงไป๋หมดลงทันที
‘เพล้ง!’
เกิดเสียงดังพร้อมกับเสียงของเหลวกระเซ็นโดนผนัง ไวน์ทั้งขวดตกแตกกระจายอยู่ที่พื้น
เต่าน้อยในตู้ปลารีบหดคอกลับเข้าไปในกระดอง
เฉิงไป๋หลับตาลง อารมณ์หงุดหงิดที่ยากจะปรากฏแล่นพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
เธอยืนนิ่งงันอยู่กับที่อีกครู่ใหญ่ถึงค่อย ๆสะกดอารมณ์นั้นลงได้ หญิงสาวเดินไปนั่งลงบนโซฟาอ่อนนุ่มในห้องรับแขก กลิ่นไวน์ลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งห้องเธอเหม่อมองออกไปด้านนอกระเบียง
ท้องฟ้ายามราตรีถูกแสงไฟจากเมืองใหญ่รบกวน จึงมองไม่เห็นดาวแม้สักครึ่งดวง
ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ส่งเสียงดัง ‘ติ๊ง’
เป็การแจ้งเตือนจากวีแชตอีกแล้ว
แต่เมื่อเฉิงไป๋เหลือบไปมองก็ต้องใ เพราะนั่นเป็วีแชตกรุ๊ปหนึ่งของวงการทนายซึ่งเธอปิดการแจ้งเตือนไปหมดแล้ว เพราะไม่เคยคิดอยากจะเข้าไปพูดคุยอะไรด้วยแต่ว่าตอนนี้กลับมีคนในกรุ๊ป @ หาเธอ และชื่อของคนผู้นั้นก็คือ...
[คลับทนายาุโ] 99+
จ้าวฉิน (สำนักงานกฎหมายเหิงก่วง) : แชร์ลิงก์ ‘การตกต่ำของเฉิงไป๋ ขาใหญ่แห่งบริษัทกฎหมายเฉิงฟาง- เปียนเสียนักเขียนชื่อดังขุดเื่ฉาว’
หูปิงสิง (บริษัทกฎหมายจีซู่) : เฉิงไป๋ยังมีอะไรให้ขุดอีก ครึ่งปีก่อนก็โดนขุดจนพรุนไปแล้วไม่ใช่เหรอไง?
โจวเจี้ยนหมิน (ปี้เทียนเฉิง): ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?
หูปิงสิง (บริษัทกฎหมายจีซู่): นายเพิ่งเข้ามาใหม่ เลยยังไม่รู้เื่ละสิ
เฉินหนิง (สำนักงานกฎหมายหงเหริน): รับว่าความให้สวะก็ถือเป็สวะ ในเมื่อเป็สวะ จะตกต่ำก็ไม่แปลกนี่
หลิวฉุน (สำนักงานกฎหมายหยุนเฟย): +1
ซุนซี (สำนักงานกฎหมายหงเหริน): +2
หวงเอี้ยนเฉิน (จั่วเซี่ยวเจี่ยว Legal) : นอกจากหน้าตาสวยแล้ว ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าเธอมีความสามารถอะไรอีก
Lily (สำนักงานกฎหมายเจี้ยนฟาง) : ตอนคัดเลือกสิบทนายดีเด่นนั่นไม่ใช่ว่ามีคนออกมาแหกไปแล้วเหรอ? ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมีความสัมพันธ์อันดีกับเนติบัณฑิตยสภา อายุแค่นี้จะได้รับเลือกได้ยังไง?
ซุนฉี (สำนักงานกฎหมายเหิงกวง): นั่นสิ เื่ตอนต้นปีวุ่นวายตั้งขนาดนั้น แต่สุดท้ายไม่ใช่แค่ไม่ถูกพักใบอนุญาตแม้แต่ลงโทษพักงานสักนิดยังไม่มีเลย สุดจริง ๆ
เถียนลี่ (KLY) : ง่าย ๆ ก็คือสวะในวงการพวกเรานั่นแหละ…
……
ตลอดข้อความแชตที่เรียงยาวสิบกว่าแถว ไม่มีดีเลยสักคำเดียว
แต่สุดท้ายก็มีคนคนหนึ่งปรากฏตัวออกมา
ฟางปู้รั่ง : @หิมะตกต้องร่ม เฉิงไป๋ มีคนโง่มาด่าเธอแน่ะ รีบออกมารับคำด่าเร็ว
ทั้งกรุ๊ปพลันเงียบลงทันที
ประหนึ่งหย่อนลูกะเิไปกลางทะเลลึก
สิบนาทีหลังจากที่เขาส่งข้อความล้วนไม่มีใครพูดอะไรอีก เงียบกริบเป็เป่าสาก
เฉิงไป๋จ้องมองคำพูดนั้นและชื่อนั้น พริบตานั้นความรู้สึกมากมายก็ประดังประเดเข้ามา
******************
"นายหลอกแกงกันรึเปล่า เฉิงไป๋จะช่วยฉันได้จริงเหรอไม่ใช่เขาบอกกันว่าเธอเป็พวกบูชาเงินทองและรับว่าความให้แต่ผู้มีอำนาจหรอกเหรอ?"
ในห้องรับแขกของบ้านสไตล์ตะวันตก บรรดาหนังสือที่ก่อนหน้านี้อัดอยู่ในกล่องพัสดุต่างถูกจัดขึ้นชั้นวางเรียบร้อยหมดแล้วโทรทัศน์แบบแขวนผนังถูกเปิดไว้ กำลังฉายซีรีส์สายลับยอดนิยมที่สุดในตอนนี้ ‘มือสังหาร’
บนโต๊ะตัวเตี้ยมีแต่กล่องอาหารแบบซื้อกลับบ้านวางเต็มไปหมด
ทั้งกุ้งเครย์ฟิชอบหม่าล่า ปูขนทอดกรอบ ยำแตงกวากระเทียม เนื้อปิ้งมื้อดึก
ส่วนเปียนเสียกำลังฟังโจวอี้เล่าเื่สมัยก่อนตอนที่อีกฝ่ายรู้จักกับเฉิงไป๋ด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อนัก
เขาหยิบกุ้งขึ้นมา แต่พอพลิกซ้ายพลิกขวาแล้วดันไม่ค่อยอยากเอาเข้าปากเท่าไร
ไม่น่าอร่อยเลยอะ
ส่วนปากก็พูดว่า“คนเราน่ะเปลี่ยนกันได้นะ แม้แต่พี่น้องเพื่อนฝูงก็ยังสามารถเปลี่ยนจากมิตรเป็ศัตรูได้ไม่เห็นฉันกับเกาซูเผิงเหรอ? นายจะแน่ใจได้ยังไงว่าตอนนี้เธอไม่ได้เปลี่ยนเป็คนเลวไปแล้ว?”
“คนอื่นมีแต่กินของเขาแล้วพูดไม่ออก รับของเขาแล้วไม่กล้าลงไม้ลงมือแต่นายกลับกินของคนอื่นเขาแล้วยังพูดมาก รับของเขามาแล้วมือไม้ไม่อ่อน” โจวอี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเปียนเสีย ตรงหน้ามีเบียร์วางอยู่หลายกระป๋อง“วันนี้นายกินขนมของเขา ทั้งยังเอาตั๋วละครของเขามา แต่พอตกกลางคืนยังจะกล้านั่งนินทาเขาอีกที่คนแซ่เปียนอย่างนายมีชีวิตสงบสุขถึงทุกวันนี้ได้ นี่ถือเป็สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกจริงๆ”
"ก็ฉันไม่รู้เื่ของเธอเลยนี่"
เขากัดเนื้อกุ้งไปคำเดียว ก่อนวางกลับลงจานแล้วหยิบแตงกวาชิ้นหนึ่งขึ้นมาแทนแบบเนียนๆ
"ไหนนายเล่าต่อสิ เธอช่วยนายยังไงบ้างล่ะ?"
“หลังจากเรียนจบ เธอก็ไปทำงานกับศูนย์กฎหมายเพื่อประชาชน” โจวอี้ี้เีจะเถียงกับเปียนเสียแล้ว เขาถอดสูทตัวนอกออกจนเหลือแต่เพียงเสื้อเชิ้ตสีฟ้าหัวเราะเยาะคำหนึ่งขณะถาม “นั่นเป็ที่แบบไหน นายรู้รึเปล่า?”
เปียนเสียส่ายหน้าดิก
โจวอี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย“สถานที่นั้นเป็องค์กรช่วยเหลือที่รัฐจัดตั้งขึ้น ทั้งเหนื่อยยากทั้งลำบากแถมยังไม่ได้เงิน คนที่มาติดต่อมีแต่พวกคนยากจนข้นแค้น หรือไม่ก็เป็คนที่เคยก่อคดีมาก่อน”
เปียนเสียเลิกคิ้ว รู้สึกเกินคาดอยู่นิดหน่อย “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทองจริง ๆน่ะเหรอ?”
โจวอี้ว่า “ที่เธอเรียนกฎหมายก็ไม่ใช่เพราะ้าหาเงินอยู่แล้ว”
เปียนเสียส่ายหน้าอีกครั้ง ก่อนพูดเสริมว่า"ฟังดูมีอุดมการณ์ก็จริง แต่คนที่จะเลือกเส้นทางนี้ได้ ก่อนอื่นต้องไม่ขาดแคลนเงินทองจึงจะสามารถไม่สนใจเื่เงินทอง แสดงว่าทางบ้านเธอต้องมีฐานะไม่เลวเลยถูกไหม"
เปียนเสียคาดเดาถูกต้องทั้งหมด
โจวอี้ยกกระป๋องเบียร์ดื่มไปคำหนึ่ง “ตอนนั้นก็ถือว่าไม่เลวหรอก”
“ตอนนั้นเหรอ...”
เปียนเสียกินชิ้นแตงกวาในมือ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เฉิงไป๋เป็ทนายความอยู่ที่เทียนจื้อ แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเธอเปิดบริษัทกฎหมายเฉิงฟางกับคนที่ชื่อฟางรั่งหรอกเหรอ
“แสดงว่าต่อมาเธอเกิดเื่ขึ้นงั้นสินะ?”
“ได้ยินมาว่าอย่างนั้น” ในตอนนั้นโจวอี้ยังเรียนไม่จบแต่เคยได้ยินเหล่าอาจารย์ในภาควิชาเอ่ยถึง “พ่อของเธอทำธุรกิจแล้วไปมีคดีความกับคนอื่น ผลสุดท้ายทางบ้านกลับต้องหมดตัว”
เปียนเสียใเล็กน้อย “ใครเป็คนทำคดี”
โจวอี้เงียบไปนานจึงเอ่ยตอบ "เฉิงไป๋เป็คนว่าความเอง"
เปียนเสียไม่อยากจะเชื่อ "แพ้งั้นเหรอ?"
"ชนะในศาลชั้นต้น"โจวอี้รู้สึกลำบากใจขึ้นมา เขาวางกระป๋องเบียร์ลงแล้วพูดช้า ๆ "แต่ว่าอีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์ไปที่ศาลชั้นกลางแล้วก็แพ้ในชั้นกลางนี่เอง"
ทนายใหญ่ที่ไม่ว่าจะว่าความในศาลใดล้วนราบรื่นไม่มีสะดุด สามารถช่วยให้ผู้ต้องสงสัยคนแล้วคนเล่าหลุดพ้นจากคดีความช่วยปกป้องสิทธิ์ของผู้เสียหายได้นับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อถึงคราวว่าความให้กับบิดาของตนเองกลับต้องพ่ายแพ้
ความรู้สึกนี้...
เปียนเสียรู้สึกยากอธิบาย ทั้งยังหดหู่ เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าตอนนั้นเฉิงไป๋จะรู้สึกอย่างไร
ครู่ต่อมาเขาก็วางตะเกียบลงแล้วถามขึ้น "ทั้งที่ชนะในศาลชั้นต้นแล้ว แต่ด้วยความสามารถของเฉิงไป๋กลับแพ้ในศาลชั้นกลางทนายของคู่กรณีเป็ใครกัน ถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้?"
"เป็หมอความตัวจริงของวงการ ถือเป็ยอดทนายความฝีมือร้ายกาจมาก" โจวอี้ระบายลมหายใจเบา ๆ "แต่จะพูดไปนายก็คงไม่รู้จัก เขาเป็คนของบริษัทกฎหมายิเทียนเฉิง ชื่อว่าฟางปู้รั่ง"
ฟางปู้รั่ง?
ฟางรั่ง?
เปียนเสียงุนงงเล็กน้อย "ชื่อนี้กับหุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายเฉิงฟางอะไรนั่นทำไมถึงคล้ายกันนักล่ะ สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันยังไง?"
"ถือว่าเป็พี่น้องก็แล้วกัน"
แต่ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเื ทั้งฟางปู้รั่งยังแก่กว่าฟางรั่งถึงเจ็ดปี
โจวอี้คิดจะอธิบายเพิ่มเติม แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นหน้าจอมือถือที่ส่องสว่างเพราะข้อความจากวีแชตเขาก็ชะงักไป
ฟางปู้รั่ง : @หิมะตกต้องร่ม เฉิงไป๋ มีคนโง่มาด่าเธอแน่ะ รีบออกมารับคำด่าเร็ว
***************
‘หิมะตกต้องร่ม’เป็ชื่อไอดีวีแชตของเฉิงไป๋ ตอนที่เธอเข้ากลุ่มแชตไม่ได้เปลี่ยนให้เป็ชื่อจริงดังนั้นแม้จะผ่านมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าความจริงเธออยู่ในกรุ๊ปแชตกลุ่มนี้ด้วย
และปกติก็ไม่มีใครพูดถึงเธออยู่แล้ว
ทว่าวันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาหยามหยันเธอ สุดท้ายฟางปู้รั่งกลับไม่เกรงใจหรือไว้หน้าใครสักนิดจัดการ @ เรียกเธอออกมาโดยตรง ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนเป็กระอักกระอ่วนทันทีทั้งยังค่อนข้างน่าข่มขวัญอยู่ไม่น้อย
พฤติกรรมของฟางปู้รั่งนั้นคาดเดาไม่ได้เลยจริง ๆ
ต่างจากฟางรั่งที่เป็น้องชายโดยสิ้นเชิง
เฉิงไป๋ยังจำได้ว่าตอนที่เธอเดินออกมาจากศาลชั้นกลางในวันนั้น คนคนนี้สวมสูทราคาแพงใส่นาฬิกาข้อมือ Vacheron Constantin ยืนอยู่บนขั้นบันไดมือหนึ่งป้องบังลมเพื่อจุดไฟสูบบุหรี่ หลังสูดเข้าไปคำหนึ่งก็พูดกับเธอว่า
“ผมยังไม่ทันยาวก็กล้าขึ้นศาลว่าความแล้วคิดว่าเื่ราวจะได้รับความยุติธรรมอย่างรัฐในอุดมคติจริง ๆ น่ะหรือ?”
ในเวลานั้นเธอยังไม่มีชื่อเสียง ขณะที่ฟางปู้รั่งได้รับขนานนามเป็ทนายยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของแปดบริษัทในกลุ่มหงเชวียน
หลังจากแพ้คดีครั้งนั้น ที่บ้านก็ยิ่งทรุดหนักลงทุกที
ความจริงเฉิงไป๋จดจำคนคนนี้ไว้นานแล้ว
แต่ทว่าภายหลังเมื่อตนเองมุมานะดิ้นรนอยู่ในวงการทนายได้หลายปี จนเข้าใจว่าความรู้สึกของการต้องเอาชนะให้ได้ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ไหนนั้นเป็อย่างไรเธอจึงได้สงบใจลง
สองปีต่อมา ในการประชุมของเนติบัณฑิตยสภา เธอกับฟางปู้รั่งได้นั่งที่ติดกันแม้จะมีแนวความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ทั้งสองคนต่างก็เป็ผู้มีความสามารถ เมื่อเปรียบเทียบกับพวก‘ทนายใหญ่’ ที่มีแต่ชื่อเสียงเลื่อนลอยพวกนั้นแล้ว ไม่รู้เหนือชั้นกว่ากันแค่ไหนดังนั้นพวกเธอจึงได้พูดคุยกันเล็กน้อย
มาตอนนี้พอมองข้อความต่าง ๆ ในกรุ๊ปวีแชต เฉิงไป๋คิดว่าเธอไม่พูดอะไรคงดีกว่าทว่าเมื่อมองขึ้นไปเห็นแต่คำว่า ‘สวะ’ นี่ ‘สวะ’ นั่น ทั้งยัง ‘ความสัมพันธ์อันดี’ อะไรนั่นอีก เธอก็หลุบตาลง ดวงตาฉายแววอึมครึมเบาบาง
กับพวกคนโง่ บางครั้งก็เกรงใจไม่ได้จริง ๆ
เธอนิ่งคิด ก่อนจะพิมพ์ข้อความลงในกรุ๊ปแล้วกดส่ง
หิมะตกต้องร่ม : อืม กำลังดูอยู่
พอพิมพ์ประโยคนี้ออกไป ตัวเลขจำนวนสมาชิกด้านข้างชื่อกรุ๊ปก็ลดฮวบลงทันที
436, 435, 434, 433...
จนกระทั่งลดลงมาถึง 402 จึงได้หยุดลง
ในรายชื่อสมาชิกกรุ๊ป ตอนนี้ไม่มีชื่อของพวกคนที่เมื่อกี้ออกมาพูดกันคนละคำสองคำอีกแล้ว
ต้องขอบคุณที่วีแชตไม่ส่งข้อความแจ้งเตือนเวลามีคนออกจากกลุ่ม
เฉิงไป๋รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เธอวางมือถือไว้ด้านข้าง เมื่อไปล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยก็จัดการกินยานอนหลับหนึ่งเม็ดก่อนเอนกายนอนลงบนเตียง
ขณะที่เคลิ้ม ๆ กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราก็มีข้อความขอเพิ่มเพื่อนปรากฏขึ้นในหน้ารายชื่อผู้ติดต่อ
เธอหยิบมาเปิดดู
คนแซ่เปียน
ข้อความขออนุมัติเพิ่มเพื่อน: ได้วีแชตมาจากโจวอี้น่ะ เรามาแอดเฟรนด์กันไหม?
เฉิงไป๋จ้องมองอยู่สามวินาที ก่อนตัดสินใจทำเมินไปซะ