โจวเหวินใเล็กน้อย เขาเองก็เคยได้ยินชื่อวิชาพิฆาตตะวันมาก่อน มันเป็วิชาระดับมหากาพย์ที่ไม่เป็รองวิชาเทพไร้เทียมทาน ยิ่งทั้งเมื่อเทียบกันแล้ว วิชาพิฆาตตะวันยังล้ำค่ากว่าเล็กน้อย
อย่างไรเสียวิชาเทพไร้เทียมทานก็มีเงื่อนไขการฝึกที่ยุ่งยากเกินไป แต่วิชาพิฆาตตะวันกลับไม่มีเงื่อนไขมากมายขนาดนั้น แค่ต้องใช้ความพยายามในการฝึก ต่อให้เป็คนธรรมดาก็ประสบความสำเร็จได้แน่นอน
อีกทั้งวิชาพิฆาตตะวันยังเป็พลังลมปราณที่มีพลังโจมตีรุนแรงมาก ซึ่งเป็ที่นิยมมากกว่าวิชาเทพไร้เทียมทานที่ใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งร่างกายเป็หลัก
แต่เท่าที่เขารู้ วิชาพิฆาตตะวันเป็พลังลมปราณลับเฉพาะของคนใหญ่คนโตคนหนึ่งในสหพันธ์ นอกจากลูกหลานของคนใหญ่คนโตผู้นั้นแล้ว คนนอกก็ไม่มีโอกาสจะได้มัน
“พ่อไปได้วิชาพิฆาตตะวันมาได้ยังไง คงอาศัยอำนาจของตระกูลอันแน่นอน...” โจวเหวินคาดเดาแบบนี้
แต่โจวเหวินไม่ได้ปฏิเสธวิชาพิฆาตตะวันเพราะข้อสันนิษฐานนี้ ในเมื่อเป็คนโจวหลิงเฟิงให้เขา ต่อให้เป็การยืมอำนาจของตระกูลอัน โจวหลิงเฟิงก็คงแลกด้วยบางสิ่งแล้ว ในเมื่อเป็แบบนี้ โจวเหวินก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ และเขาไม่้าให้ความตั้งใจของโจวหลิงเฟิงสูญเปล่า
อย่างไรเสียั้แ่เล็กจนโต นอกจากค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตแล้ว โจวหลิงเฟิงก็มอบสิ่งอื่นให้เขาน้อยมาก น้อยเสียจนนับนิ้วได้
“ถือว่าไม่ได้ลืมลูกชายอย่างฉัน” โจวเหวินไม่ได้เปิดดูวิชาพิฆาตตะวันทันที แต่กลับปิดคอมพิวเตอร์ ดึงแฟลชไดรฟ์ออกมาเก็บให้เรียบร้อย ก่อนจะเตรียมตัวไปหาอะไรกิน
การฝึกพลังลมปราณไม่ใช่เื่ที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ต่อให้เขามีพื้นฐานลมปราณเก้าแต้มแล้ว ทำให้ฝึกพลังลมปราณชนิดอื่นได้ค่อนข้างเร็ว แต่ก็ใช่ว่าจะฝึกสำเร็จได้ภายในเวลาสิบกว่าวัน จึงไม่จำเป็ต้องเร่งรีบ
เมื่อเปิดตู้เย็นก็พบว่าข้างในว่างเปล่าไม่เหลืออะไรแล้ว จากนั้นเขามองไปที่กล่องกระดาษตรงมุมห้องรับแขก พบว่าไม่เหลือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักห่อแล้ว
โจวเหวินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไม่สั่งอาหารเข้ามากิน เขาไปล้างหน้าเปลี่ยนชุดเตรียมตัวออกไปหาอะไรกิน พร้อมกับแวะซื้ออาหารกลับมาตุนไว้ด้วย
่เวลาสองสามทุ่ม ตามถนนหนทางเหลือคนน้อยมากแล้ว
ตอนโจวเหวินยังเด็กเคยได้ยินปู่ของเขาเล่าว่า ก่อนจะเกิดพายุมิติต่างมิติ แม้แต่เมืองเล็ก ๆ อย่างจังหวัดกุยเต๋อ ก็ยังคงมีแสงไฟสว่างไสวตลอดทั้งคืน แต่ตอนนี้กลับไม่ค่อยมีภาพแบบนั้นให้เห็นแล้ว
แสงไฟตามถนนหนทางส่องสว่างเพียงรำไร ทำให้โจวเหวินรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก อาการโลหิตจางของเขาเหมือนจะย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
่นี้เขาสูญเสียเืไปมาก โชคดีที่เขายังหนุ่มแน่นและร่างกายแข็งแรงพอ ถ้าเป็คนสูงวัยแล้วต้องสูญเสียเืขนาดนี้ ระบบสร้างเืของร่างกายคงทำงานไม่ทัน และเกิดปัญหาตามมาแล้ว
“เดี๋ยวแวะซื้อผงน้ำตาลแดงกลับมาต้มดื่มสักหน่อย หวังว่าจะช่วยได้บ้างนะ” โจวเหวินพึมพำกับตัวเอง
แต่เขาก็รู้ดีว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ต่อให้ไปโรงพยาบาลหาหมอ ก็แก้ปัญหาของเขาไม่ได้
ถ้าจะแก้ไขปัญหาการเสียเืมากเกินไปได้อย่างแท้จริง ก็มีแค่วิธีเดียวคือ ลดจำนวนครั้งการตายของตัวละครสีเืในเกม ตราบใดที่ตัวละครสีเืไม่ตาย เขาก็ไม่ต้องสูญเสียเืของตัวเอง
“แค่กแค่ก !” ขณะที่โจวเหวินกำลังเดิน ก็ได้ยินเสียงไอของผู้ชายดังขึ้นจากด้านหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชายชราคนหนึ่งเดินหลังค่อมเข้ามา อีกฝ่ายก้มหน้าลง มือข้างหนึ่งกำหลวม ๆ ไว้หน้าปาก ไอออกมาเป็ระยะ
โจวเหวินเดินหน้าต่อโดยไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ใครจะคาดคิดว่าชายชราคนนั้นจู่ ๆ จะล้มลงพื้นเมื่อเข้าใกล้ระยะไม่ถึงสามเมตรจากตัวเขา
“คุณลุง เป็อะไรหรือเปล่าครับ” โจวเหวินเข้าไปดูอาการของชายชรา
ชายชราดูอ่อนแรง นั่งอยู่บนพื้นโดยที่ลุกไม่ขึ้น พลางกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “ไม่เป็ไร แค่แก่แล้วโรคภัยเยอะ ร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว พักสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”
“งั้นผมช่วยพยุงไปนั่งตรงนั้นละกัน” โจวเหวินเห็นป้ายรถสาธารณะอยู่ไม่ไกล ตรงนั้นมีม้านั่งสำหรับให้ผู้โดยสารนั่งรอ
ชายชราพยักหน้า โจวเหวินจึงยื่นมือไปประคองแขนของเขา แล้วพาเขาไปนั่งบนม้านั่ง
โจวเหวินสังเกตชายชราด้วยนิสัยที่เคยตัว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีอายุราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี เส้นผมขาวหงอก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดูจากหน้าตาและเค้าโครงที่ผ่ายผอมแล้ว ตอนที่ชายชราคนหนึ่งยังหนุ่มคงเป็ผู้ชายที่หล่อเหลาไม่น้อย
โจวเหวินรู้สึกสงสารเล็กน้อย คนรุ่นอายุเท่านี้ถือเป็คนที่ต้องเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายที่สุด
ตอนที่เกิดพายุมิติต่างมิติได้สร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ ่เวลาสิบกว่าปีนั้นเป็ห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
แต่ต้นตอความโกลาหลนั้นไม่ได้เกิดจากสิ่งมีชีวิตต่างมิติที่น่าสะพรึงกลัว กลับเกิดจากตัวมนุษย์เอง
สิ่งมีชีวิตต่างมิติส่วนใหญ่ไม่สามารถฝ่าออกจากมิติต่างโลก ดังนั้นนอกจากพื้นที่ที่ถูกมิติต่างโลกยึดครองแล้ว มนุษย์ในพื้นที่อื่นก็ไม่มีภัยอันตรายมากนัก
แต่หลังจากมนุษย์พบว่าผลึกสามารถทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเป็ยอดมนุษย์ บรรดาผู้คนที่ได้รับพลังนี้ก็เริ่มเผยด้านมืดน่าน่าสะพรึงกลัวที่สุดของมนุษย์ออกมา
ในยุคสมัยที่มืดมนวุ่นวาย มนุษย์จำนวนมากได้กลายเป็ปีศาจที่ดิบเถื่อนน่าสะพรึงกลัว มนุษย์ห้ำหั่นกันเอง จนกล่าวได้ว่าโลหิตไหลนองเป็สายธาร
อย่างชายชราผู้นี้ก็เป็คนที่รอดชีวิตจากยุคมืดนั้น อายุของเขาก็ล่วงเลย่สูงสุดในการฝึกฝนแล้ว อีกทั้งยุคนั้นยังไม่มีทรัพยากรและการศึกษาที่มั่นคงคอยสนับสนุนเหมือนกับยุคนี้ ทำให้ผู้ชายสูงวัยจำนวนมากแบบเดียวกับเขาไม่มีโอกาสได้ฝึกฝน ต่อให้ได้ฝึกฝนก็มีจำนวนน้อยมากที่ประสบความสำเร็จ
การที่รอดพ้นจากยุคมืดนั้นและโชคดีมีชีวิตจนถึงตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็เื่น่ายินดี
เนื่องจากมนุษย์ยุคใหม่ที่ฝึกฝนมาั้แ่เยาว์วัย ไม่เพียงมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่ง โรคภัยไข้เจ็บน้อยลงมาก อีกทั้งยังแก่ชราช้าลง อายุขัยยืดขยายออกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนชราในยุคนั้นจะเทียบเคียงได้
ตอนนี้มนุษย์จำนวนมากที่อายุสี่ห้าสิบปี ต่างมีสภาพและลักษณะไม่แตกต่างจากคนยี่สิบสามสิบปีในอดีต
ต่อให้แก่ตัวลงจนอายุเท่าชายชราคนนี้ ก็ไม่อ่อนแอโรคภัยมากมายเท่าแต่ก่อนแล้ว
“คุณลุง ถ้าไม่เป็อะไร งั้นผมไปก่อนนะครับ” เมื่อโจวเหวินเห็นว่าสภาพของชายชราดีขึ้นเล็กน้อยแล้ว เขาก็เตรียมตัวเดินจากไป
“พ่อหนุ่ม ได้พบกันถือเป็วาสนา พอจะอยู่คุยเป็เพื่อนฉันสักหน่อยได้ไหม” ชายชรามองโจวเหวินด้วยดวงตาขุ่นมัว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ผมคุยเล่นไม่เก่งน่ะครับ” โจวเหวินไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธชายชรา แต่เขาคุยเล่นไม่เก่งจริง ๆ
“ไม่เป็ไร งั้นฉันขอถามนายสักหน่อย” ชายชราเผยรอยยิ้ม แต่ก็ไอขึ้นอีกครั้งทันที
“ถามได้เลยครับ” โจวเหวินยืนพูดอยู่ตรงหน้าม้านั่ง
โดยปกติเขามักใช้เวลาแต่กับเล่นเกม ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับคนอื่น การที่มีใครสักคนยินดีพูดคุยกับเขา ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร
แน่นอนว่ามีเงื่อนไขคือ คำถามของชายชราจะต้องไม่ทำให้โจวเหวินรู้สึกตอบได้ยาก
“นายชอบผู้หญิงหน้าอกใหญ่หรือหน้าอกเล็กเหรอ” คำถามของชายชราทำให้โจวเหวินใเล็กน้อย