กาลเวลาผันผ่านไปนานกว่าสามเดือน
“งดงาม อ่อนช้อย ดีๆ” ซือเหมยเหนียงพึงพอใจกับผลงานของจิวเหลียงเป็อันมาก ระยะเวลาไม่นานสามรถสั่งสอนมีมี่จนครบทุกบทเพลง อีกทั้งทำออกมาได้ดีดังที่หวังไว้ “ขอบใจเ้าจิวเหลียง สู้อดทนสั่งสอนนางร่ายรำได้งดงามไม่แพ้ผู้ใด” น้าซืออดไม่ได้เอ่ยชมปร๋อ
“เพราะเสี่ยวมี่ นางเรียนรู้ได้เร็ว ซ้ำยังมีพร์เ้าค่ะ”
“อย่างไรเสียก็ต้องขอบใจเ้าอยู่ดี” ‘เฮ้อ! ดีที่ม๊าบังคับให้เรียนบัลเล่ตอนเด็ก ไม่งั้นคงยังไม่ได้สักท่าแน่ๆ’ มีมี่ได้แต่นึกในใจ เพิ่งจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เคยคิดว่าไร้ประโยชน์ก็ตอนนี้ และเมื่อเธอเก็บตนฝึกฝนจนพรักพร้อมดีแล้ว
(ในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง บุปผาแรกแย้มออกมาร่ายรำให้ท่านชม) ป้ายประกาศแผ่นใหญ่ถูกติดที่หน้าหอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองโจว ข่าวการเปิดตัวคณิกาผู้เลอโฉมได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ตกเย็นเหล่าบุรุษนักร่ำสุราเคล้านารีต่างคับคั่งหนาตา ฉินเจ็ดสายในตำนานถูกบรรเลงโดยนักบรรเลงมือหนึ่งแห่งเมืองโจว แสงจันทร์จ้าสาดผ่านช่องหลังคาตกกระทบพื้น ม่านสีแดงทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง พลิ้วไหวตามแรงลม กลีบกุหลาบจำนวนมากค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย ร่างระหงส์ในอาภรณ์สีขาวแถบแดงปักดิ้นทอง ลอยวนจากชั้นบนค่อยๆ ลงมาสู่พื้น ดั่งเทพธิดาลงมาจุติบนโลกมนุษย์ กลุ่มผมสวยถูกเกล้าปักเก็บด้านข้างด้วยเครื่องประดับทองน้อยชิ้น ท่วงท่าดูแปลกตาด้วยการผสมผสานระหว่างการเต้นบัลเล่ห์ และการร่ายรำแบบจีนโบราณ ถึงกระนั้นกลับดึงดูดจนมิอาจละสายตา ดวงตาเรียวบางครั้งดูแข็งกร้าว บ้างก็ดูเย่อหยิ่ง บ้างก็ดูเย้ายวน บ้างก็ดูอ่อนหวาน เรือนร่างบางขยับกายร่ายรำดูแข่งแกร่ง บางคราดูอ่อนช้อย ปรับเปลี่ยนไปตามทำนองฉิน ทั้งบุรุษและสตรีทั้งหลายต่างตลึงงันดั่งต้องมนต์สะกด ในใจบุรุษต่างชื่นชอบแม้ใบหน้างามถูกผ้าปิดบังเอาไว้ เท้าเปล่าย่ำไปมาบนกองกลีบกุหลาบสีแดงฉาน การแสดงนี้จบลงอย่างสวยงามเรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมดังกึกก้อง มวลเงินตราของมีค่าต่างถูกโยนจากทั่วทุกสารทิศไปที่คณิกาคนงาม หาใช่การกระทำอันต่ำช้าไม่ หากแต่เป็การแสดงถึงความชมชอบจนต้องตบรางวัลเสียมากกว่า
“แม่นางท่านนี้มีซื่อแซ่อย่างไร” บุรุษท่านหนึ่งเอ่ยถามกับคณิกาตรงหน้า
“ข้าน้อยมีนามว่า มีมี่ แซ่เถียน เถียนมีมี่เ้าค่ะ” เถียนมีมี่ชื่อนี้ถูกกล่าวถึงไปทั่วในชั่วข้ามคืน และดังไกลไปทั่วแค้วนในเวลาแค่เดือนเศษ กำหนดการแสดงในรอบหนึ่งปีที่ติดประกาศ ถูกคัดลอกออกเป็หลายฉบับ และมีม้าเร็วจัดส่งไปยังเมืองอื่น ไม่เว้นแม้แต่เมืองหลวงก็เช่นกัน แม่นางเถียนมีมี่ คณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอตันโหว เป็หญิงงามที่ไม่มีผู้ใดได้ยลโฉม ร่ายรำด้วยท่วงท่าแปลกตาน่าหลงใหล คำร่ำลือปากต่อปากกล่าวถึงความงามของเถียนมีมี่ บ้างก็ว่าใบหน้านั้นงดงามยิ่ง บ้างก็ว่าเป็สตรีอัปลักษณ์จึงมิกล้าเปิดเผยใบหน้า แต่ถึงอย่างไรผู้คนที่ได้ฟังต่างก็อยากเชยชมสักครั้งให้เห็นแจ้ง เหล่าพ่อค้า มหาเศรษฐี ขุนนางน้อยใหญ่ ต่างมาเยี่ยมเยียนที่หอตันโหวอย่างคับคั่ง หนึ่งบทเพลงในหนึ่งคืนของหนึ่งเดือน เพราะเหตุนี้วันที่มีการแสดงของเถียนมีมี่จึงมีเหล่าบุรุษมากหน้าหลายตาแทบเหยียบกันตาย นับวันชื่อเสียงยิ่งเลื่องลือไปไกลเรื่อยๆ มีนักปราชญ์ให้นิยามแก่เถียนมีมี่ว่าเป็หยกงามในหินแกร่ง นั่นหมายถึงเป็สตรีที่งดงาม คุณค่าเพียบพร้อมดังหยกน้ำดี ที่ได้เพียงแค่มองแต่มิอาจจับต้อง เถียนมีมี่ใช้เวลาที่เหลือจากการซ้อมมาสนใจกับสมุนไพรความงาม
“นี่สามเล่มสุดท้ายที่มีในเมืองแล้ว ท่านพี่กำลังหาอะไรกันแน่ สมุนไพรหลายชนิดที่เก็บมาปลูกยังไม่เพียงพอหรือเ้าคะ” อันหยงพร่ำถามอยู่บ่อยครั้ง ด้วยไม่อาจรู้ว่ามีมี่สะสมสมุนไพรตั้งมากมายไปทำไม
“เหลืออีกไม่กี่อย่างก็พอแล้วล่ะ” เธอตอบสาวใช้ทั้งที่ใบหน้ายังง่วนอยู่กับตำราสมุนไพร
“แล้ววันนี้เราจะไปที่แม่น้ำนอกเมืองอีกหรือไม่” เพราะทุกครั้งที่ออกไปหาสมุนไพรมีมี่ก็มักจะไปที่แม่น้ำนอกเมืองทุกครั้งเหมือนกำลังตามหาบางอย่าง แต่กลับไม่ยอมบอกกับอันหยง
“ก็มีคำตอบอยู่แล้วนิ”
“ท่านพี่ตามหาสิ่งใดหรือเ้าคะ”
“ตามหาตัวเอง”
“หือ! ท่านกล่าววาจาให้ข้างุนงงอีกแล้ว ตัวท่านก็อยู่ที่นี่แล้ว” เรียวปากสวยยกยิ้มเล็กน้อย เธอไม่คิดจะอธิบายให้กระจ่าง เพราะสิ่งที่เธอตามหาที่แม่น้ำแห่งนั้นคือเ้าเครื่องประดิษฐ์ที่พาเธอมายังที่แห่งนี้ มีมี่รู้ดีหากบอกกับอันหยงไป ก็รั้งแต่จะทำให้งุนงงมากยิ่งขึ้น
ที่แม่น้ำสายยาวนอกเมืองโจว แม้เวลาผ่านไปได้ไม่กี่เดือนแต่ดูเหมือนน้ำในแม่น้ำจะแห้งเหือดลงไปมาก แต่ถึงกระนั้นมีมี่ก็ยังไม่พบแม้ร่องรอยเศษชิ้นส่วนใดของเครื่องประดิษฐ์นั้นเลย สร้างความแปลกใจให้เธออยู่เป็อันมาก แต่คิดอีกแง่มันอาจจะถูกสายน้ำพัดไปที่ไหนสักแห่ง แม้เธอไม่รู้วิธีที่จะซ่อมมันเพื่อพาตัวเองกลับไป แต่แค่ได้สำรวจภายในนั้นก็ยังดี เพราะมันเป็สิ่งเดียวที่แสดงถึงโลกที่เธอจากมา ที่สำคัญมันอาจจะมีบางสิ่งที่ป๊าและม๊าของเธอทิ้งเอาไว้ มีมี่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า หรือเธอต้องอยู่ที่นี่ไปจนตายจริงๆ ‘คิดถึงป๊ากับม๊าจัง’
“ท่านมีสิ่งใดไม่สบายใจ บอกเล่าแก่ข้าเถิด เห็นท่านเป็ทุกข์ข้าก็ทุกข์ด้วย” มีมี่เบือนหน้าไปทางอื่นแอบซับน้ำตาที่ซึมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบเด็กน้อยที่มีทีท่าเป็ห่วงเธอยิ่งชีวิต
“แม่น้ำแห่งนี้เป็แม่น้ำแห่งความทรงจำของฉัน”
“ความทรงจำไม่ได้อยู่ที่บ้านเกิดหรือเ้าคะ” เด็กน้อยถามอย่างพาซื่อ
“ทำไมฉันถึงถูกขายให้หอคณิกากันนะ” ดวงตาสวยมองออกไปไกลสุดสายตา เอ่ยคำถามที่ไม่ได้้าคำตอบ
“ท่านพี่จำไม่ได้เลยหรือ”
“เอ่อ… หลังจากที่ตื่นจากแม่น้ำแห่งนี้ ก็เหมือนความทรงจำบางส่วนขาดหายไป” ดูเหมือนสาวใช้จะยังไม่เข้าใจที่เธอพูดสักเท่าไหร่ มีมี่จึงต้องเบี่ยงประเด็น “ไม่มีใครจำทุกสิ่งได้แม่นยำ ไม่ขาดตกหรอก หรือเ้าจำได้”
“จริงเ้าค่ะ ข้าก็จำ่เวลาวัยเยาว์ไม่ได้เช่นกัน” เมื่อเก็บดอกโบตั๋นได้ปริมาณที่มากพอแล้ว มีมี่และสาวใช้ก็ขึ้นรถม้าเพื่อกลับหอตันโหว
เฮ้อ! เสียงถอนหายใจดังๆ อยู่ใกล้ๆ กับจุดที่มีมี่กำลังปรุงกลิ่นครีมบำรุงผิวหน้าอยู่ น้าซือถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง ดั่ง้าเรียกร้องความสนใจจากเธอ เธอจึงวางมือจากตลับครีมที่เพิ่งบรรจุเสร็จ แล้วหันกายมาสนใจถามไถ่ซือเหมยเหนียงสักหน่อย
“ท่านกลุ้มใจอันใดหรือ” หญิงวัยกลางคนไม่เอ่ยวาจาใด เอาแต่บึ้งตึงกระฟัดกระเฟียดไปมา
“กิจการการค้าของหอตันโหวก็รุ่งเรืองดี ท่านยังมีสิ่งใดกังวลอยู่อีก หรือท่านไปตกหลุมรักบุรุษใดเข้า”
“ไม่ใช่เื่นั้น เ้าดูสิ หางตาข้าเกิดริ้วรอยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว” ซือเหมยเหนียงคร่ำครวญอย่างหนัก พลางใช้มือััที่หางตาไม่หยุด
“ตกปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้ว” ที่เธอถามเช่นนี้เพราะอยากให้น้าซือรู้จักปลงกับ่วัยที่มากขึ้น
“ข้ารู้ แต่ข้าก็เป็สตรี อีกทั้งยังเป็นางคณิกาอีก” เพียงเท่านั้นมีมี่ก็เข้าใจได้
“ท่านรอสักประเดี๋ยว” ร่างบางเดินหายเข้าไปในห้องพัก ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกระปุกไม้ขนาดพอดีมือ ซือเหมยเหนียงรับเอากระปุกไม้ชิ้นนั้นมาเปิดดู ข้างในมีสีขาวเนียนผิวัันุ่มลื่นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
“สิ่งนี้คือ?”
“ครีมหน้าเด้ง” ดูจากสีหน้าของน้าซือ ที่ยังคงดูงงๆอยู่ มีมี่จึงต้องขยายความเพิ่มเติม
“ใช้สิ่งนี้ทาที่ใบหน้าให้ทั่วหลังจากที่ล้างหน้าเสร็จ แล้วใบหน้าของท่านก็จะกลับมาเต่งตึงดูอ่อนกว่าวัยดั้งเดิม” สรรพคุณอันน่าเหลือเชื่อนั้นสร้างความตกตะลึงอย่างไม่เชื่อหู
“เ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่”
“หากท่านไม่กล้า คืนข้ามาก็ได้” ความงามเป็ของคู่กันกับสตรีมาแต่ยุคโบราณ ถึงแม้มีมี่จะไม่แน่ใจ แต่ซือเหมยเหนียงก็ยังอยากลองดู แน่นอนว่านางไม่คืนให้เด็ดขาด
“เสี่ยวมี่” เสียงพี่สาวนางหนึ่งดังมาแต่ไกล ทั้งที่ยังไม่ทันเห็นเงาเ้าของเสียงด้วยซ้ำ มีมี่มีสีหน้านิ่ง แต่แปลกใจเป็อันมาก กับน้ำเสียงที่ฟังราวกับคนสนิท ทั้งที่ท่านพี่ท่านนี้ไม่เคยเยื้องย่างมาเยี่ยมเยียน มีเพียงหนึ่งก็สร้างความฉงนให้มากพอแล้ว ทางด้านหลังยังมีเหล่าสาวๆ ตามมาอีกเพียบ ต่างคนต่างกล่าววาจาสวนกันไปมาอย่างกับแม่ค้าตลาดสด
“หยุด!” มีมี่ห้ามปรามดึงให้เหตุการณ์สงบเงียบก่อนจะเอ่ยถาม “พวกท่านแห่แหนมามากมายทำไมกัน”
“ข้ารู้มาว่านั่งขี้ข้า”
“ท่านหมายถึงผู้ใดกัน” ใช่ว่าเธอไม่รู้ แต่การที่ใครก็ตามแต่ จะเรียกสาวใช้ส่วนตัวของเธอด้วยถ้อยคำหยาบคายมันช่างฟังขัดหูนัก
“นางชื่ออันหยง” ใบหน้าสวยเรียบนิ่งแต่ดุเอาเื่จนอีกคนหน้าเจื่อน
“พวกข้าเห็นว่าหลายวันมานี้สาวใช้ของเ้าดูงดงามขึ้นผิดหูผิดตา พอถามเอาความนางก็บอกว่าเ้าให้สมุนไพรบำรุงแก่นาง” มีมี่พยักหน้าเข้าใจถึงสาเหตุที่แห่กันมาเกือบทั้งหมด
“เป็สมุนไพรอันใดกันพอจะบอกพวกเราได้หรือไม่”
“เป็สิ่งที่ข้าปรุงขึ้น จากสมุนไพรหลายชนิด”
“เสี่ยวมี่เวลานี้อากาศก็เย็นลง ผิวหน้าข้าก็แห้งกร้าน ไม่น่ามองเอาเสียเลย”
“ข้าเองก็อยากให้พวกท่านทุกคน แต่จะทำประการใดได้ ข้้ามีอยู่แค่ 3 ชุดเท่านั้น” มีมี่เอือมมือรับกล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระปุกครีมมาจากสาวใช้ที่รู้งานเป็อย่างดี
“ให้แก่ข้าเถิด /ให้ข้า” เหล่าสาวงามต่างอยากเครื่องประทินโฉมชิ้น
“พวกท่านต่างก็อยากเป็เ้าของ แต่ข้ามิอาจลำเลียงให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน หากผู้ใดสนใจก็เอา 1 ตำลึงมาให้ข้า” ได้ทีมีมี่เริ่มเปิดกลยุทธ์ทางการตลาด
“ข้า้าทั้งหมด” คนอื่นยังไม่ได้ตัดสินใจดี กลับเป็น้าซือที่ยื่นข้อเสนอมา
“น้าซือ ในมือท่านก็คือสุดยอดของทั้งหมดแล้ว” ดั่งคำที่มีมี่กล่าวมาไม่ผิด เพราะครีมสูตรนี้รวมเอาตัวสมุนไพรจากสูตรที่เหล่าสาวงามกำลังแย่งชิงกันอยู่นี้ และเธอยังเพิ่มสมุนไพรเพื่อบำรุงให้ผิวอ่อนกว่าวัยเข้าไปอีก และเป็โชคดีของเธอจริงๆ ซือเหมยเหนียงมาปรึกษาเื่นี้กับเธอพอดี จะถือโอกาสนี้ใช้ซือเหมยเหนียงเป็หนูทดลองสูตรครีมที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมานี้เสียเลย หากสำเร็จเธอคงกลายเป็มหาเศรษฐีแน่ๆ