มันตราชูแท็บเล็ตให้น้องสาวดู “สิ่งนี้คือแท็บเล็ต เ้าดูให้ดีนะ พี่กำลังล็อคเป้า...”
“ทำไมไม่มีบรรดาเ้าสำนักปรากฏบนแผนที่ ในแท็บเล็ตเลยล่ะเ้าคะเสด็จพี่?” นางยังคงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ก็เพราะพี่กำหนดให้ AI ตรวจจับเฉพาะสัตว์ปีศาจที่เป็สัตว์เืเย็น และมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่ามนุษย์ยังไงล่ะ” คำตอบนี้มาพร้อมกับการแตะปุ่มสั่งยิง
“ยิง!!”
เสียงคำรามของจรวดิญญาแหวกอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้า ไอขับเคลื่อนจรวดสีขาวเป็ทางยาว ส่งจรวดพุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายคือัเวหาตัวหนึ่ง
บึ้ม!
เสียงะเิดังกึกก้องกลางอากาศ แรงปะทะทำให้เกล็ดัร้าว แม้มันยังไม่แตกออกมา แต่ก็มากพอจะเรียกความเกรี้ยวกราดของอสูรั์ให้โผบินวกกลับมาอย่างโกรธเกรี้ยว มันบินโฉบถลาเข้าใส่มันตราอย่างดุดัน
“เปลี่ยนเป็จรวดหัวรบเจาะเกราะความเร็วเหนือเสียง!” มันตราเอ่ยคำสั่งพลางแตะนิ้วลงที่หน้าจอของแท็บเล็ต เพื่อเลือกชนิดะุ แล้วเลือกรูปแบบเป็วิเคราะห์การยิงด้วย AI
“ยิง!!”
คราวนี้จรวดแบบลูกแฝดก็พุ่งออกจากแท่นยิง ด้วยความเร็วเหนือเสียงถึงห้าเท่า พุ่งทะลวงเข้ากลางลำตัวัเวหาอย่างแม่นยำ
ปัง! ปัง!
เสียงะเิซ้อนกันสองครั้งติดต่อกัน ร่างอสูรัแตกกระจาย เศษซากกระเด็นเกลื่อนทั่วท้องฟ้า
“รู้งี้ต่อไปก็ใช้วิเคราะห์การยิงด้วย AI อย่างเดียวก็พอแล้ว...” มันตราพึมพำกับตัวเองอย่างครุ่นคิด
จากนั้น เขาก็ไม่รอช้า ล็อกเป้าัเวหาอีก 12 ตัวที่เหลือ และแตะปุ่มยิงแบบวิเคราะห์การยิงด้วย AI บนแท็บเล็ตอีกครั้ง จรวดพุ่งทะยานออกจากฐานยิงทีละลูกไปยังเป้าหมายที่ล็อคไว้แล้ว
แม้สัตว์ปีศาจจะบินโค้งหลบแต่จรวดก็โค้งตาม และด้วยเหตุที่จรวดมีความเร็วมากกว่า สัตว์ปีศาจที่เหลือทั้ง 12 ตัวจึงตกเป็เป้าและถูกยิงตกลงมาตายยังพื้นดินภายในเสี้ยววินาที
เหตุการณ์นี้ทำให้บรรดาเซียนทั้งหลายตาค้างและประจักษ์ในสิ่งที่คนโบราณเคยกล่าวเอาไว้ว่า “สิบเซียนอริยะ ก็มิอาจสู้เทพจักรกลเพียงหนึ่งเดียว”
เสียงคำรามของเปลวเพลิงยังคงดังก้อง แม้เหตุการณ์จะจบลงไปแล้ว "ทหาร!!! สำรวจความเสียหายเดี๋ยวนี้!" าามันสินธรเปล่งเสียงสั่งการท่ามกลางหมอกควันที่ยังลอยคลุ้งเหนือซากปรักหักพังของเวที
เสียงฝีเท้าเร่งรีบ เสียงอาวุธกระทบเกราะดังกึกก้องปะปนกับเสียงร้องโหยหวนจากผู้าเ็ ความโกลาหลแผ่ซ่านไปทั่วลานสอบที่ครั้งหนึ่งเคยสงบเรียบร้อย
ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม หัวหน้าหน่วยทหารในชุดเปื้อนฝุ่นละอองและคราบเื ก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยแววตาแฝงด้วยความหวาดหวั่น
"ทูลฝ่าา... หอฤดีวิญญายังมั่นคงดี... แต่... ประชาชนและผู้เข้าสอบ... าเ็ 1,320 ราย เสียชีวิต 213 ราย และสูญหาย 358 ราย"
บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงทันใด แม้แต่สายลมยามค่ำก็คล้ายจะหยุดพัดลงชั่วขณะ แสงจากคบไฟไหวระริกสะท้อนประกายในดวงเนตรแห่งราชันย์ "คืนนี้…พวกเ้าคงต้องลำบากกันหน่อยนะ"
น้ำเสียงของฝ่าาเหมือนจะอ่อนล้า แต่ในพระทัยก็ยังคงหนักแน่น "จัดการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย ภายในรุ่งสาง… ทุกอย่างต้องกลับมาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น"
แม้จะล่วงถึงเที่ยงคืนแล้ว าามันสินธรก็ยังยืนเด่นเป็สง่า ท่ามกลางเศษซากและควันจาง
“ฝ่าา… ดึกมากแล้ว ทรงเสด็จกลับไปพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบแห้งแต่จริงใจของท่านมหาเสนาบดีดังขึ้นเื้ั
พระาาหันกลับมาช้าๆ สีพระพักตร์แสดงถึงความครุ่นคิดไม่คลาย “ข้าฝากเ้า สืบเื่ในวันนี้ให้แน่ชัด มันจะต้องมีผู้ที่ชักใยอยู่เื้ัอย่างแน่นอน”
“ขอฝ่าาทรงวางพระทัย” เสนาบดีโค้งคำนับ “ไม่ว่าใครอยู่เื้ั... ข้าจะลากมันมาให้ทรงตัดสินด้วยพระองค์เอง”
รุ่งเช้า แสงแรกของวันฉายผ่านม่านหมอกบางๆ ลานสอบหน้าหอฤดีวิญญาถูกปัดกวาดจนสะอาดราวกับว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามิได้มีหายนะใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เสียงประกาศกังวานก้องจากโฆษกดังขึ้นอีกครั้ง "สำหรับผู้ที่ผ่านด่านที่สอง หากมีความประสงค์จะเข้าสำนักใด เชิญเข้าพบเ้าสำนักบนเวทีได้ในบัดนี้!"
เหล่าเ้าสำนักต่างยืนเรียงแถวอย่างสงบ เบื้องหน้ามีเพียงห้าคนที่รอดชีวิตจากหายนะเมื่อคืน
องค์ชายสาม ไป๋เซี่ยนจื่อ ผู้มีดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาวยามรัตติกาล ก้าวเข้าสู่เวที เขาเดินตรงไปหา จางอี้เจี้ยน เ้าสำนักจักรพรรดิศาสตรา โดยไม่ลังเล
“สักวัน... ข้าจะเป็เทพจักรกลให้ได้เช่นเดียวกับท่านพี่มันตรา” เขาพึมพำเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่
อีกสี่คนเดินเข้ามาอย่างสงบ แต่ั์ตาของแต่ละคนกลับเปล่งประกายอย่างแปลกประหลาด
มันตราเดินนำอย่างสง่าผ่าเผย กลิ่นหอมเย็นจากเกล็ดน้ำค้างยามเช้าล่องลอยอยู่ในสายลม เื้ัเป็องค์หญิงใหญ่ เยี่ยนลั่วซิน ที่เดินมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ผมยาวพลิ้วไหวในสายลม ตามมาด้วยองค์หญิงสาม มันชญาภา ผู้เปี่ยมเสน่ห์ในยามแย้มยิ้ม และปิดท้ายโดยเซียวหยางเซิน ที่ดูเงียบและสงวนท่าทียิ่งนัก
“องค์หญิง…” มันตราหันกลับไปสบตาเยี่ยนลั่วซิน “ท่านจะตามข้ามาทำไมอีกหรือ?”
“ข้าก็เดินของข้าเช่นนี้… ใยท่านถึงต้องร้อนรน หรือกลัวภรรยาของท่านจะมาเห็นเข้า?” นางกล่าวหยอกเย้า
“ภรรยาอะไรกัน…” มันตราเสียงอ่อย ดวงหน้าแดงระเรื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “นางเป็อาจารย์ข้า”
“หืม... แสดงว่าในใจท่านก็ยอมรับน่ะสิ ข้ายังไม่ทันเอ่ยชื่อนาง ท่านก็รีบปฏิเสธเสียแล้ว... ทีกับข้า ท่านไม่เคยชายตามองเลยนะ” เยี่ยนลั่วซินพูดพลางแกล้งเบือนหน้าไปอีกทาง
“แล้วที่ยอดโดมเมื่อวาน ท่านพูดอะไรกับนาง?” มันตราถามกลับ
“ความลับของสตรี...” นางส่งสายตากวนๆกลับมา พลางลอยหน้าไปมาในขณะพูดอย่างยียวน
ในที่สุด พวกเขาทั้งหมดก็หยุดลงตรงเบื้องหน้าชายชราผู้หนึ่ง ผู้ที่มีใบหน้าเคร่งขรึม รัศมีแห่งความสงบแผ่ซ่านจากทุกอณูของร่าง ใช่!! เขาก็คือ นักพรตเตียหลงซาน
“อาจารย์ข้ามาแล้ว” มันตรากล่าวพลางโค้งศีรษะนอบน้อม
“เ้าจะไม่ลองเปลี่ยนใจไปศึกษาจากสำนักอื่นดูบ้างหรือ?” เตียหลงซานถามพลางมองลึกลงในแววตาของศิษย์
“ข้าเชื่อมั่นในเทพีชิงอี้… ข้าไม่ขอเปลี่ยนใจ” มันตราตอบ
“ข้าก็เช่นกัน” เยี่ยนลั่วซินเอ่ยขึ้นอย่างแ่เบา
“ข้าด้วย!” มันชญาภายิ้มสดใส
“งั้น... ข้าอีกคน” เซียวหยางเซินยกมือ
มันตราหันขวับไปหา
“ไหนเ้าบอกว่าไม่ได้ชอบน้องสาวข้า ใยตามนางมาอีก?”
“พี่ใหญ่... ก็ท่านบอกว่าดี ข้าก็เห็นว่าดี ไม่เกี่ยวกับองค์หญิงสามเลยจริงๆ...” เซียวหยางเซินยิ้มแหยๆ
“ดีนัก! มานี่ให้ข้าเขกหัวเ้าสักที” มันตราเอื้อมมือไปทำท่าจะเขกศรีษะ แต่เ้าเด็กแสบกลับหลบวูบไปซุกอยู่หลังองค์หญิงสามทันที
“พี่ใหญ่ พอเถอะ ข้าเวียนหัวแล้วนะ” องค์หญิงสามหัวเราะอย่างสุดที่จะกลั้นไว้ได้
เสียงหัวเราะเย้าแหย่ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศยามเช้า กลิ่นหอมจากดอกไม้ริมทางพัดมากับสายลมอ่อน ๆ
แต่แล้ว...
“พวกเ้าจะเล่นกันอีกนานหรือไม่?” เสียงของเตียหลงซานดังขึ้น ทว่าเป็ท่าทีแซวเล่นมิใช่การตำหนิ จึงทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเสมือนเป็ครอบครัวเดียวกัน
“พวกเ้าทั้งหมด... เป็บุคคลสำคัญของยุทธภพ ข้าจะรับพวกเ้าเข้าสำนักในฐานะ ศิษย์เขตมงคล ซึ่งสามารถเข้านอกอกในได้ทุกสถานที่ในสำนัก และสามารถเลือกฝึกวิชาใดก็ได้
แต่ก่อนอื่น... เราต้องไปทำพิธียกน้ำชาคารวะอาจารย์ที่สำนักเสียก่อน”
ทันใดนั้น เตียหลงซานก็กางแขนทั้งสองออก วาดมือสร้างวงเวทย์สีทองเจิดจ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศ ประกายแสงสะท้อนผิวเวทีราวกับกระจก์ กลิ่นธูปจางๆ โชยมาตามลม
ในพริบตาร่างคนทั้งห้า ก็ถูกแสงนั้นกลืนหายไปในความเงียบงัน