เวลาผ่านไปครู่ใหญ่นางมารลี่อิ่งก็พบว่าที่นางมา ณ ที่แห่งนี้มิใช่เพราะต้องการมาเล่นเกมจ้องหน้าจ้องตา หากแต่มาเพื่อตอบแทนบางสิ่งคืนแก่มัน ไอ้เจ้าบุรุษโง่งมหลายวันที่ผ่านมานี้ตัวนางก็ได้ขบคิดถึงคำพูดของปราชญ์บัวมณี วาสนาของนางกับบุรุษผู้นี้นับว่าสิ้นแล้ว มนุษย์สามัญเช่นมันมิอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เกินร้อยปี
หากแต่นางมิใช่ นอกจากนั้นแม้นางจะปรารถนาช่วยเหลือมันด้วยใจจริง หากแต่ดินแดนที่นางกำลังจะไปนั้นก็ช่างยากแค้นเค้นใจ มันเป็นดินแดนแห่งผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง มนุษย์ธรรมดามิสามารถมีชีวิตอยู่ได้แน่ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ในวันนี้ที่นางมาปรากฏตัวที่นี่ ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณที่บุรุษโง่งมผู้นี้เคยช่วยเหลือตัวนาง
หากนางตอบแทนมันสิ้นแล้ว นับจากวันนี้ไป นางกับมันก็จะไม่เหลือเยื่อใยและมีอะไรติดค้างต่อกันอีก
ไม่ช้านางมารก็หายใจเข้าลึกก่อนจะทอนหายใจออกมาเบาๆ กล่าววาจาเสียงใสน่าฟัง "ตอนนี้เจ้าปรารถนาสิ่งใดและคิดจะทำการใดจงบอกข้ามาเถอะ หากข้าทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ข้าก็จะทำ ข้าลี่อิ่งมิใช่ผู้ลืมบุญคุณคน ยามนั้นเจ้าช่วยเหลือข้า ข้ายังถือว่าติดค้างเจ้าอยู่..."
ฉินเทียนหลับตานิ่ง ในความรู้สึกของมันนั้น มันไม่มีอะไรจะเรียกร้องต่อนางสตรีตรงหน้าของมันเลย
แต่หากถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มันต้องการจริงๆ จากนาง ณ ตอนนี้ สำหรับฉินเทียนแล้ว มันก็คงเป็นภาพรอยยิ้มของนาง ที่กำลังยิ้มอย่างจริงใจและมีความสุขอย่างแท้จริงกระมัง
ดังนั้นมันจึงพูดกล่าวสิ่งนี้ออกไป ศาลเทพสวรรค์ทำให้มันมิอาจโกหกได้
"ข้าอยากเห็นเจ้ายิ้มอย่างมีความสุข..."
ไม่รู้ทำไมใบหน้าของนางมารลี่อิ่งคล้ายร้อนผ่าว นางพยายามขยับมุมปากทำทีท่าคล้ายจะยิ้ม หากแต่สุดท้ายนางกับพบว่านางมิอาจทำมันได้ เพราะเมื่อนางรู้ซึ่งความจริงของชีวิตนางแล้ว นางก็คล้ายต้องแบกความทุกข์แสนสาหัสไว้คนเดียวอีกครั้ง
ลี่อิ่งนางมารส่ายหน้า
"ข้าทำไม่ได้"
ฉินเทียนยิ้มบางเบาก่อนพยักหน้ารับช้าๆ
"ไม่เป็นไร..." มันกล่าวตอบ พร้อมมองลึกไปนัยน์ตาของนางมาร ตัวฉินเทียนมันคล้ายมองเห็นนัยน์ตาที่หนักอึ้งเสมือนหนึ่งตัวนางสตรีผู้นี้ได้แบกโลกหล้าเป็นภาระ ฉินเทียนไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถึงอย่างนั้นตัวมันก็ไม่ต้องการให้นางสตรีผู้งดงามตรงหน้ามันผู้นี้ต้องมีสิ่งใดต้องกังวลใจกับตัวมัน
แต่ละคนล้วนมีโชคชะตาของตัวเอง "เจ้าและข้าล้วนมีโชคชะตาของตนเอง อย่าได้กังวลสิ่งใดกับตัวข้าเลย... ตัวข้านั้นไม่เคยคิดมีสิ่งใดเรียกร้องต่อเจ้าเลยแม้แต่น้อย"
"ไม่ข้าต้องตอบแทนเจ้าก่อน มิเช่นนั้นข้าจะไม่รู้สึกปล่อยวาง สิ่งนี้อาจจะขัดขวางเส้นทางแห่งการบำเพ็ญของข้าได้" นางมารกล่าววาจาเสียงแข็ง อย่างไรวันนี้นางก็ต้องได้ชำระบุญคุณเก่าก่อน นี่คือสิ่งที่นางปรารถนาจะทำในวันนี้
ฉินเทียนพยักหน้ารับ เมื่อสิ่งนี้อาจจะขัดขวางเส้นทางบำเพ็ญแห่งนาง มันก็จำต้องเรียกร้องบางสิ่งเพื่อปลดภาระทางใจให้นาง ทั้งหมดก็เพื่อนาง ฉินเทียนนิ่งมันขบคิดครู่หนึ่ง จากนั้นมันจึงพูดกล่าว "ข้าปรารถนาจะอยู่เงียบๆ เสีย 15 16 วัน ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักครู่ ไร้ผู้คน ไร้ความวุ่นวายทางโลก เช้าเดินเล่นชมป่าเขา ตกดึงนั่งนอนมองดูเดือนดาว เจ้าทำให้ข้าได้หรือไม่"
นางมารลี่อิ่งนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นางกระทำได้
ไม่ช้านางก็วาดฝ่ามือผืนผ้าไหมลอยออกมาจากชายเสื้อท้องแขนของนาง มันค่อยๆ ลอยมาคล้องกายของฉินเทียน เมื่อผ้าผืนนี้สัมผัสตัวฉินเทียนมัน ตัวมันก็คล้ายรู้สึกบางเบา ราวกับว่าตัวมันนั้นเป็นขนนกหรืออากาศว่างเปล่าที่ไร้น้ำหนักก็ไม่ปาน
นางมารลี่อิ่งวาดมืออีกครั้ง นางร่ายฤทธิ์ใส่ฉินเทียน ไม่ช้าตัวฉินเทียนมันก็ล่องลอย นางมารก็เช่นกัน
ทั้งสองโบยบินเคียงคู่กัน ฉินเทียนไม่รู้ว่านางจะพามันไปที่ใด
หากแต่หลังจากโบยบินเคียงคู่นางมารอยู่ครู่ใหญ่ไม่ช้าฉินเทียนก็มาถึงขุนเขาสูงลูกหนึ่ง ที่นั่นบรรยากาศไม่เลวนัก
หากแต่ถ้าเทียบกับขุนเขาที่เซียนซุนสร้างขึ้นก็ยังนับว่าห่างไกล
ไม่ช้านางมารก็ดึงของออกมาจากกำไลวิเศษของนาง มันเป็นไข่มุกสีแดงหลายเม็ด นางจัดวางตำแหน่งอย่างดี จากนั้นไม่ช้าก็เริ่มขีดเขียนสลักอักษรวิญญาณ
จากนั้นก็พึมพำคาถาพร้อมร่ายฤทธา ไม่ช้าก็มีต้นไม้ใหญ่ปรากฏขึ้นมา มันสูงใหญ่มโหฬารมิน้อยเลยขนาดกว้างอย่างน้อยๆ ก็ต้องหลายร้อยคนโอบ นางมารเดินนำฉินเทียนเข้าไปภายในต้นไม้ใหญ่นั้น
เมื่อเข้าไปภายในก็พบว่าเป็นสถานที่โปร่งโล่ง และในครู่ถัดมานางมารก็หยิบกำไลอีกวงของนางออกมาจากในเสื้อ นางนำของใช้ในบ้านต่างๆ ออกมามากมาย
ไม่ช้าในห้องโปร่งก็กลายเป็นที่พักอาศัยที่พรั่งพร้อม
เมื่อทำทุกสิ่งอย่างเสร็จสิ้นนางมารก็นั่งบนแท่นหินของตัวนางเอง พร้อมหลับตานั่งเข้าฌานสมาธิอย่างเงียบงัน และในระหว่างที่นางนั่งแท่นหินนี้คล้ายมีหมอกเซียนระดับต่ำสีเทาหม่นปรากฏจางๆ ออกมา
ฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็มิได้กวนนาง ตอนนี้ร่างกายของมันเป็นคนธรรมดามิใช่ผู้ฝึกตน ดังนั้นมันจึงเดินออกมาด้านนอก นั่งมองท้องฟ้าและขุนเขาอันเงียบงัน
.
.
.
เวลาค่อยๆ ล่วงผ่าน
แต่ละวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีแม้จะอยู่ด้วยกัน
หากแต่ก็มิมีใครมีวาจาต่อกัน
สามสี่วันแรกทุกเช้าและสาย ฉินเทียนพบว่านางมารผู้งดงามมักต้มข้าวทำอาหารมาให้มันกิน หากแต่รสมือนางนั้นแย่เหลือเกิน คล้ายปรุงรสใดๆ ไม่เป็นเลย กลิ่นคาวกลิ่นสาบมิถูกชำระ เครื่องเทศปรุงรสใดๆ ก็แลจะไม่มี
ฉินเทียนเทียนถึงกับงงงันในฝีมือการทำอาหารของนางมารนัก
หากแต่แม้จะเป็นเช่นนี้ มันก็กินดื่มอาหารของนางอย่างไม่ปริปาก กินข้าวหมดจานชามเสมอ
วันที่ 5 ฉินเทียนลงมือทำอาหารเอง ของกินเครื่องเทศในกำไรวิเศษมันมีอยู่เหลือเฟือ เป็นข้าวต้มง่ายๆ 2 ถ้วย และอาหารแห้งปรุงผัดเป็นกับอีก 2 อย่าง
นางมารผู้งดงามเมื่อถึงเวลาอาหารวันนี้นางก็ตั้งใจเหมือนทุกวัน หากแต่นางพบว่าวันนี้มีข้าวถ้วยวางตรงหน้านาง ไม่ช้านางก็กินมัน
วันที่ 6 7 8 9 ทุกสิ่งอย่างยังเหมือนเดิมต่างก็แค่ตอนนี้ผู้ทำข้าวปลาอาหารคือฉินเทียน
วันที่ 10 ฉินเทียนก็ทำเช่นเดิม อาหารบ้านๆ เรียบง่าย เมื่อมันทำเสร็จ มันตั้งใจนำอาหารไปวางไว้ที่เดิม หน้าแท่นนั่งบำเพ็ญของนางมาร หากแต่วันนี้ นางมารมิได้นั่งหลับตาฝึกฝน
หากแต่นางมานั่งที่เก้าอี้ ที่โต๊ะกลางบ้านที่มีเพียงหนึ่งเดียว ฉินเทียนนำอาหารมาวางตรงนั้น เมื่อจัดวางจานชามเสร็จมันก็นั่งลงตรงข้ามนางมาร นั่งกินข้าวเงียบๆ เหมือนทุกวัน
หากแต่ที่ต่างกว่าทุกวันคือวันนี้ชามข้าวของนางมารอยู่ตรงข้ามกับชามข้าวของมัน
นางมารจับตะเกียบ เอาข้าวเข้าปากเลือกกินของที่นางชอบพอ
หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรีไม่พูดจาก ต่างกินอาหารข้าวปลากันอย่างเงียบๆ หากแต่บางครั้งนัยน์ตาก็มีแอบเหลียว แอบมอง หากแต่มันช่างเป็นเรื่องน่าแปลกยิ่ง
คราวใดที่ต่างฝ่ายคิดแอบชำเลืองมอง มันก็คล้ายจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่อีกฝ่ายคิดแอบหมายจะชำเลืองมองเช่นกัน
หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรีจึงคล้ายสบสายตากันเป็นระยะๆ อยู่เสมอ
แม้ไม่ได้ตั้งใจ หากแต่มันช่างบังเอิญจนเกินไป
ไม่รู้ทำไม เสียงหัวใจของนางมารนั้น นางรู้สึกว่ามันจะเต้นดังกว่าที่เคยเป็น
.
.
.
วันที่ 11 นางมารมิได้ฝึกฝนยามค่ำคืน ฉินเทียนนอนมองดูเดือนดาว นางมารก็นั่งจ้องดวงดาวและจันทรา หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่งนอนหนึ่งนั่ง ห่างกันหลายสิบก้าวนัก
วันที่ 12 คล้ายเหมือนเดิม หากแต่ยามค่ำคืนหลายสิบก้าวเมื่อวันวานคล้ายหดสั้นลงไปไม่น้อย
วันที่ 13 ก็เช่นกันมันก็คล้ายๆ วันเดิมๆ หากแต่ยามค่ำคืนหนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี หนึ่งนอน หนึ่งนั่ง คล้ายระยะก้าวย่างถึงกันเหลือไม่ถึงสิบก้าวแล้ว
วันที่ 14 เหลือเพียง 5 ก้าว
วันที่ 15 3 ก้าว
.
.
.
หนึ่งช่วงเอื้อมมือ ฉินเทียนนอนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเหมือนเช่นทุกวัน วันนี้มันพบว่าด้านหน้ามัน เพียงแค่หนึ่งช่วงเอื้อมมือ มีหนึ่งสตรีผู้งดงามอยู่ตรงนั้น แสงจันทร์ราวฉายมาเพื่อนาง ใบหน้านางคล้ายหนึ่งดรุณีนางสวรรค์ที่ควรมีเพียงในฝันมิควรมีอยู่จริง
วันเวลาของฉินเทียนใกล้หมดลง เซียมซีโชคร้ายค่อยๆ นับเวลาถอยหลังลงอย่างช้าๆ
มันกำลังจะหมดซึ่งพันธนาการแห่งเรื่องเลวร้าย
.
.
.
หากแต่ก่อนเวลาจะหมดลง
หลังจากความเงียบงันอันยาวนาน
หนึ่งสตรีผู้งดงาม นางมารผู้งามกว่านางสวรรค์ก็พูดกล่าว "ได้เวลาที่ข้าต้องไปแล้ว... เจ้ามีอะไรที่ปรารถนาอีกหรือไม่" นางพูดพลางพร้อมหันมามองจ้องที่นัยน์ตาของฉินเทียน
ไม่รู้ทำไมในครั้งนี้
ในหัวใจของฉินเทียนมันถึงรู้สึกว่าสิ่งที่มันปรารถนาจะไม่ใช่มีแค่เพียงความปรารถนาแบบเก่าก่อน ที่ขอเพียงให้นางแย้มยิ้ม ขอเพียงให้นางมีความสุข
ในส่วนลึกในใจของตัวมันฉินเทียน ตัวมันรู้สึกถึงแรงปรารถนา... ที่จะให้วันเวลาที่มีนางนั่งเคียงข้างนี้ยืดยาวเอาไป
ฉินเทียนนั่งนิ่ง
นางมารก็ถามอีกครั้ง
"เจ้ามีสิ่งที่ปรารถนาอีกหรือไม่ จงบอกแก่ข้า นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ข้าจะทำเพื่อเจ้า"
.
.
.
หากกล่าวถ้อยคำจริงใจในเวลานี้ ตัวฉินเทียนมันคงทำได้เพียงร้องของให้นางอยู่เคียงข้างกับมันต่อไป แม้มันจะเป็นเพียงแค่การนั่งมองดูจันทราและฟ้ากว้างโดยมิมีวาจา ไม่มีปรารถนาหรือสัมพันธ์ทางกาย
หากแต่นั่นคือปรารถนาที่แท้จริงของหัวใจมัน ฉินเทียนตัวมันสัมผัสได้
หากแต่ในเวลานั้น ในช่วงที่มันกำลังคิดจะพูดกล่าว
!!!ตุ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
โลกหล้าหยุดนิ่ง เมฆามิอาจจะเคลื่อนคล้อย นางสตรีตรงหน้ามันคล้ายนางสวรรค์ที่เป็นรูปสลัก นางไม่เคลื่อนไหว กลายเป็นเหมือนดังภาพมายาที่ทำได้เพียงมองเห็นแต่มิอาจสัมผัส
ระบบศาลเทพสวรรค์ร้องเตือน
เวลาแห่งความโชคร้ายของฉินเทียนจบสิ้นแล้ว
ฉินเทียนหัวเราะบางเบาให้กับตัวเอง
มันนั่งนิ่งเอามือเท้าคางจดจ้องมองชมโฉมสตรีงามตระการตรงหน้ามันอยู่ครู่ใหญ่ มันช่างเนิ่นนาน
.
.
.
ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และออกจากมิติแห่งศาลเทพสวรรค์และห้วงแห่งความฝันถึงหนึ่งสตรี
ฉินเทียนส่ายหัวและพูดกล่าว
"ไม่มี"
นางมารลี่อิ่งได้ยินดังนั้นนางนั่งนิ่งครู่หนึ่งมิพูดจา
ในใจนางคล้ายมีปรารถนาบางสิ่ง
คล้ายต้องการให้บุรุษโง่งมตรงหน้านางผู้นี้มันพูดกล่าว
หากมันพูดกล่าวบางอย่างในใจนาง... ในวันนี้นางอาจจะยอมทิ้งซึ่งทุกสิ่งที่หนักอึ้ง แล้วใช้ชีวิตอย่างสตรีสามัญ
เคียงคู่บุรุษโง่งมในบ้านหลังน้อย นั่งมองจันทราและดูเดือนดาราตราบจนช่วงสุดท้ายของชีวิตมัน
'ไอ้เจ้าบุรุษโง่งม'
.
.
.
ต่างฝ่ายก็ต่างคิด
แต่ไม่มีใครพูดกล่าวออกมา
ในเรื่องหญิงชาย
บุรุษและสตรีทั่วหล้า
มักปากกับใจไม่ตรงกัน
.
.
.
ลี่อิ่งนางมารพยักหน้ารับ ก่อนล่องลอยโบยบินถอยหลังช้าๆ นางจดจ้องมองบุรุษโง่งมไม่วางตา ไม่รู้ทำไมยิ่งถอยหลังออกไปไกลมากเท่าไร ในใจนางก็คล้ายถูกมัดตรึงมากเท่านั้น
.
.
.
ณ ถ้ำมืดล้างใต้พิภพที่ยากยิ่งซึ่งผู้ใดจะล่วงรู้และมาถึง
ไอร้อนจากปฐพีแผ่ซ่านร้อนหนักหนา
หากแต่ในถ้ำมืดมิดไร้ซึ่งแสงสีใดๆ กับมีเสียงคบเคี้ยวบดกระดูกดัง กรุบ กรุบ ก้องไปทั่ว ชิ้นเนื้อหนังถูกจับยัดเข้าปากหนึ่งบุรุษอย่างช้าๆ ทอดสายตาออกไปโดยรอบความมืดมิดนี้ มีโครงกระดูกซากมนุษย์มากมายยิ่ง
บนกองกระดูกซากสูงหนาเหล่านี้ มีหนึ่งบุรุษใบหน้าหล่อเหลารูปงามวิจิตรผู้หนึ่งกำลังบาดเช็ดคราบโลหิตติดปากของตัวมันอยู่
ไม่ช้าที่มุมหนึ่งของผนังถ้ำก็ปรากฏอักษรมารทอแสง ไม่ช้าก็มีเสียงพูดกล่าวออกมาจากอักษรมารนั้น
"นายท่านขอรับตอนนี้อสูรแฝงตัวอีกสี่สิบกว่าตนถูกกำจัดสิ้นแล้วขอรับ ดูเหมือนว่ามีคนของโลกใบนี้เน้นเล่นงานมาที่พวกเราอยู่ อาจจะมีผู้รู้ถึงการคงอยู่ของพวกเราแล้วขอรับนายท่าน"
บุรุษผู้อยู่ในถ้ำมืดยิ้มเยาะ สำหรับมันแล้วในโลกใบนี้หามีผู้ที่มันจะเกรงกลัวจริงๆ ไม่
"เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเป็นผู้ใด"
"น่าจะเป็นคนของเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่า 8 ปราชญ์ขอรับ มันส่งผู้ท่องนภาระดับสูงสุดตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตออกมาล่าพวกเราขอรับ"
"หึหึ ก็แค่หนอนแมลง ช่วงนี้จงระวังตัวกันก่อน พวกที่ตายไปแล้วก็ปล่อยมันตายไปแค่ทาสอสูรมารชั้นต่ำ ปัญหาใหญ่ของพวกเราในตอนนี้ก็คือมันราชันย์สวรรค์ผู้นั้นเพียงผู้เดียว หากไม่มีมันผู้นั้น..." บุรุษในถ้ำมืดมิพูดเปล่ามันกัดปากขบฟัน เสียงกรุบๆ ดังให้ได้ยินชัดเจนนัก "แค่หนอนแมลงข้าจะล้างโลกาแห่งนี้เมื่อไรก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ว่ามีแต่เรื่องร้าย หากเพียงแค่เราส่งสารข้ามห้วงมิตินี้สำเร็จ หรือออกจากมิติเร้นลับแห่งนี้ได้ วาสนายิ่งใหญ่ขอบเขตเทวะอัศจรรย์ชีวิตดุจนิรันดร์ก็จะเป็นของพวกเราอสูรมารทุกตน ดังนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรื่องของเหล่าสายโลหิตยิ่งใหญ่แห่ง 18 เผ่าสวรรค์นั้นเราต้องบอกเรื่องนี้แก่นายท่านให้จงได้ มันคือโอกาสเดียวที่พวกเราจะได้บรรลุสู่ขอบเขตเทวะอัศจรรย์อย่างรวดเร็ว"
กล่าวถึงตรงนี้ไม่ช้าอักขระอักษรมารก็หายไป ถ้ำมืดกลับมาเงียบงันอีกครั้ง