"เอ่อ...ข้าหยิบผิดเล่มมา แต่... เผื่อมีคนต้องการ นี่มัน...ตำราล้ำค่าของราชวงศ์น่ะ"จางเจิ้นผิงหน้าแดงก่ำ เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนโ
"นอกจากเจ้าแล้วใครมันจะไปชอบของแบบนี้?" จางเจิ้นอันเอ่ยแซว
"ใครว่าล่ะนอกจากข้า ก็ยังมีเยี่ยนจิ่งซิวคนนั้นอีกคน ต้องชอบแน่ๆไม่งั้นพี่ใหญ่ก็ขายให้เขาไปสิ เก็บเงินสักสองสามพันตำลึง ยังไงเขาก็รวย"จางเจิ้นผิงพูดพลางประสานมือคารวะจางเจิ้นอันแล้วรีบเผ่นหนีไปเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง
จางเจิ้นอันมองตามแผ่นหลังที่จากไปสั่นศีรษะเล็กน้อย แต่มุมปากกลับยกยิ้มบางๆ บ่งบอกว่าอารมณ์กำลังดีมาก
เขาไม่ได้คุยกับน้องชายอย่างราบรื่นแบบนี้มานานแล้ววันนี้ที่ได้คุยกัน ทำให้รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยยังเด็ก สองพี่น้องไร้เดียงสาความสัมพันธ์แน่นแฟ้น
"ท่านพี่คุณชายรองมาทำอะไรที่นี่หรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ออกมาจากห้องด้านในพอเห็นท่าทางอารมณ์ดีเป็นพิเศษของจางเจิ้นอัน จึงเอ่ยถามพอเห็นของล้ำค่ากองเต็มโต๊ะ ก็อดประหลาดใจไม่ได้ "เอ๊ะทำไมมีของเยอะแยะขนาดนี้?"
"น้องรองเป็นคนเอามาทั้งหมด"จางเจิ้นอันกล่าวพลางมองสิ่งของบนโต๊ะ
"ทำไมหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์แปลกใจยิ่ง "คุณชายรองเอาของมากมายขนาดนี้มาทำไม?เอามาให้ท่านพี่หรือ?"
นางเดินเข้าไปหยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูพอมองดูใกล้ๆ ก็ยิ่งประหลาดใจตอนนี้นางไม่ใช่สาวบ้านนอกที่ไม่รู้อะไรเหมือนเมื่อก่อนแล้วย่อมมองออกว่าของเหล่านี้ล้วนมีมูลค่ามหาศาล
"ก่อนหน้านี้ข้าจับได้ว่าเขาเอาของจากร้านค้าในตระกูลไปเยอะเลยให้เขาเอามาคืน แต่เขาไม่มีเงินมากขนาดนั้น เลยต้องเอาของพวกนี้มาใช้หนี้แทน"จางเจิ้นอันตอบ
"เป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากจะเชื่อ "คุณชายรองจะเชื่อฟังท่านพี่ขนาดนั้นเชียวหรือ?ท่านพี่ให้คืน เขาก็ยอมคืน? แถมยังไม่เสียดายยอมเอาของล้ำค่ามากมายขนาดนี้ออกมา?"
"นั่นสิข้าถึงได้ประหลาดใจอยู่เล็กน้อย" ก่อนหน้านี้จางเจิ้นอันเพียงแต่ดีใจที่น้องชายคิดได้และยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองพออันซิ่วเอ๋อร์พูดขึ้นมา เขาก็เริ่มขมวดคิ้วสงสัย
"เขาคงไม่ได้มีแผนร้ายอะไรอยู่หรอกนะเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าถาม
จางเจิ้นอันยกสมุดในมือขึ้นเคาะหัวนางเบาๆกล่าวว่า"อย่าคิดมากสิ เขาจะมีแผนร้ายอะไรได้? ต่อให้มีแผนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องเอาของรักของหวงของตัวเองออกมามากมายขนาดนี้"
"นั่นก็จริงหรือว่าข้าคิดมากไปเอง" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มเหลือบมองไปยังสมุดเล่มเล็กในมือเขา ถามว่า "แล้วนี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"เอ่อ..."จางเจิ้นอันรีบเก็บสิ่งนั้น
"ให้ข้าดูหน่อยสิเจ้าคะ"ยิ่งเขาทำท่าจะเก็บ อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ่งสงสัย
"ไม่มีอะไรน่าดูหรอก"จางเจิ้นอันชูมือขึ้นสูง พยายามหลบหลีกนาง
"ให้ข้าดูหน่อยเถอะน่า"อันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งสงสัยว่าในมือเขาคืออะไรกันแน่ ถึงได้หวงนัก
จางเจิ้นอันมีหรือจะกล้าให้นางดูเขาจึงกล่าวว่า "นี่มันก็แค่สมุดเล่มหนึ่งในกองของสะสมของน้องรองเจ้าก็รู้ว่าเขาเอาแต่เที่ยวเตร่ทั้งวันสมุดเล่มนี้มันคงไม่ใช่หนังสือดีอะไรนักหรอก เจ้าอย่าดูเลย ตอนนี้ข้าว่างพอดีไปเดินเล่นในสวนกับข้าดีกว่า"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า"ก็ได้เจ้าค่ะ งั้นข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"
พอหันหลังกลับไปก็อาศัยจังหวะที่จางเจิ้นอันเผลอ ฉวยสมุดจากมือเขามาอย่างรวดเร็วพลิกเปิดดูเพียงหน้าเดียว ใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
"ท่านดูของแบบนี้ได้อย่างไร!"นางขว้างสมุดใส่เขาด้วยความอับอาย
"ข้าไม่ได้ดูนี่มันหนังสือของน้องรอง" จางเจิ้นอันรีบแก้ตัวพูดพลางหยิบสมุดมาเปิดดู แล้วก็ถูกภาพวาดข้างในดึงดูดความสนใจไป
"ท่านยังจะดูอีก!"อันซิ่วเอ๋อร์เห็นสายตาเขาจดจ่ออยู่กับสมุด ก็โกรธขึ้นมา
"มาๆๆเรามาดูด้วยกัน" จางเจิ้นอันเห็นนางทำท่าโกรธไม่เพียงไม่หยุดดู แต่ยังดึงดันจะให้นางดูด้วยกันอีก
"ข้าไม่ดู!"อันซิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธ แต่เขากลับกึ่งลากกึ่งจูงนางไปยังเตียงนอนเขาวางสมุดลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ด้านข้าง กล่าวว่า "เจ้าดูสิเป็นอย่างไร สมกับที่เป็นตำราล้ำค่าของราชวงศ์ วาดได้เหมือนจริงเชียว"
อันซิ่วเอ๋อร์ค้อนให้วงหนึ่งภาพวาดชายหญิงในนั้นช่างสมจริงเหลือเกินที่จริงในหีบของนางก็มีตุ๊กตาชายหญิงแบบนั้นอยู่คู่หนึ่งเหมือนกันแต่พอมาดูภาพพวกนี้กับเขา ทำไมถึงได้รู้สึกอายนักก็ไม่รู้
"ดูสิๆๆ ท่าพวกนี้ข้าว่าคราวหน้าเราลองทำดูบ้างดีหรือไม่" จางเจิ้นอันพูดด้วยน้ำเสียงปกติแต่ในใจกลับตื่นเต้น
ใบหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งแดงก่ำเอามือปิดสมุดไว้ กล่าวว่า "ตอนนี้ข้าท้องอยู่นะจะให้ข้าลองอะไรกับท่านเล่า? ท่านนี่ช่างคิดเรื่องลามกจริงๆ!"
"ลามกตรงไหน?ปราชญ์ยังกล่าวไว้ 'อาหารและกามารมณ์เป็นธรรมชาติของมนุษย์'อีกอย่าง นี่มันก็เป็นเรื่องความสุขในห้องนอนอยู่แล้ว" จางเจิ้นอันดึงมือของนางออก แล้วดูต่อไป
อันซิ่วเอ๋อร์แกล้งทำเป็นโกรธหันหน้าหนีไปอีกทาง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมอง จางเจิ้นอันรู้ทันท่าทีเล็กๆน้อยๆ ของนาง ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วดูต่อไปอย่างสนุกสนานสุดท้ายอันซิ่วเอ๋อร์ก็อดถามไม่ได้ "ของพวกนี้ใครเป็นคนวาดหรือ?พวกเขาไม่อายกันบ้างหรือไร?"
"จะอายทำไมเล่า?นี่มันตำราล้ำค่าของราชวงศ์ จิตรกรหลวงวาดขึ้นถวายฮ่องเต้โดยเฉพาะ"จางเจิ้นอันกล่าว "ในเมื่อฮ่องเต้ให้วาดพวกเขาก็ต้องวาด ดังนั้นเจ้าไม่ต้องอายหรอก นี่เป็นของที่ฮ่องเต้ทอดพระเนตรพวกเราคนธรรมดาได้ดูก็ถือเป็นบุญตาแล้ว"
"ตรรกะวิบัติสิ้นดี"อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยด่าด้วยรอยยิ้มแต่ก็ไม่ได้เขินอายเหมือนตอนแรกแล้วถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอีกต่อไป
"เจ้าดูภาพนี้สิเตียงแกะลายดอกบัว ม่านปักลายสีแดง รองเท้าปักของผู้หญิง รองเท้าของผู้ชายแมวขาวตัวน้อย... วาดได้เหมือนจริงมาก" จางเจิ้นอันชี้ไปยังภาพวาดภาพหนึ่งกล่าว
อันซิ่วเอ๋อร์มองตามก็เห็นว่าในภาพมีแมวขนยาวตัวหนึ่งกำลังเงยหน้ามองม่าน บนพื้นมีรองเท้าชายหญิงวางอยู่คู่กันแม้จะไม่มีอะไรโจ่งแจ้ง แต่กลับดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าภาพอื่น นางจึงพยักหน้ากล่าวว่า"ภาพนี้ยังดูเรียบร้อยหน่อย ภาพก่อนๆ หน้านี้ข้าไม่กล้าดูเลย"
"ข้ารู้ว่าเจ้าชอบแบบนี้เดี๋ยวข้าดูซิว่ามีภาพอื่นที่คล้ายๆ กันอีกไหม" จางเจิ้นอันโอบไหล่อันซิ่วเอ๋อร์เข้ามาใกล้แล้วพลิกหน้าสมุดดูต่อ
"อย่าพลิกอีกข้าไม่อยากดูแล้ว ท่านบอกว่าจะไปเดินเล่นกับข้าไม่ใช่หรือ?" อันซิ่วเอ๋อร์หยิบสมุดมาปิด กล่าวว่า "เราออกไปเดินเล่นกันเถอะไม่งั้นท่านก็เอาแต่คิดเรื่องหมกมุ่นพวกนี้"
จางเจิ้นอันกลับไม่ยอมลุกดูสมุดแบบนี้ มีหรือจะไม่มีความคิดอะไรในใจ? แต่พอเขาเหลือบมองใบหน้าขาวผ่องลำคอระหงของนาง แล้วมองต่ำลงไปยังท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นก็พลันหายไปหมดสิ้น เขาลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างจนใจว่า"ไปก็ไป ข้าไปเดินเล่นในสวนกับเจ้าก็ได้"
พูดจบเขาก็เอาสมุดไปเก็บไว้ในห้องด้านใน แล้วจูงมืออันซิ่วเอ๋อร์ออกไป
ทั้งสองเพิ่งเดินมาถึงสวนยังไม่ทันถึงประตู ก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสดังมาจากข้างใน พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นจางเจิ้นผิงกำลังเล่นไล่จับผีเสื้อกับเย่จิ้งซูอยู่ในสวนเย่จิ้งซูถือตาข่ายวิ่งไล่จับผีเสื้อ ท่วงท่าขณะวิ่งดูมีชีวิตชีวาชายกระโปรงพลิ้วไหว เส้นผมปลิวสยาย งดงามยิ่งนักเย่จิ้งซูในยามนี้ดูสดใสร่าเริงจนแม้แต่อันซิ่วเอ๋อร์ยังอดตะลึงไม่ได้ไม่นึกว่าเย่จิ้งซูจะมีมุมที่ดูสนุกสนานแบบนี้ด้วย
"อ๊ะ! จับได้แล้ว!"เย่จิ้งซูยื่นมือไปปิดปากตาข่ายด้วยความดีใจ แล้วค่อยๆเปิดมือแอบดูผีเสื้อในตาข่าย
ส่วนจางเจิ้นผิงที่อยู่ข้างๆก็เอาแต่จ้องมองนางตลอดเวลา มุมปากประดับรอยยิ้ม
จางเจิ้นผิงต่างจากจางเจิ้นอันรูปร่างเขาค่อนข้างผอมบางกว่า เดิมทีเพราะเที่ยวเตร่มากไป ร่างกายจึงดูอ่อนแอแต่ยามนี้ ท่าทางยิ้มแย้มของเขาทำให้ดูคล้ายบัณฑิตรูปร่างบอบบางคนในตระกูลร่ำรวยล้วนดูแลตัวเองอย่างดี จางเจิ้นผิงก็เช่นกันแม้อายุสามสิบแล้วก็ยังดูเหมือนหนุ่มน้อยบอบบาง
"ไหนว่าจะมาเดินเล่นในสวนยืนนิ่งอยู่ทำไม?" จางเจิ้นอันถามขึ้นเสียงของเขาขัดจังหวะความสุขของเย่จิ้งซู นางหันขวับมา รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายไปจางเจิ้นผิงมองตามสายตานาง ก็เห็นจางเจิ้นอันกับอันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาเขาจึงรีบเดินเข้ามาคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านพี่ท่านพี่สะใภ้"
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางเขาเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงก่อนหน้านี้เขาชอบทำหน้าบึ้งตึงอยู่เสมอ แต่กิริยาท่าทางในตอนนี้ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกดีกับเขาขึ้นมาบ้าง นางจึงยิ้มรับ แล้วย่อกายคารวะตอบ
"พี่สะใภ้กำลังตั้งครรภ์ไม่ต้องมากพิธีหรอกขอรับ" จางเจิ้นผิงยื่นมือออกไปประคองอันซิ่วเอ๋อร์เบาๆด้วยท่าทางสุภาพ
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งประหลาดใจถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาต้องทำท่าหยิ่งยโส ไม่แม้แต่จะชายตามองนางวันนี้ตะวันขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร?
“ท่านพี่กับพี่สะใภ้ก็มาเดินเล่นในสวนหรือขอรับ?”จางเจิ้นผิงถามขึ้น เมื่อจางเจิ้นอันพยักหน้าเขาก็หลีกทางให้เล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ดอกซานฉา [1] ในสวนด้านนู้นกำลังบานสวยเลย ท่านพี่กับพี่สะใภ้อยากไปชมไหมขอรับ?”
"เช่นนั้นก็ไปดูกัน"จางเจิ้นอันกล่าว ดอกซานฉาเป็นดอกไม้ที่งดงามสูงค่า ผู้คนนิยมชมชอบ
จางเจิ้นอันประคองอันซิ่วเอ๋อร์เดินนำไปข้างหน้าจางเจิ้นผิงกับเย่จิ้งซูเดินตามหลัง ทั้งสี่คนเดินเล่นในสวนด้วยกันบรรยากาศดีเช่นนี้ถือเป็นครั้งแรก จางเจิ้นอันอดถอนหายใจไม่ได้ กล่าวว่า"นานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่ได้มาเดินเล่นในสวนด้วยกันอย่างสบายใจแบบนี้?"
“นานมาก...นานมากแล้วขอรับ” จางเจิ้นผิงตอบพลางนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่ตนเคยทำกับจางเจิ้นอันในอดีต จึงกล่าวขอโทษว่า “ท่านพี่ เป็นเพราะข้าเองที่เมื่อก่อนเหลวไหลทำตัวไม่สมกับที่ท่านพี่คาดหวัง ทำให้บ้านเราไม่สงบสุข”
"พูดเรื่องพวกนี้ทำไม?มันผ่านไปหมดแล้ว" จางเจิ้นอันกล่าวอย่างสงบ
"ท่านพี่วางใจเถอะขอรับต่อไปข้าจะไม่สร้างความวุ่นวายให้ท่านพี่อีกแล้ว ข้าคิดดูแล้วคนอย่างข้าไม่เหมาะจะดูแลกิจการตระกูลหรอก จิ้งซูพูดถูกคนอย่างข้าเหมาะจะเล่นดนตรี แต่งกลอน วาดภาพ เป็นคุณชายสบายๆ ก็พอแล้ว"
จางเจิ้นผิงกล่าวระบายความในใจกับจางเจิ้นอันอย่างจริงจังไม่รอให้จางเจิ้นอันตอบ เขาก็พูดต่อว่า "ท่านพี่ไม่ต้องคิดมากหรอกจริงๆ ข้าก็ชอบทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เดิมทีข้าก็ไม่ได้ชอบดูแลกิจการตระกูลก่อนหน้านี้ก็แค่หลงระเริงในอำนาจ พอมาคิดดูตอนนี้ ต่อให้ข้าไม่ทำอะไรข้าก็ยังเป็นคุณชายรองตระกูลจางอยู่ดี ภาระหนักอึ้งอยู่ที่ท่านพี่ต่างหากข้าได้อาศัยร่มโพธิ์ร่มไทรของท่านพี่ แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว"
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆรึ?” จางเจิ้นอันไม่อยากจะเชื่อสิบปีมานี้เขาไม่เคยเข้าใจน้องชายคนนี้เลย แต่แค่ชั่วข้ามคืนกลับคิดได้เขาคิดแบบนี้จริงๆ หรือแค่แสร้งทำเป็นสำนึกผิดกันแน่?
เชิงอรรถ
[1] ดอกคามิเลีย