วันนี้องค์รัชทายาทกับเหวินฝูได้รับคำสั่งจากฮองเฮาให้มาตรวจสอบความเรียบร้อยของร้านค้าที่เป็ของพระองค์
ทั้งสองได้ออกไปทำตามคำสั่งและระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังวังตะวันออก องค์รัชทายาทหยวนจางได้เหลือบเห็นคนผู้หนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคนที่เคยเจอกันตอนงานหยวนเซียวเมื่อ 4 ปีก่อน อีกทั้งยังดูคุ้นตาเหมือนเคยเจอกันมาก่อน
ครั้งนี้ถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะดูสูงขึ้น แต่หน้ากากที่คนผู้นั้นใส่อยู่ คือหน้ากากอันเดียวกันกับที่พระองค์เคยเห็นเมื่อครั้งนั้นอย่างแน่นอน หน้ากากแบบที่คนผู้นี้ใส่อยู่ เป็หน้ากากที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ต่างจากอันอื่นตรงที่มีพู่อันเล็กๆ ห้อยอยู่
หลังจากที่กลับมาจากการทำภารกิจครั้งนั้น องค์รัชทายาทจหยวนจางพบว่ากำไลที่เสด็จแม่ให้มาได้หล่นหายไป กำไลวงนั้นมีความหมายต่อตัวพระองค์เองและต่อเสด็จแม่เป็อย่างมาก พระองค์จึงไม่ได้กราบทูลเสด็จแม่ว่าเขาได้ทำกำไลหาย เพราะกลัวเสด็จแม่จะเป็กังวล
ตอนที่เสด็จแม่มอบกำไลวงนี้ให้กับพระองค์ เสด็จแม่บอกว่ากำไลวงนี้ให้มอบให้กับหญิงที่พระองค์พึงใจ หญิงที่เขาคิดแต่งงานด้วย พร้อมทั้งเล่าประวัติของกำไลวงนี้ให้ฟังคร่าวๆ ว่ากำไลวงนี้เสด็จแม่ได้มาจากเสด็จพ่อ และเสด็จพ่อก็ได้มาจากไทเฮาอีกทีหนึ่ง
ตอนนั้นองค์รัชทายาทหยวนจางได้กลับไปหาดูในจุดที่คาดว่าน่าจะทำกำไลตกแต่ไม่พบ เมื่อลองคิดดูแล้วมีความเป็ไปได้ว่าคนใส่หน้ากากที่โดนพระองค์ชนน่าจะเป็คนเก็บไป พระองค์จึงสั่งให้เหวินฝูไปสืบหาตัวแต่ไม่พบ
ตอนที่องค์รัชทายาทหยวนจางเจอเม่ยซูครั้งแรก แวบแรกที่เห็น พระองค์รู้สึกว่านางมีส่วนคล้ายกับคนผู้นั้น แต่หน้ากากที่นางใส่เป็คนละอันกัน พระองค์จึงไม่มั่นใจว่าเป็คนเดียวกันหรือไม่
ดังนั้นเมื่อพระองค์เห็นคนที่ใส่หน้ากากทีมีพู่ห้อย พระองค์จึงรีบเดินไปคว้ามือของคนผู้นั้นเอาไว้ เมื่อคนผู้นั้นหันหน้ามา พระองค์จึงจ้องมองด้วยสายตาที่เ็า เนื่องจากพระองค์้าให้อีกฝ่ายรู้สึกกลัวและยอมตอบคำถามของพระองค์ตามสัตย์จริง
แต่เมื่อมองดีๆ พระองค์พบว่าคนตรงหน้าพระองค์คือเม่ยซู สายตาที่นางมองตอบกลับมาทำให้พระองค์รู้สึกผิดที่แสดงสีหน้าเช่นนั้นใส่นาง พระองค์จึงกล่าวขอโทษที่ทำให้นางใ
"ข้าข้ออภัยที่ทำให้เ้าใ ไม่คิดว่าจะได้พบเ้าอีกครั้งที่นี่"
"ข้าก็ไม่คิดว่าจะได้พบท่านทั้งสองเช่นกัน" หลี่ซูเม่ยพูดก่อนที่จะหันไปหาเหวินฝูแล้วพูดด้วยเสียงอันเบาว่า
"ท่านเหวินฝู เหตุใดเมื่อครู่ท่านจางหยวนจึงแสดงสีหน้าเช่นนั้นและแสดงท่าทางน่าหวาดกลัวเช่นนั้นด้วย"
"ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เ้าถามท่านจางหยวนเอาเองเถิด" เหวินฝูตอบกลับด้วยเสียงอันเบาไม่ต่างจากหลี่ซูเม่ย
หลี่ซูเม่ยได้ยินเช่นนั้นจึงพูดว่า "ก็ได้ๆ ท่านจางหยวน เหตุใดเมื่อครู่ท่านจึงแสดงสีหน้าเช่นนั้นและแสดงท่าทางน่าหวาดกลัวเช่นนั้นด้วย"
"ข้ารู้สึกว่าเ้าเหมือนคนที่ข้าเคยเจอเมื่อหลายปีก่อน"
"หืม...ข้าไม่ค่อยได้ออกมาจากป่าแห่งนั้น ท่านจำผิดหรือไม่"
"ข้าจำไม่ผิดหรอก เอาไว้ค่อยคุยรายละเอียดกันเถิด ว่าแต่วันนี้เ้าออกมาข้างนอกทำไมหรือ"
"ข้ากำลังหาคนไปช่วยตามหาน้องชายของข้าอยู่ ท่านทั้งสองสนใจมาช่วยข้าหรือไม่"
"ได้ แล้วน้องชายของเ้าเป็ใคร มาจากไหน หน้าตาเช่นไร" เหวินฝูรีบตอบเมื่อเห็นสายตาที่องค์รัชทายาทส่งมา
"น้องชายของข้าก็เป็น้องชายของข้า เขามาจากที่เดียวกันกับข้า และหน้าตาของเขาย่อมคล้ายข้า" หลี่ซูเม่ยตอบ
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น องค์รัชทายาทจึงบอกหลี่ซูเม่ยว่า "เช่นนั้นเ้าตามหาเองเถิด เดี๋ยวข้าให้เหวินฝูไปเป็เพื่อนเ้า ส่วนข้าขอตัวกลับก่อน"
"ไม่ได้ๆ ท่านช่วยข้าตามหาด้วยเถิดนะ นี่ ท่านเอาท่านเอาไปดู" หลี่ซูเม่ยพูดพร้อมกับส่งม้วนกระดาษไปให้จางหยวน
องค์รัชทายาทรับมาแล้วถามว่า "มันคืออะไร"
"ท่านลองเปิดดูสิ"
"หืม...คนนี้คือน้องชายของเ้าเช่นนั้นหรือ หน้าตาคล้ายเ้าจริงๆ เสียด้วย เ้าก็มาดูด้วยสิ" องค์รัชทายาทเรียกเหวินฝูให้มาดูด้วยกัน
เหวินฝูเมื่อเห็นบุคคลในภาพก็ทำแสดงสีหน้าดีใจพร้อมพูดออกมาว่า "เมื่อครู่ข้าเหมือนจะเห็นเขาอยู่แถวๆ โรงเตี๊ยมพันลี้ เขาน่าจะพักอยู่ที่นั่น"
"จริงหรือ ท่านเคยเห็นจริงๆ หรือ แล้ว...โรงเตี้ยมพันลี้ที่ท่านว่า มันตั้งอยู่ส่วนไหนของเมืองหลวงหรือ ท่านทั้งสองช่วยพาข้าไปได้หรือไม่" หลี่ซูเม่ยถามด้วยความตื่นเต้น
"จริงสิ เมื่อครู่ข้าก็เห็นเช่นกัน ส่วนโรงเตี๊ยมพันลี้เป็โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ มันตั้งอยู่ใจกลางของถนนเส้นนี้เลยละ ตามข้ามาสิ" องค์รัชทายาทบอกกับหลี่ซูเม่ยก่อนที่จะหันไปสั่งเหวินฝูว่า
"เหวินฝู เ้ากลับไปรายงานที่วังตะวันออกก่อนเถิดว่าข้าจะไปที่โรงเตี๊ยมพันลี้กับสหายเก่า"
"ขอรับ" เหวินฝูรับคำและจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินจางหยวนสั่งเหวินฝูเช่นนั้น หลี่ซูเม่ยจึงถามขึ้นมาว่า "นี่ ท่านว่างจริงๆ ใช่หรือไม่ หากท่านไม่ว่างข้าจะได้มาวันอื่น เพราะยังมีเวลาอีกหลายวันกว่าน้องชายข้าจะกลับ"
"ตอนนี้ข้าว่างแล้ว ก่อนจะพบเ้าข้าได้ทำสิ่งที่ข้าได้รับมอบหมายจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อครู่ข้าจึงให้เหวินฝูกลับไปรายงานผล และไปแจ้งให้องค์รัชทายาททราบว่าข้าจะยังไม่กลับไปที่วังจนกว่าจะทำธุระกับสหายเก่าเสร็จ"
"แล้ว...ท่านได้บอกกับเหวินฝูแล้วหรือยังว่าข้าเป็สตรี"
"ยัง ถ้าเ้าไม่คิดบอก ข้าก็จะไม่บอก"
"อืม เช่นนั้นเราไปโรงเตี๊ยมพันลี้กันเถอะ"
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมพันลี้ หลี่ซูเม่ยจึงนึกออกว่านางเคยมาที่แห่งนี้กับพี่ใหญ่และพี่รองแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งสองพานางมาดูกิจการต่างๆ ของท่านย่าเล็ก ซึ่งโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็เป็หนึ่งในนั้น โรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่มาก มีห้องพักมากกว่า 40 ห้อง ราคาค่อนข้างแพงแต่สภาพห้องและบริการต่างๆ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ภายในโรงเตี๊ยมมีการประดับประดาอย่างสวยงาม ที่ชั้นหนึ่งผู้คนนั่งอยู่เต็มไปหมด จางหยวนพานางขึ้นไปที่ชั้นสาม ซึ่งเป็ชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
ชั้นสามมีห้องอยู่ทั้งหมด 4 ห้องตั้งอยู่สี่ทิศ ชั้นสองมีห้องอยู่ทิศละ 10 ห้องคือทางทิศตะวันออก 10 ห้อง ทิศตะวันตก 10 ห้อง ทิศใต้ 10 ห้อง ทิศเหนือ 10 ห้อง ดังนั้นห้องที่ชั้นสามแต่ละห้องจึงกว้างมาก
ที่ระเบียงหน้าห้องมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่ ทั้งคู่จึงสามารถมองลงไปเห็นบรรยากาศภายในร้านที่ชั้นหนึ่งได้อย่างชัดเจนเพราะตรงกลางของโรงเตี๊ยมเป็ช่องว่าง
--------------------------------------------------------
* ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าาา ขอบคุณค่ะ♥️