อรปรียาทำงานขนต้นกล้าเพียงอย่างเดียวกว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงเล่นเอาเหนื่อยแทบขาดใจตายหญิงสาวเดินไปที่กระติกน้ำใบใหญ่ที่วางอยู่ในเพิงจัดการตักน้ำเย็นๆมาดื่มดับกระหายให้ชื่นใจก่อนจะเดินไปนั่งพักเหนื่อยตรงเก้าอี้ไม้ตัวยาวสายลมเย็นๆ พัดมาต้องกายทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เธอมองคนงานที่ทำงานอยู่ตรงแปลงเพาะปลูกซึ่งกำลังลุกขึ้นแล้วเดินตรงมายังเพิงที่เธอนั่งพักอยู่ เห็นทุกคนทำงานแล้วก็เหนื่อยแทนขนาดเธอแค่ขนต้นกล้าไปมาได้อยู่ในร่มบ้างยังเหนื่อยและร้อนแทบบ้า แล้วคนอื่นๆที่ทำงานกลางแจ้งจะเหนื่อยและร้อนกว่าเธอขนาดไหนกัน
“เป็ยังไงบ้างหนูอรเหนื่อยมากไหม” สมคิดเอ่ยทักเมื่อเข้ามานั่งพักเหนื่อยข้างๆ เธอหันไปยิ้มเซียวๆให้พลางตอบว่า
“แทบขาดใจเลยค่ะลุง”
สมคิดยิ้มให้กำลังใจปลอบว่า
“อีกหน่อยหนูก็จะชินไปเอง”
“ค่ะ”เธอรับคำเสียงอ่อยก่อนจะหันไปมองอีกทาง เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามา ในใจนั้นแอบหวังว่าจะเป็แผ่นดินแต่พอเห็นรถกระบะที่แล่นมาจอดก็รู้สึกผิดหวังจนตัวเองยังแปลกใจ
ทำไมเราจะต้องผิดหวังด้วยนะเพียงแค่ไม่ใช่คนใจร้ายนั่นมา
“ข้าวมาแล้วไปหนูอรไปนั่งที่โต๊ะจะได้กินข้าวกันคงหิวแย่แล้วสิ”
อรปรียาลุกขึ้นเดินตามสมคิดไปนั่งที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กซึ่งห่างจากโต๊ะตัวใหญ่ยาวที่คนงานกำลังนั่งล้อมวงรอทานข้าวกันอยู่
“คุณอร”
“น้ำอ้อยมาได้ยังไงจ๊ะเนี่ย”
“หนูมากับรถส่งข้าวค่ะแล้วนี่ปิ่นโตกับข้าวของคุณค่ะ แม่ทำให้คุณเป็พิเศษเลยนะคะ” น้ำอ้อยบอกพลางจัดการเปิดปิ่นโตให้ ซึ่งในนั้นมีข้าวสวยที่ยังอุ่นๆอยู่เต็มปิ่นโตใบหนึ่ง อีกสองใบเป็กับข้าวคือต้มจืดวุ้นเส้นหมูสับและหมูทอดกระเทียมพริกไทยส่วนใบสุดท้ายเป็ผลไม้คือเงาะซึ่งแกะเปลือกไว้เรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวมองอาหารตรงหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะมองของสมคิดซึ่งเป็อาหารเหนือกับข้าวเหนียวสมคิดมองกับข้าวที่ภรรยาตนเองทำมาให้อรปรียาแล้วเอ่ยแซวเล่นเสียงไม่เบานักว่า
“แหม...หนูอรนี่เสน่ห์แรงจริงๆมาอยู่แค่ไม่กี่วันก็ทำให้แม่เอื้องทำกับข้าวส่งมาให้กินถึงไร่ลุงอยู่ที่นี่ทำงานมาไม่เห็นมันจะส่งปิ่นโตอาหารพิเศษแบบนี้มาให้กินบ้างเลย”
ทุกคนหัวเราะขันคำพูดของสมคิดกันยกใหญ่ก่อนคนงานจะเอ่ยแซวเล่นกันเรียกเสียงหัวเราะอีกครืนใหญ่ตามมาหญิงสาวมองอาหารในปิ่นโตแล้วนึกขอบคุณป้าเอื้องที่ทำส่งมาให้ เพราะยังไงๆเธอก็ยังไม่ค่อยชินกับอาหารเหนืออยู่ดี
“งั้นลุงทานกับหนูไหมคะ”
“ไม่หรอกหนูอร ทานเถอะลุงจะกินข้าวเหนียว”
เธอมองสำรับอาหารของสมคิดก็เห็นมีอาหารหลายอย่างและมีกระติบข้าวเหนียวใบเล็กสองใบดูแล้วไม่น่าจะทานหมด เธอหันไปเอ่ยชวนน้ำอ้อยบ้าง “น้ำอ้อยล่ะ ทานด้วยกันไหม”
“คุณอรทานเถอะค่ะต้มจืดยังร้อนๆอยู่เลย หนูทานข้าวมาแล้วไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”น้ำอ้อยบอกเสียงใส อรปรียาจึงลงมือทานอาหารตรงหน้าอย่างไม่รีรอเพราะหิวจะแย่อยู่แล้วหญิงสาวทานจนเกลี้ยงปิ่นโตอิ่มจนรู้สึกแน่นท้องไปหมด น้ำอ้อยจัดการเก็บปิ่นโตพูดอย่างอารมณ์ดีว่า
“แม่ต้องดีใจแน่ๆเลยที่เห็นคุณทานหมดแบบนี้”
“ฝากไปขอบคุณป้าเอื้องด้วยนะจ๊ะน้ำอ้อยบอกด้วยว่ากับข้าวอร่อยมาก”
“ค่ะ”
“น้ำอ้อยนายกลับไปทานข้าวที่บ้านเหรอ” สมคิดถามลูกสาวถึงนายหนุ่มที่ปกติจะมาทานมื้อเที่ยงด้วยกันเป็ประจำแต่วันนี้กลับไม่มามื้อเที่ยงนั้นแม่ครัวจะจัดให้เขาและนายอย่างรู้งานเพราะทราบว่านายจะมาทานด้วยกันกับเขาทุกวันอาหารบางอย่างจึงแตกต่างจากของคนงานอื่นๆ ไปบ้างพอสมควร
“เปล่าจ้ะพ่อ นายเข้าอำเภอไปั้แ่สิบโมงเช้าโน่นเที่ยงแล้วก็ยังไม่เห็นนายกลับมาเลย สงสัยจะทานที่โน่นเลยมั้งจ๊ะ” น้ำอ้อยตอบ
“เหรอ เอ...นายเข้าอำเภอไปทำอะไรกันนะไม่เห็นบอกไว้เลย” สมคิดครุ่นคิดก่อนจะเลิกคิดไป เพราะแผ่นดินอาจจะมีเื่ด่วนหรือธุระส่วนตัวที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานในไร่ก็เป็ได้
“น้องกลับก่อนนะพ่อกลับก่อนนะคะคุณอร” น้ำอ้อยเอ่ยลาเมื่อคนงานเริ่มอิ่มและเริ่มเก็บปิ่นโตกันแล้ว
“จ้ะ”
“เออ...น้ำอ้อยเอ็งก็ไม่บอกว่าจะมาพ่อจะได้ให้เอ็งเอาเสื้อแขนยาวหมวกกับถุงมือมาให้หนูอรเสียหน่อย ดูสิหน้าและแขนแดงเถือกไปหมดแล้ว” สมคิดพูดเมื่อนึกขึ้นได้
“จริงด้วย โธ่...คุณอรแสบผิวแย่เลยล่ะสิพ่อก็ไม่โทรไปบอกเสียแต่ทีแรกน้องจะได้เอามาด้วย” น้ำอ้อยหันมาตำหนิพ่อตัวเอง
“อ้าวก็พ่อลืมนี่หว่า แล้วพ่อก็ไม่รู้ว่าเอ็งจะมาส่งข้าวเองหนิ”
“เอาเถอะค่ะ ช่างมันเถอะ อย่าเถียงกันเลยนะคะ” หญิงสาวห้ามทัพสองพ่อลูก ก่อนที่จะเถียงกันใหญ่โตไปมากกว่านี้ “มันเป็ความผิดของหนูเองค่ะลุง เอาไว้พรุ่งนี้หนูจะเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ค่ะ”
“นายทำไมใจร้ายจังดูสิให้คุณมาทำไร่ได้” น้ำอ้อยพูดด้วยความสงสาร อรปรียายิ้มเจื่อนๆ เพราะพูดไม่ได้ว่าทำไมน้ำอ้อยคุยอีกครู่ก็กลับไปพร้อมกับรถส่งอาหารประจำไร่
อรปรียาได้พักอีกยี่สิบนาทีก่อนจะเริ่มงานใน่บ่ายต่อไปและคราวนี้เธอต้องเริ่มงานใหม่คือการนำต้นกล้าลงเพาะปลูกที่แปลงท่ามกลางแสงแดดแรงกล้า
“ก่อนที่จะเอาวางลงในหลุมที่ขุดไว้หนูอรต้องบีบดินที่อยู่ในถุงดำให้แยกออกจากกันเสียก่อนแล้วค่อยฉีกถุงดำออกไปพอฉีกถุงดำออกไปแล้วจากนั้นก็เขย่าเศษดินหรือเศษหญ้าอื่นๆที่ติดอยู่กับรากออกให้หมด แล้วใช้กรรไกรตัดรากแก้วส่วนที่มันขดงอออกไปตัดส่วนยอดบนและใบออกบ้างนิดหน่อยดูให้มันสมดุลกับรากที่เหลือนะ” ขณะที่ปากพูดสมคิดก็สาธิตทำให้ดูเป็ตัวอย่างไปด้วย
“จากนั้นหนูก็วางมันลงในหลุมที่ขุดไว้จัดรากฝอยที่มีอยู่ให้มันเป็ชั้นๆแล้วแผ่รากฝอยนั้นแต่ละชั้นไปรอบๆ ด้านข้างก่อนจะกลบดินไล่ตามรากขึ้นมาเป็ชั้นๆ โดยให้รากฝอยชั้นบนสุดอยู่ต่ำกว่าระดับดินประมาณหนึ่งเิเหนูอรก็กะเอานะ”
“จากนั้นหนูก็ใช้ดินที่ผสมปุ๋ยหมักแล้วกลบโคนมันลงมาอีกทีให้เป็ลักษณะเหมือนกระทะคว่ำเสร็จแล้วหนูก็เอาไม้ที่เตรียมไว้มาปักเป็หลักแล้วผูกต้นพันธุ์กับไม้หลักไว้ เพื่อป้องกันการโยกคลอนเท่านี้ก็เสร็จแล้วส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือการรดน้ำให้ชุ่มซึ่งเดี๋ยวจะมีอีกคนมารดให้เองหนูอรก็ทำตามที่ลุงบอกไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจการรดน้ำหรอก”
อรปรียามองคนสอนตาปริบๆสีหน้ายังคงดูงุนงงอย่างเห็นได้ชัด สมคิดหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ไม่โกรธเคืองที่หญิงสาวยังไม่เข้าใจในขั้นตอนการทำงานที่เพิ่งอธิบายไปเมื่อครู่นี้เขาก็ไม่ได้หวังว่าเธอจะเข้าใจทั้งหมดในครั้งเดียวได้หรอก เพราะขั้นตอนที่เขาอธิบายไปนั้นค่อนข้างยุ่งยากอยู่เหมือนกันแต่ถ้าทำจนชำนาญแล้วมันก็ไม่ยากอีกเลยอีกอย่างเธอก็ไม่เคยทำมาก่อนก็เหมือนคนงานมาใหม่คนอื่นๆ ที่ต้องสอนกันนานกว่าจะเป็จนชำนาญ
“หนูอรยังไม่เข้าใจใช่ไหม”
“ค่ะลุง” เธอตอบเสียงอ่อยๆ อย่างรู้สึกผิดและกลัวเขาจะโกรธ
“ไม่เป็ไรลุงไม่โกรธหรอก ไม่ต้องกังวลนะคนงานคนอื่นๆ ก็เป็แบบหนูนี่แหละต้องสอนกันหลายรอบกว่าจะเป็งาน”
อรปรียาค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยหญิงสาวเช็ดเหงื่อที่ไหลก่อนจะเริ่มลงมือทำตามที่สมคิดสอนอีกครั้งอย่างตั้งใจ ทว่าดวงตาเริ่มพร่ามัวเล็กน้อยและหอบหายใจแรงรู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็ลม แต่ก็พยายามฝืนเอาไว้ เธอก้มมองนาฬิกาข้อมือเห็นว่าเป็เวลาบ่ายสองโมงแล้วนี่เธอทำงานกลางแดดมาแค่ชั่วโมงเดียวเองหรือ แต่ทำไมดูเหมือนกับเป็สิบๆชั่วโมงเลยล่ะ มันรู้สึกเหนื่อยร้อนและหวิวๆ ยังไงชอบกล
หญิงสาวมัดต้นพันธุ์ที่เอาลงดินแล้วไว้กับหลักไม้เธอสะบัดศีรษะไปมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นดินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นสมคิดที่เดินไปตรวจดูแปลงอื่นหันมามอง ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหาเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“หนูอรไหวไหมหน้าหนูซีดๆนะลุงว่าไปนั่งพักก่อนเถอะ”
“ค่ะ”อรปรียาไม่ปฏิเสธเพราะตอนนี้อยากได้ร่มเงา อยากได้สายลมเย็นๆ และน้ำเย็นฉ่ำมาดื่มดับกระหายเหลือเกินหญิงสาวใช้ลิ้นเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผากก่อนจะพยุงตนเองลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เธอมองไปข้างหน้าเห็นภาพตรงหน้าซ้อนกันเป็สองภาพดูพร่ามัวเสียเหลือเกินแล้วจากนั้นเธอก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลยแต่ก่อนที่จะหมดสติไปเธอได้ยินเสียงหวีดร้องด้วยความใแว่วๆ ดังขึ้น
แผ่นดินรีบเดินแกมวิ่งมาที่ห้องพยาบาลประจำไร่หลังจากได้รับแจ้งจากสมคิดที่โทรมาบอกว่าอรปรียาเป็ลมล้มหมดสติไปมือหนาผลักประตูกระจกใสเข้ามาอย่างรวดเร็วก้าวพรวดเข้าไปด้านในห้อง สายตามองหาคนตัวบางที่ทำให้เป็ห่วงพอเห็นว่านอนหลับสนิทอยู่บนเตียงก็รีบรุดเข้าไปใกล้ทันที
“ไม่เป็อะไรมากหรอกครับนายเธอแค่เป็ลมแดดเท่านั้นเองได้นอนพักเดี๋ยวก็หาย” หมอสุวัฒน์นายแพทย์หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบประจำไร่บอกให้ผู้เป็นายสบายใจขณะที่ยังคงใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ชุบน้ำมาหมาดๆ เช็ดไปตามแขนและใบหน้าของหญิงสาวเพื่อคลายความร้อนและลดการอักเสบของผิวไม่ให้แสบร้อนไปมากกว่านี้
แผ่นดินพยักหน้ารับก่อนจะตีหน้าขรึมเมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ชายหนุ่มถอยห่างจากเตียงไปยืนที่หน้าต่างมองออกไปข้างนอก หมอสุวัฒน์กับสมคิดหันมายิ้มให้กันนิดหนึ่งก่อนสมคิดจะเดินไปยืนเคียงกับผู้เป็นายที่หน้าต่าง
“วันนี้ลุงให้เธอทำอะไรบ้างล่ะ” คนที่ทำเหมือนยืนชมวิวด้านนอกอยู่เอ่ยถามขึ้นเสียงขรึมแล้วก็เงียบไปราวกับว่าถามไปอย่างนั้นไม่ได้สนใจอะไรมาก
“วันนี้ลุงก็ให้หนูอรขนพันธุ์ส้มไปเตรียมไว้ลงปลูกทีแรกลุงก็นึกว่าแม่หนูคนนี้คงทำไม่ไหวแน่ๆ ไม่เกินชั่วโมงหรอกคงได้เป็ลมเป็แล้งแต่ปรากฏว่าแกอึดสู้ทำจนเสร็จเลยทีเดียวไม่บ่นสักคำ แกทำเสร็จก็เกือบเที่ยงโน่น พอบ่ายลุงก็ให้ไปทำงานที่แปลงเอาต้นพันธุ์ลงปลูกทำไปได้พักใหญ่ลุงเห็นท่าไม่ดีก็ให้ไปพักก่อนกะว่าวันนี้จะให้ทำแค่นี้พอ แต่แกดันเป็ลมเสียก่อนตอนจะเดินไปพักเฮ้อ...ลุงเห็นท่าทางแกแล้วก็อดสงสารไม่ได้นะนาย”สมคิดเล่าให้ชายหนุ่มฟังอย่างเห็นใจคนที่นอนอยู่บนเตียง “นายก็ดูตัวแกสิเล็กนิดเดียวบอบบางออกอย่างนั้นที่สำคัญไม่มีเสื้อแขนยาวใส่ หมวกก็ไม่มีบังแดดอ้อ...ถุงมืออีกด้วยนี่วันนี้คงได้แสบผิวเจ็บมือกันบ้างล่ะ”
แผ่นดินนิ่งฟังที่หัวหน้าคนงานเล่าโดยไม่พูดแทรกอะไรออกมาก่อนจะหันหลังเดินไปที่เตียงเอื้อมมือไปจับแขนเรียวและพลิกหน้ามือนุ่มขึ้นดูก็เห็นฝ่ามือนุ่มมีรอยแดงเหมือนจะพุพอง เมื่อสำรวจดูมือจนพอใจแล้วสายตาคมกริบก็เลื่อนมายังใบหน้าขาวนวลใสที่บัดนี้แดงก่ำเพราะพิษแดดไปเสียแล้ว ริมฝีปากที่เคยอิ่มเอิบบัดนี้ดูแห้งผาก เห็นสภาพของหญิงสาวอย่างนี้แล้วทำไมใจเขาถึงไม่รู้สึกสะใจมีความสุขกันนะตรงข้ามมันกลับรู้สึกผิดแถมมีความห่วงใยเข้ามาแทนเสียอย่างนั้นเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เห็นใจศัตรูที่ทำให้น้องชายต้องฆ่าตัวตาย
ใช่...เขาต้องบ้าไปแล้วจริงๆ
ชายหนุ่มมองหมอสุวัฒน์ที่กำลังเช็ดตัวให้หญิงสาวอย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยกับหมอว่า
“หมอวัฒน์ครับเดี๋ยวผมเช็ดให้เองดีกว่าถ้าหมอมีคนไข้คนอื่นที่ต้องดูแลอีกก็ไปเถอะครับไม่ต้องเป็ห่วง”
หมอสุวัฒน์ชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะส่งผ้าให้ชายหนุ่มอย่างไม่เกี่ยงงอน
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ว่าจะไปดูนายสนมันเสียหน่อยว่าไข้ลดแล้วหรือยัง”
“ครับ ผมฝากหมอเยี่ยมนายสนแทนด้วยเลยแล้วกัน”
“ได้ครับ ผมฝากคนไข้ทางนี้กับนายด้วยแล้วกันเช็ดตัวให้เธอหลายๆ ครั้งนะครับความร้อนจะได้ลดลง ส่วนที่มือก็ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับถ้าไม่ได้เสียดสีกับอะไรแล้วก็จะดีขึ้นเอง” หมอสุวัฒน์บอกก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋ายามาสะพายไหล่ แผ่นดินพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“งั้นเดี๋ยวหมอวัฒน์ไปกับผมเลยก็แล้วกันเพราะผมก็จะไปตรวจงานที่ท้ายไร่อยู่พอดี” สมคิดบอกพร้อมทั้งเดินนำออกจากห้องไป นายสนนั้นเป็ลูกจ้างในไร่มีบ้านพักติดกับบริเวณท้ายไร่แผ่นดินจึงจ้างให้คอยดูแลตรวจตราท้ายไร่ให้
ส่วนหมอสุวัฒน์นั้นชายหนุ่มจ้างให้มาเป็หมอประจำไร่เมื่อสิบปีที่แล้วด้วยเงินเดือนที่สูงพอดูเพื่อให้ช่วยรักษาคนงานในไร่ที่เจ็บป่วยและเผื่อแผ่ไปถึงชาวบ้านคนอื่นๆที่มีที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียงกับไร่อีกด้วย เพราะที่นี่ห่างไกลจากสถานีอนามัยหลายสิบกิโลเมตรและชาวบ้านนั้นไม่ต้องเสียเงินค่าหมอค่ายาให้เลยสักบาทเพราะถือว่าช่วยๆ กันไปหมอสุวัฒน์ก็เป็คนดีเต็มใจช่วยเหลือชาวบ้านเป็อย่างดีถึงได้อยู่ที่ไร่แห่งนี้มานานถึงสิบปีแล้ว
หลังจากที่ทุกคนออกจากห้องไปหมดแล้วแผ่นดินก็เริ่มเช็ดตัวให้อรปรียาชายหนุ่มเอาผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำในกะละมังพลาสติกใบเล็กบิดน้ำออกให้ผ้าแห้งหมาดๆแล้วนำมาเช็ดตัวให้ร่างที่นอนไร้สติ เขาค่อยๆ ลูบผ้าไปตามลำแขนเรียวอย่างช้าๆและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเช็ดแขนทั้งสองข้างเสร็จก็เช็ดที่ใบหน้าบ้างสายตาคมกริบที่แข็งกระด้าง ดุดันและเยาะหยันอยู่เสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวบัดนี้มันอ่อนโยนมีแววห่วงใยอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มเฝ้าเช็ดตัวให้อีกหลายครั้งก่อนจะคิดว่าพอแล้วจึงนำผ้าและกะละมังไปเก็บจากนั้นก็ไปลากเก้าอี้มานั่งที่ข้างเตียงแผ่นหลังหนาพิงพนักเก้าอี้สองมือกอดอก สายตามองคนที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียงนิ่งเฝ้าคิดทบทวนกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปกับผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางคนนี้
เราทำเกินไปไหมนะที่ใช้ให้เธอไปทำงานหนักตากแดดเปรี้ยงๆ แบบนั้นเกือบทั้งวัน ทั้งที่รู้ว่ามันหนักแค่ไหนและเธอคงจะทนทำไม่ได้แน่ขนาดคนที่ทำจนชินทุกวันบางทีก็ยังไม่ไหว แล้วนี่เธอไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนมีหรือจะไม่เป็ลมเป็แล้งไปดีที่ไม่ช็อกตายไปเสียก่อน ถ้าเธอเป็อะไรไปเราคงจะ....
จะอะไร! เราจะเป็ยังไงกันทำไมเราถึงมีความคิดแบบนี้ ทำไมเราจะต้องห่วงใย ต้องรู้สึกทนไม่ได้และเ็ปด้วยถ้าผู้หญิงคนนี้จะเป็อะไรไปจริงๆเราต้องดีใจต้องสะใจสิถึงจะถูก เราจะต้องมีความสุขที่ได้แก้แค้นให้ไทสิในเมื่อผู้หญิงคนนี้เป็สาเหตุทำให้น้องชายเราต้องตาย คนสุดท้ายในครอบครัวต้องมาตายเพราะความใจร้ายของผู้หญิงคนนี้เราต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไปเพราะผู้หญิงคนนี้!
ภายในใจของแผ่นดินเริ่มขัดแย้งก่อนความเจ็บช้ำจากการสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักไปจะมีอำนาจควบคุมจิตใจได้ทั้งหมดเพลิงแค้นที่สุมในจิตใจลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งสายตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่นี้เลือนหายไปอย่างรวดเร็วกลายเป็เปลวเพลิงอันร้อนแรง ถ้าสายตาเขาเป็อาวุธวิเศษสามารถทำร้ายคนอื่นได้คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคงได้ถูกไฟแผดเผาจนไหม้เกรียมเป็เถ้าถ่านไปแล้ว