ณ ห้องทะเบียน
หลังจากที่สภานักเรียนคนนั้นเดินไปเปิดประตูห้องทะเบียนออกเขาก็พบว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู
ส่วนริวที่ยังคงนั่งคุดคู้แอบอยู่ข้างโต๊ะทำงานด้านในก็ค่อยๆชะโงกหน้าขึ้นมองลอดช่องว่างอย่างระมัดระวัง... และในวินาทีนั้นเองนัยน์ตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นหน้าของนักเรียนหญิงคนที่มาเคาะประตู
ยูริ!
ริวรีบหลบตัวกลับเข้ามุมข้างโต๊ะตามเดิมก้อนเนื้อในอกซ้ายเริ่มเต้นแรงขึ้นกว่าเก่าจนแทบควบคุมไม่ได้
ถ้ายูริเจอผมตอนนี้ ผมไม่รอดแน่!
เขากำหมัดแน่นพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์เอาไว้ ไม่นานนักเสียงบทสนทนาของทั้งสองคนจากหน้าประตูก็ดังแว่วเข้ามา
“ไม่ทราบว่าน้องมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
“พอดีมีเรื่องจะมาติดต่อครูฝ่ายทะเบียนนิดหน่อยน่ะค่ะ” ยูริตอบด้วยน้ำเสียงหวานใสพร้อมแววตาที่ซื่อๆ
ทว่า ริวที่แอบอยู่ด้านในเมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมาทันทีแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดวิเคราะห์อะไรไปมากกว่านั้นเสียงสนทนาของทั้งสองก็ดำเนินต่อ
“โอ้ว... เอ่อ… พอดีว่า ครูกลุ่มงานทะเบียนติดประชุมด่วนน่ะครับตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย น้องไว้ค่อยมาติดต่อใหม่นะ”
ยูริพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตจับจ้องรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างจับผิด
“ค่ะ... แล้วพี่เป็นใครเหรอคะทำไมถึงเข้าไปอยู่ในห้องทะเบียนได้ ทั้งๆที่คุณครูก็ไม่อยู่ล่ะ”
“พี่ชื่อเอิร์ธครับพอดีมาเอาเอกสารให้เพื่อนสภานักเรียนน่ะ... แล้วน้องล่ะ ชื่ออะไร…”
“อืม... ยูริค่ะ!”
“อ้อยูริ… แล้วน้องอยู่น้องชั้นไหนเหรอครับ”
“ยูริอยู่ ม.5 ค่ะ”
“โอเคครับถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวก่อนนะ ส่วนน้องจะนั่งรอก็ได้ครูกลุ่มบริหารน่าจะใกล้เลิกประชุมกันแล้วล่ะ”
พูดจบเอิร์ธก็รีบก้าวเท้าเดินผ่านประตูและผละจากตรงนั้นไปทันทีด้วยท่าทางลนลานเล็กๆ
แต่ยูริยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงจุดเดิมเธอบิดตัวหันมองตามหลังของรุ่นพี่สภานักเรียนที่กำลังเดินห่างออกไปตามทางเดิน...
ในวินาทีที่แผ่นหลังของเอิร์ธลับสายตาไปใบหน้าของยูริที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจเมื่อครู่ พลันบูดบึ้งขึ้นมาทันตาแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าและเดินกระแทกส้นเท้าจากตรงนั้นไปอีกทาง
ทางฝั่งของริวที่ซ่อนตัวอยู่ข้างโต๊ะทำงานในห้องเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของยูริดังห่างออกไปจนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด เขาก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆเดินออกมา
แต่จากคำพูดของยูริเมื่อครู่ เขาไม่มีทางเชื่อแน่ว่ายูริมีธุระกับงานทะเบียนจริงๆคิ้วหนาใต้กรอบผมยังคงขมวดแน่นพลางคิดในใจด้วยความเคลือบแคลง...
คุณมาห้องทะเบียน คิดจะทำอะไรอีกล่ะยูริ...
ทว่าในขณะนั้นเองริวก็พลันนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของเอิร์ธขึ้นมาได้...ที่บอกว่าครูใกล้จะเลิกประชุมแล้ว
เมื่อคิดได้แบบนั้นริวหันกลับไปมองตู้เอกสารเหล็กอันมหึมาที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังด้วยความรู้สึกเสียดายจับใจเขายังไม่ได้เริ่มลงมือค้นหาแฟ้มแถบสีเหลืองของผู้บริหารเลยสักนิด เขาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างคนทำอะไรไม่ได้
“เฮ้อ...”
คงไม่มีเวลาแล้วล่ะ...ไว้ครั้งหน้าถ้ามีโอกาส ผมค่อยกลับมาหาใหม่แล้วกันนะครับ
ริวคิดในใจพลางเก็บซ่อนความอัดอั้นไว้ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องทะเบียน ทิ้งความเงียบงันไว้เบื้องหลังแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังห้องเรียนของตัวเอง
ณ ห้องเรียนม.6/1
เอิร์ธเดินเลี้ยวเข้ามาในห้องเรียนภาพที่เห็นคือเพื่อนคนอื่นๆยังคงดูคึกคัก บางคนถึงขนาดเอาของกินขึ้นมากินบนห้องเรียนอย่างสบายใจซึ่งก็เป็นภาพที่เห็นได้ตามปกติในชั่วโมงที่อาจารย์ปล่อยว่างแบบนี้ เขาขยับแว่นสายตาที่ใส่อยู่เล็กน้อยเพื่อมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังโต๊ะเรียนแถวหน้าสุด
ที่ตรงนั้น... ที่ธันวายังคงนั่งอ่านเอกสารกองโตในมืออยู่อย่างเงียบเชียบคิ้วเข้มขมวดมุ่นบ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้อารมณ์ดีนักกับเนื้อหาบนแผ่นกระดาษเหล่านั้นเอิร์ธเดินไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของเพื่อนสนิทก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบา
“ไอ้ธัน...”
ธันวาละสายตาจากปึกเอกสารทันทีเขาเหลือบมองคนที่เรียก เมื่อเห็นว่าเป็นเอิร์ธ เขาจึงค่อยๆวางกระดาษในมือลงบนโต๊ะแล้วถาม
“มาแล้วเหรอแล้วเรื่องที่ให้ไปทำเป็นยังไงบ้างล่ะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง
“ก็ดี... แต่กูไม่ได้เข้าไปค้นประวัติน้องเขาในแฟ้มหรอกนะ...เพราะกูเจอตัวเป็นๆมาเลยล่ะ!”
ธันวาเลิกคิ้วเข้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจแต่เขาก็เลือกที่จะเงียบ เพื่อให้เอิร์ธพูดต่อ
“เห็นน้องเขาบอกว่าอยู่ชั้นม.5 ส่วนเรื่องห้องเรียน เอ่อ... กูมัวแต่รีบเลยไม่ได้ถามมา”
“อืม แล้วไงต่อ”
“กูว่าน้องเขาก็ดูปกติ” เอิร์ธพูดพลางยักไหล่ขึ้นน้อยๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดตลก“แถมน่ารักดีด้วยนะ”
เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่ได้เรื่องเอาราวจากเพื่อนธันวาก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเบนสายตาลงไปมองเอกสารบนโต๊ะตามเดิมทันที
“ชิ!กูให้มึงไปดูข้อมูลในเอกสารประวัติ ไม่ได้ส่งมึงไปส่องผู้หญิงซะหน่อย”
“ฮะฮ่าๆ” เอิร์ธหัวเราะแก้เขินพลางยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ “เอาน่าไอ้ธันซีเรียสไปได้ทุกเรื่องเลยนะมึงเนี่ย หัดคลายเครียดซะบ้างสิ”
“ไปล่ะ” พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับไปนั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเองอีกฝั่งหนึ่งของห้อง
ทางฝั่งของธันวาที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม ก็ปรายสายตามองตามหลังเอิร์ธไปลึกๆในใจเขาก็อยากจะเชื่อคำพูดของเพื่อนที่บอกว่า ยูริเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาๆคนนึง แต่สีหน้าและน้ำเสียงของเบนซ์ตอนที่มาบอกเขาเรื่องเด็กคนนั้นเมื่อช่วงเช้า มันดูจริงจังจนเขาไม่สามารถมองข้ามได้
ถึงแม้เขาจะพยายามสลัดความกังวลนั้นทิ้งไปหลายต่อหลายครั้งตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแต่มันก็ไม่เคยเลือนหายไปจากหัวสมองของเขาได้เลยสักที...
ณ ห้องเรียนม.5/1
ทันทีที่ริวเดินกลับเข้ามาในห้องเรียนสายตาของเขาพุ่งตรงไปยังโต๊ะหน้าสุดฝั่งติดหน้าต่างเป็นอันดับแรกเมื่อเห็นว่าแนนโน๊ะยังคงนั่งแกว่งขาเล่นอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงนั้น เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกไปเปราะหนึ่ง เขาค่อยๆก้าวเท้ากลับไปนั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเองอย่างเงียบเชียบเหมือนทุกครั้ง
ริวเอาแขนทั้งสองข้างไขว้กันไว้บนโต๊ะก่อนจะฟุบหน้าลงไปเพื่อปิดกั้นตัวเองออกจากโลกรอบตัว ทว่าในความมืดหลังเปลือกตาปิดลงสมองของเขากลับฉายภาพใบหน้าของยูริที่เพิ่งเจอในห้องทะเบียนเมื่อครู่นี้ซ้ำๆ
ตอนนั้น...ยูริดูเป็นนักเรียนธรรมดาๆคนนึง ต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าผม…
ไม่อยากเชื่อเลยว่า ผมจะได้เห็นยูริในแบบนักเรียนปกติ
ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ในอดีตตอนที่เขากับแนนโน๊ะเคยนั่งคุยกันในห้องสมุดก็แล่นริ้วเข้ามาในหัวพร้อมกับประโยคหนึ่งที่เธอเคยทิ้งปมเอาไว้
แนนโน๊ะว่า...สิ่งที่ยูริทำมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่มันแค่ดูรุนแรงไปหน่อยก็เท่านั้นเอง
ในตอนนั้นริวยังเป็นแค่เด็กซื่อบื้อที่ไม่เข้าใจความหมายของมันเลยสักนิดแต่พอเวลาผ่านไปจนถึงตอนนี้... เมื่อเขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ค่ำคืนนั้นคืนที่เขาเห็นกลุ่มสภานักเรียนชุดเก่ากำลังลักลอบยัดร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งใส่ถุงดำอย่างโหดเหี้ยมก่อนที่เขาจะถูกพวกมันไล่ล่าจนปั่นป่วนและเป็นยูริที่ปรากฏตัวขึ้นมาจัดการสังหารสภานักเรียนสารเลวพวกนั้น
นี่เองเหรอครับ... ที่คุณบอกว่าสิ่งที่ยูริทำมันเป็นเรื่องดีน่ะครับ
ริวคิดในใจอย่างเริ่มตระหนักรู้ยูริกำจัดคนชั่วในโรงเรียน... นั่นคือเรื่องจริง
ทว่า ภาพเหตุการณ์ยังคงไหลย้อนเรื่อยๆไปจนถึงตอนที่ยูริเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายมาไล่ล่าตัวเขา
ถ้าอย่างนั้น...แล้วทำไมคุณถึงคิดจะฆ่าผมด้วยล่ะยูริ...
ริวคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าพยายามขุดคุ้ยความทรงจำว่าตนเองเคยทำเรื่องชั่วช้าหรือทำตัวเป็นคนบาปในโรงเรียนแห่งนี้บ้างไหมแต่ก็ไม่มีเลย... จนกระทั่งริวนึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ในวันทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ วันที่เขาเข้าไปช่วยเบนซ์ยกม้วนผ้าจัดงาน แล้วสังเกตเห็นยูริแอบสะกดรอยตามเบนซ์ไปใต้อาคารเรียนวันนั้นเขาเดินเข้าไปเผชิญหน้าและพูดคุยกับยูริตรงๆ
ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมคุณถึงฆ่านักเรียนพวกนั้นครับ!
นั่นคือสิ่งที่เขาเคยถามออกไปในตอนนั้น และคำตอบของยูริในวันนั้นมันคือสิ่งที่ทำให้ริวชาวาบไปทั้งตัวจนถึงตอนนี้...
ริวจะรู้ไปทำไมล่ะทั้งๆที่รู้ไปแล้ว… มันก็ไม่ได้ช่วยให้หาตัวคนที่สั่งปิดคดีได้หรอก จริงไหมล่ะ
คำพูดประโยคนั้นของยูริในวันวานราวกับค้อนปอนด์ยักษ์ที่เหวี่ยงเข้ากระแทกกลางอกของริวในวันนี้ความรู้สึกสับสนและหวาดระแวงถาโถมเข้าใส่พร้อมคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ ริวที่ฟุบหน้าอยู่กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาวซีดที่ยูริรู้เรื่องคดีของพ่อแม่เขาและเธอรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังสืบหาตัวคนที่สั่งปิดคดีนี้อยู่ด้วย!
หรือว่า… ยูริจะรู้ว่าผมจะทำอะไรน่ะเหรอครับ เลยจะชิงฆ่าผมที่เจอตัวก่อน
แล้วคุณค่อยตามฆ่าคนที่สั่งปิดคดีพ่อแม่ของผมทีหลังหรอกเหรอครับ…
มันไม่ยุติธรรม! ทำไมผมต้องตายก่อนด้วย
ขณะที่ริวกำลังดำดิ่งและติดอยู่ในภวังค์ความคิดอันมืดมิดอยู่นั้นตึก... ตึก…เสียงฝีเท้าแผ่วเบาคู่หนึ่งก็เดินมาหยุดลงที่ตรงหน้าโต๊ะเรียนของเขาตามมาด้วยน้ำเสียงใสๆที่คุ้นหูก็ดังขึ้น
“ริวคะ...”
ริวชื่อค่อยๆเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนพลางสบตากับเจ้าของเสียงใสที่มายืนหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะ
“ครับ...” เขาขานรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย ผมหน้าม้าของเธอขยับไหวตามแรงขยับนัยน์ตากลมโตจ้องลึกเข้ามาคล้ายจะอ่านทุกความลับ
“ริวดูเครียดๆนะคะ...เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ก็...นิดหน่อยน่ะครับ แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แฮ่ะๆ”ริวแสร้งหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อนความกังวล
“ริวเนี่ย ดูเป็นคนคิดมากจังเลยนะคะ”
พูดจบ แนนโน๊ะจ้องมองลึกลงไปในแววตาของอีกฝ่ายแววตาใสซื่อไร้เดียงสาเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนเป็นลึกล้ำและเย็นเยือกขึ้นมาทันที แต่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนกลับเป็นแบบเดิน แล้วขยับยิ้มขึ้นบางๆ ก่อนจะพูดต่อ
“แต่ก็...อย่ามัวแต่คิดมากกับเรื่องเก่าๆ จนลืมรับมือกับเรื่องใหม่ๆที่กำลังจะเจอด้วยนะคะ”
ประโยคนั้นทำให้ริวสะดุ้งวาบในอกทันที ทว่า...ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรแนนโน๊ะก็หมุนตัวหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะประจำของตัวเองที่ริมหน้าต่างทันทีทิ้งให้เขาทำได้เพียงมองตามหลังพลางขมวดคิ้วมุ่นอยู่ตรงนั้นด้วยความสับสน
คุณก็รู้ว่าผมคิดมาก แต่ก็ยังพูดให้ผมคิดอยู่เรื่อยเลยนะครับ…
“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจยาวหันหน้าออกไปมองท้องฟ้ากว้างนอกหน้าต่างห้องเรียนแต่พอนึกทบทวนดูดีๆแล้ว…
แต่… สิ่งที่คุณพูดมันก็ถูก เขาส่ายหัวเบาๆ เพื่อไล่ความฟุ้งซ่านจริงสิครับ...
ผมจะมัวมาคิดถึงเรื่องของยูริอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วไม่ว่ายูริจะรู้เรื่องของผมได้ยังไง มันก็ไม่สำคัญ!
สิ่งเดียวที่ผมต้องทำในตอนนี้...คือหาตัวคนที่สั่งปิดคดีให้เจอ แล้วก็จบเรื่องนี่ซะที
ไม่นานนักเสียงออดสัญญาณหมดเวลาเรียนในคาบชั่วโมงสุดท้ายก็ดังกังวานขึ้นทั่วอาคารเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว
ทันทีที่สิ้นสุดเสียงสัญญาณนั้นเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆในห้อง ต่างก็พากันลุกขึ้นเก็บกระเป๋าแล้วเดินทยอยออกจากห้องเรียนไปจนกระทั่งห้องว่างเปล่า ริวค่อยลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเช่นกัน