ลานหน้าตึกร้าง
20:00 น.
ลานกว้างโล่งหน้าตึกร้าง ฝั่งตรงข้ามกับป้ายรถเมล์ ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ ถนนหน้าตึกร้างแห่งนี้เป็ย่านธุรกิจ โดยปกติแม้จะเป็ยามค่ำคืนแต่จำนวนรถในเมืองหลวงก็ไม่เคยลดเลย แต่วันนี้ถนนกลับโล่ง
ในเวลานี้ท้องฟ้ามืดสนิท อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไร้ดวงดาว ไร้เงาจันทร์ที่เคยส่องเเสงเหลืองนวล เสียงทุกอย่างเงียบสงัด เว้นเเต่เสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ เสียงใบไม้ปลิดปลิว
อากาศหนาวเหน็บทำขนลุกขนชันราวกับไม่ใช่อากาศประเทศไทย เย็นคล้ายถูกมีดนับพันแทงเข้าร่างกายพร้อมกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพียงลมพัดผ่านผิวกายแต่ละครั้งก็สามารถทำให้หนาวสะท้าน รู้สึกเย็นะเืจนปวดไปถึงแกนกระดูก แม้จะเป็่ฤดูร้อนก็ตาม แต่อากาศกลับหนาวเย็นคล้ายฝนจะตก
ถึงจะเป็จุดที่รถผ่าน แต่วันนี้รถกลับน้อย ถนนโล่งจนน่าใจหาย สังเกตด้วยตาเปล่าเห็นรถผ่านไปเพียงสามคัน โดยรอบมืดสนิทไม่มีแม้แสงไฟตามเสาไฟฟ้า หรือไฟตามบ้านและตึก ทั้งที่ความเป็จริงในเมืองแบบนี้ต้องมีไฟสว่างราวกับเป็ตอนกลางวัน แต่วันนี้มืดสนิทคล้ายไฟดับไปทั้งเมือง
ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับป่าช้า วินได้แต่แปลกใจเพราะเมื่อครู่ตนยังมองเห็นแสงระยิบระยับของเมืองจากบนตึก แต่เมื่อลงมาข้างล่างทุกอย่างโดยรอบเงียบและมืดสนิทจนผิดวิสัย
ไฟฉายจากโทรศัพท์เป็ตัวช่วยอย่างดีในเวลานี้ วินล้วงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายออกมาและเปิดโหมดไฟฉาย เพื่อใช้ส่องทางที่มืดทะมึน ท่ามกลางความมืดมิดมีเสียงหนึ่งที่คุ้นหูและดึงความสนใจของวินได้เป็อย่างดี
“เมี๊ยว~”
เสียงแมวจรดังขึ้นท่ามกลางความมืด ดึงความสนใจของวินให้ค้นหา ด้วยนิสัยรักสัตว์และเป็ทาสแมวตัวยง จึงสาดส่องแสงไฟฉายจากโทรศัพท์ในมือไปรอบ ๆ
“จ๊ะเอ๋ ตัวเล็กมาเดินเล่นอะไรแถวนี้”
ไม่นานวินก็พบสัตว์ตัวน้อยจอมี้เี เสียงสองของวินก็เริ่มทำงานเมื่อพบแมวจรตัวเล็กสีส้มรูปร่างซูบผอมเห็นกระดูก ราวกับไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน คนรักแมวอย่างวินก็อดเวทนาไม่ได้ อยากจะซื้ออาหารข้างทางแถวนี้ให้ก็ไม่มีแม้สักร้านที่เปิด ทุกอย่างรอบตัวมีแต่ความมืด
ชายหนุ่มเข้าไปนั่งยอง ๆ เอื้อมมือไปลูบหัวแมวน้อยเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูปนสงสาร จนลืมเื่ที่เจอกับผีสาวไปโดยสิ้นเชิง
วินเป็คนจำพวกที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คนแต่กับสัตว์นั้นแตกต่าง สัตว์เป็เสมือนพื้นที่ปลอดภัยของวิน เพราะสามารถพูดระบายให้ฟังได้ทุกเื่โดยไม่หนีไปไหน วินจึงรักสัตว์มากกว่าคนเสียอีก
ระหว่างที่วินลูบหัวแมวน้อย มีเสียงผู้หญิงคุ้นหูะโดังลั่นมาจากข้างหลัง พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ของรถ
“คุณระวังรถ!!..”
เสียงนั้นดึงสติวินทำให้หันไปหาต้นเสียงของเครื่องยนต์ จึงได้เห็นแสงหนึ่งสว่างวาบกำลังพุ่งมาทางตน เมื่อวินประคองสติได้จึงอุ้มแมวและพาตนเองถอยหลบหนีห่างทางรถได้ทันฉิวเฉียด เมื่อมองไล่หลังไปปรากฏเป็รถยนต์อย่างที่คิดไว้จริง ๆ ใจของชายหนุ่มหายตกไปถึงตาตุ่ม
ครั้งนี้วินรอดตายมาได้ก็เพราะเสียงของหญิงสาวปริศนา วินเป็หนี้บุญคุณเขาคนนั้นแล้วล่ะ
วินกวาดสายตาไปโดยรอบเพื่อมองหาต้นเสียงของหญิงสาวที่ช่วยชีวิตตนไว้เพื่อจะกล่าวขอบคุณเธอ หันซ้ายแลขวาพร้อมไฟฉายในมือถือแต่ก็ยังไม่พบใคร โดยรอบมีเพียงความเงียบและความมืด วินจึงพูดลอย ๆ ขึ้นมา
“ขอบคุณนะครับ..”
สิ้นเสียงขอบคุณของวินก็มีเสียงตอบกลับของหญิงสาวที่คุ้นหูเป็อย่างมาก
“ไม่เป็ไรค่ะ”
เสียงหวานนุ่มแบบนี้ไม่หันไปมองก็ยังรู้ว่าเป็ใคร เมื่อวินหันไปทางต้นเสียงที่ใกล้ตนมาก ๆ ก็พบใบหน้าเปื้อนยิ้มที่คุ้นเคยของผีสาวที่พึ่งพบตอนอยู่บนตึกร้างนั่นเอง กำลังยืนยิ้มและหายใจรดต้นคออยู่ข้าง ๆ วินยังไม่ทันได้พูดอะไรหญิงสาวก็พูดตัดหน้าขึ้น
“คุณเห็นหรือยัง ว่าสิ่งที่คุณมีมันวิเศษขนาดไหน คุณสามารถได้ยินเสียงฉัน และคุณก็รอดตาย”
“จะมาทวงบุญคุณผมเหรอ”
“เปล่าเลย ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่าสิ่งที่คุณมีมันพิเศษขนาดไหน แม้คุณจะมองมันเป็ความผิดปกติก็เถอะ ใครที่ฉันช่วยได้ฉันก็แค่อยากจะช่วย”
“การมองเห็นคนที่ตาย หรือได้ยินเสียงพวกเขา มันไม่เคยพิเศษสำหรับผมเลย”
“แต่มันพิเศษสำหรับฉัน คุณมองเห็นฉัน เราสื่อสารกันได้”
หลังสิ้นคำพูดของผีสาว เหมือนวินจะตกอยู่ในภวังค์ดังต้องมนต์ เหมือนตัวเองโดนจีบ ส่วนผีสาวเมื่อเห็นสายตาของหนุ่มที่ยืนข้างๆ มองตนแปลก ๆ ก็อดที่จะเขินอายไม่ได้
“ทำไมคุณถึงหน้าแดงด้วย นั่นแน่หลงเสน่ห์ผมเข้าแล้วล่ะสิคุณผู้หญิง”
“ปะ…เปล่านะ ก็คุณเล่นจ้องหน้าฉันแบบนี้ เป็ใครจะไม่เขินบ้าง”
ผีสาวพูดจาอึกอัก ราวกับตนโดนเปิดเผยความลับ
“เอาเถอะ แต่ยังไงผมก็ขอบคุณมากนะ ไม่งั้นผมคงกลายเป็ผีแบบคุณแน่”
“แค่พูดขอบคุณเองเหรอ ฉันช่วยชีวิตคุณเชียวนะ ชีวิตคุณมีค่าแค่คำว่าขอบคุณงั้นเหรอ”
น้ำเสียงตัดพ้อปนน้อยใจ
“แล้วคุณผีอย่างคุณ้าอะไร มาทวงบุญคุณจริงด้วยสินะ
ผมก็ไม่ใช่คนเนรคุณคน งั้นเดี๋ยวผมตักบาตรทำบุญไปให้นะพรุ่งนี้ ตกลงไหม”
“ฉันไม่ได้้าบุญ ฉันแค่อยากรู้ตัวตนของฉัน ว่าเป็ใคร
มาจากไหน แล้วตายด้วยสาเหตุอะไร”
“ผมไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้นหรอกนะคุณ แต่ผมจะทำเท่าที่ผมทำได้ และคงเป็เื่ที่ดี ที่ผมจะช่วยคุณก็เพราะตอบเเทนที่คุณได้ช่วยชีวิตผมครั้งนี้เอาไว้”
“คุณรับปากแล้วนะ สัญญากับฉันก่อนสิ”
“อ่า ๆ เอาเป็ว่าผมรับปาก แต่ไม่สัญญานะว่าจะสำเร็จหรือเปล่า”
“แค่นี้ฉันก็สบายใจแล้วล่ะ”
“ผมจะช่วยคุณ แต่มีข้อแม้คุณห้ามไปบอกเพื่อนผีของคุณว่าผมสามารถมองเห็นพวกเขาได้ ไม่เช่นนั้นผมต้องเป็บ้าตายก่อนแน่ ๆ”
“ได้สิ ฉันสัญญา”
ริมฝีปากอมชมพูของหญิงสาวยกมุมขึ้น ฉีกยิ้มด้วยความดีใจปนความสุข ก่อนจะโบกมือลาชายหนุ่มตรงหน้าและหายวับไปกับตา ยังไม่ทันให้วินบอกลาเธอ
ทั้งเมืองเหมือนถูกเปิดสวิตช์อีกครั้ง กลับมาสว่างศรีวิไลเหมือนดังเดิม ทั้งไฟตามทาง และไฟร้านสะดวกซื้อตามตึกกลับมาสว่างราวกับตอนกลางวัน รถวิ่งแล่นกันตามปกติ พร้อมกับหญิงสาวที่หายไปพร้อมความมืด
ณ ห้องเช่า
20:45 น.
เมื่อกลับถึงห้องเช่าชั้นสองของตึกโทรม ๆ แห่งหนึ่ง ย่านชุมชนแออัดเป็อีกซีกหนึ่งของความเจริญในเมืองหลวง ยังมีห้องเช่าราคาสบายกระเป๋าเหมาะสำหรับคนพลัดถิ่นอย่างวิน เป็ห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ไม่มีแอร์ ไม่มีห้องครัว มีเพียงห้องโล่ง ๆ กับห้องน้ำเพียงเท่านั้น
หลังจากชายหนุ่มอาบน้ำเสร็จ ทิ้งตัวบนฟูกปูนอน ในหัวของวินครุ่นคิดถึงแต่เื่ของผีสาว ว่าจะช่วยเธออย่างไรดีจนนอนไม่หลับ พลิกซ้ายทีพลิกขวาที หายใจเข้าออกมีแต่เื่ของผีสาว เพราะตนเองดันไปตบปากรับคำว่าจะช่วย
“เฮ้อ ฉันจะช่วยเธออย่างไรได้บ้างนะ คนแปลกหน้า”
เสียงถอนหายใจดังเฮือก วินรำพึงรำพันกับตนเอง สลัดความคิดเื่ผีสาวไม่หาย มือก่ายหน้าผากสายตามองบนฝ้าเพดาน เขาอยากจะช่วยเธอให้ได้ แต่ก็ติดตรงเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผีสาวเลยแม้แต่น้อย
มือใหญ่คว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาค้นหาข่าวทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับตึกร้างแห่งนั้น เผื่อว่าบางทีจะพบเบาะแสเกี่ยวกับผีสาว แต่ก็ไม่พบข่าวใด ๆ คล้ายกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น นอกจากข่าวการล้มละลายของเ้าของตึก ที่ไม่สามารถก่อสร้างต่อไปได้จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง
เนื้อหาในข่าว…
ตึกถูกปล่อยทิ้งร้างย่านธุรกิจ เป็อนุสรณ์แห่งความล้มเหลวของตระกูลวิชุดา ั์ล้มครั้งใหญ่ของไทยตระกูลดังแห่งภาคตะวันออก ครอบครัววิชุดาล้มละลายจากพิษเศรษฐกิจ
ทุกแหล่งข่าวเสนอข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับเื่การล้มละลายเพราะไม่มีทุนมาสร้างต่อจึงถูกปล่อยทิ้งเป็ซากอยู่อย่างนั้น ไม่มีข่าวการตายหรือฆาตกรรมของใคร การช่วยผีสาวครั้งนี้คงไม่ใช่งานง่าย
เสียงในหัวของวินดังก้อง เป็ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึก ไม่เคยคิดเลยว่าจะช่วยใครหรือถูกใครช่วย วันนี้วินได้รับรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าการที่เขายื่นมือเข้ามาช่วยผีสาวในครั้งนี้ จะทำให้ชีวิตที่แสนธรรมดาและเรียบง่ายของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
วิกฤติที่สองในชีวิตของวินมาไวกว่าที่คิด “การพ้นสภาพการเป็นักศึกษา” เพราะไม่สามารถจ่ายค่าเทอมตามเวลาที่มหาวิทลัยลัยกำหนดได้ แม้วินจะทำงานล่วงเวลา เก็บออมแค่ไหน แต่รายได้ก็ไม่สามารถจุนเจือทั้งค่ากินค่าอยู่ได้ ไหนจะค่าเทอมที่ต้องจ่ายในแต่ละเทอมที่แพงหูฉีก เป็เื่ที่น่าเสียดายของอนาคตเด็กหนุ่มที่จากบ้านมาสู้ในโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงฝั่ง แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกรีบกุหลาบ
“จริง ๆ ผมก็รู้นะ ว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น คงไม่ได้โรยด้วยกรีบกุหลาบ แต่ก็ไม่เห็นต้องยากขนาดนี้เลยนี่”
มันยากซะจนชายหนุ่มอย่างวินท้อจนหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจออกมา นอกจากจะคิดเื่ผีสาว ตอนนี้วินก็มีเื่เครียดของตัวเอง นั่งกุมขมับหลังอิงกำแพง น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้ม โทษตัวเองที่ไม่สามารถเรียนจนจบได้ ผิดหวังในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว
ตอนนี้เขาอยากเจอผีสาวอีกสักครั้ง เค้าอยากระบายกับใครสักคนและอยากพบเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าสามารถเจอได้ที่ไหน นับั้แ่วันที่โบกมือลากันที่ริมถนน หลังจากวันนั้นก็ไม่พบเธออีกเลย เย็นวันนี้ชายหนุ่มจึงจะลองไปที่แรกที่เคยพบกัน นั้นก็คือบนตึกร้างชั้น 18 เผื่อว่าบางทีจะสามารถสื่อสารกับผีสาวได้อีกครั้ง